รัฐฯ ควรพิจารณาแก้ไขเงื่อนไขการรับบำเหน็จบำนาญชราภาพ กองทุนประกันสังคม

ประเด็นรณรงค์

**การจะเก็บเงินเข้ากองทุนในอัตราสูงสุดเพิ่มเป็น 1000 บาท เป็นเรื่องที่น่าสนใจหากผู้ประกันตนได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่ก่อนจะสนใจเรื่องนี้อยากให้มีการทบทวนพิจารณาแก้ไขเรื่องบำเหน็จบำนาญชราภาพด้วยนะครับ...

ส่วนมากเราทำงานกันมาเกิน 179 เดือนหรือ 15 ปี เป็นระยะเวลาที่นำส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมมาตรา33 ซึ่งแทบไม่มีโอกาสได้บำเหน็จชราภาพเลย เพราะอะไรหรือครับ

** ลองคิดกรณีตัวอย่าง,
กรณีแรกหากเราทำงานแล้วส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม แตะที่ 179 งวดตั้งแต่อายุ40 ปี(เริ่มส่งตั้งแต่อายุประมาณ 25ปี