อยากให้ดำเนินคดีกับนายบอส อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดงหลังปล่อยให้ยืดเยื้อมา 5 ปี


อยากให้ดำเนินคดีกับนายบอส อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดงหลังปล่อยให้ยืดเยื้อมา 5 ปี
ประเด็นรณรงค์
สืบเนื่องจากคดีเมาแลัวขับรถด้วยความเร็วชนตำรวจ ของนายบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทธุรกิจพันล้าน เครื่องดื่มชูกำลัง
หลังจากปล่อยให้คดียื้ดเยื้อมาเป็นเวลา 5 ปี แต่ทุกวันนี้ นายบอส ก็ยังไม่ได้รับโทษทัณฑ์ และขึ้นศาลเลยสักครั้ง โดยนายบอส ครอบครัวและทนายยื่นเรื่องเลื่อนนัดมาตลอด จนล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560 นายบอสก็ยังไม่ไปขึ้นศาล สำนักข่าวสอบถามไปยังอัยการเจ้าของคดี ได้บอกว่าเพียงว่า ถ้านัดครั้งหน้าคือเดือนเมษายน นายบอสไม่มาอีก ก็จะส่งหมายเรียกไป ซึ่งกระบวนการยุติธรรมควรจะจัดการขั้นเด็ดขาด ด้วยคดีผ่านมาแล้ว 5 ปี !!!
สิ่งที่ผู้มีอำนาจอยู่ในมือทำทุกวันนี้คือ ซื้อเวลาเพื่อปล่อยความผิดทุกข้อหาของทายาทกระทิงแดงหมดอายุความ
เราต้องการให้กฏหมายไทยคงความศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนคนไทยทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน และนายบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ต้องรับโทษตามกฏหมายโดยไม่มีข้อยกเว้นเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคม
เนื้อหาข่าวบางส่วนจากสำนักข่าวเอพี
เอพีรายงานพิเศษวันนี้ (28 มี.ค.) ระบุ “บอส” วรยุทธ อยู่วิทยา อายุ 31 ปี ทายาทเจ้าของกระทิงแดง กลับไปใช้ชีวิตหรูหราตามแบบลูกเศรษฐีพันล้าน บินรอบโลกด้วยเครื่องบินเจ็ตของเรดบูล นั่งเก้าอี้ VIP ดูการแข่งรถฟอร์มูลาวันเชียร์ทีมของตัวเอง ใช้กรุงลอนดอนเป็นที่เก็บรถปอร์เช่ คาร์เรรา สีดำ ป้ายทะเบียนพิเศษ ไม่กี่สัปดาห์หลังขับรถชนตำรวจชั้นผู้น้อยของไทยเสียชีวิต ลากศพติดรถเฟอร์รารีไปตามถนนในกรุงเทพฯ แต่กระบวนการยุติธรรมไทยเอาผิดไม่คืบ ไทยปล่อยให้ยืดเยื้อนานเกือบ 5 ปีจนข้อหาส่วนใหญ่ในคดีจะหมดอายุความลงในปี 2017
นายวรยุทธเติบโตขึ้นมาในครอบครัวเศรษฐีที่ทรัพย์สินของครอบครัวเป็นหลักพันล้าน นายวรยุทธเข้าเรียนที่ Bradfield College โรงเรียนประจำเก่าแก่ของแคว้นเบิร์กเชียร์ในประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งนักเรียนจะใส่เสื้อสูทและผูกเนคไทให้สมฐานะ โรงเรียนแห่งนี้มีค่าเทอมแพงหูฉี่ ปีละ 1.3 ล้านบาท ซึ่งครอบครัวคนรวยในประเทศไทยก็มักจะส่งลูกมาเรียนที่นี่
ในขณะที่ ด.ต. วิเชียร กลั่นประเสริฐ มาจากครอบครัวของชาวสวนที่ทำไร่มะพร้าวและปาล์ม ด้วยความมุ่งมั่นและทะเยอทะยาน ด.ต. วิเชียร ได้ทิ้งท้องไร่ท้องนา มาแสวงหางานที่มั่นคงในเมือง เขาเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้รับราชการและเรียนจบสูง ด.ต. วิเชียร ได้ส่งเสียดูแลพ่อแม่จนกระทั่งท่านเสียชีวิต และช่วยเหลือน้องสาวที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง แม้ว่า ด.ต. วิเชียร จะไม่มีลูก แต่ ด.ต. วิเชียร เองก็ตั้งใจว่าจะส่งเสียลูกของน้องชายให้ได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และบอกว่าจะให้หลานเป็นคนคอยดูแลเมื่อยามแก่เฒ่า

ประเด็นรณรงค์
สืบเนื่องจากคดีเมาแลัวขับรถด้วยความเร็วชนตำรวจ ของนายบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทธุรกิจพันล้าน เครื่องดื่มชูกำลัง
หลังจากปล่อยให้คดียื้ดเยื้อมาเป็นเวลา 5 ปี แต่ทุกวันนี้ นายบอส ก็ยังไม่ได้รับโทษทัณฑ์ และขึ้นศาลเลยสักครั้ง โดยนายบอส ครอบครัวและทนายยื่นเรื่องเลื่อนนัดมาตลอด จนล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560 นายบอสก็ยังไม่ไปขึ้นศาล สำนักข่าวสอบถามไปยังอัยการเจ้าของคดี ได้บอกว่าเพียงว่า ถ้านัดครั้งหน้าคือเดือนเมษายน นายบอสไม่มาอีก ก็จะส่งหมายเรียกไป ซึ่งกระบวนการยุติธรรมควรจะจัดการขั้นเด็ดขาด ด้วยคดีผ่านมาแล้ว 5 ปี !!!
สิ่งที่ผู้มีอำนาจอยู่ในมือทำทุกวันนี้คือ ซื้อเวลาเพื่อปล่อยความผิดทุกข้อหาของทายาทกระทิงแดงหมดอายุความ
เราต้องการให้กฏหมายไทยคงความศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนคนไทยทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน และนายบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ต้องรับโทษตามกฏหมายโดยไม่มีข้อยกเว้นเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคม
เนื้อหาข่าวบางส่วนจากสำนักข่าวเอพี
เอพีรายงานพิเศษวันนี้ (28 มี.ค.) ระบุ “บอส” วรยุทธ อยู่วิทยา อายุ 31 ปี ทายาทเจ้าของกระทิงแดง กลับไปใช้ชีวิตหรูหราตามแบบลูกเศรษฐีพันล้าน บินรอบโลกด้วยเครื่องบินเจ็ตของเรดบูล นั่งเก้าอี้ VIP ดูการแข่งรถฟอร์มูลาวันเชียร์ทีมของตัวเอง ใช้กรุงลอนดอนเป็นที่เก็บรถปอร์เช่ คาร์เรรา สีดำ ป้ายทะเบียนพิเศษ ไม่กี่สัปดาห์หลังขับรถชนตำรวจชั้นผู้น้อยของไทยเสียชีวิต ลากศพติดรถเฟอร์รารีไปตามถนนในกรุงเทพฯ แต่กระบวนการยุติธรรมไทยเอาผิดไม่คืบ ไทยปล่อยให้ยืดเยื้อนานเกือบ 5 ปีจนข้อหาส่วนใหญ่ในคดีจะหมดอายุความลงในปี 2017
นายวรยุทธเติบโตขึ้นมาในครอบครัวเศรษฐีที่ทรัพย์สินของครอบครัวเป็นหลักพันล้าน นายวรยุทธเข้าเรียนที่ Bradfield College โรงเรียนประจำเก่าแก่ของแคว้นเบิร์กเชียร์ในประเทศอังกฤษ ที่ซึ่งนักเรียนจะใส่เสื้อสูทและผูกเนคไทให้สมฐานะ โรงเรียนแห่งนี้มีค่าเทอมแพงหูฉี่ ปีละ 1.3 ล้านบาท ซึ่งครอบครัวคนรวยในประเทศไทยก็มักจะส่งลูกมาเรียนที่นี่
ในขณะที่ ด.ต. วิเชียร กลั่นประเสริฐ มาจากครอบครัวของชาวสวนที่ทำไร่มะพร้าวและปาล์ม ด้วยความมุ่งมั่นและทะเยอทะยาน ด.ต. วิเชียร ได้ทิ้งท้องไร่ท้องนา มาแสวงหางานที่มั่นคงในเมือง เขาเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้รับราชการและเรียนจบสูง ด.ต. วิเชียร ได้ส่งเสียดูแลพ่อแม่จนกระทั่งท่านเสียชีวิต และช่วยเหลือน้องสาวที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง แม้ว่า ด.ต. วิเชียร จะไม่มีลูก แต่ ด.ต. วิเชียร เองก็ตั้งใจว่าจะส่งเสียลูกของน้องชายให้ได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และบอกว่าจะให้หลานเป็นคนคอยดูแลเมื่อยามแก่เฒ่า

ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 1 เมษายน ค.ศ. 2017 แล้ว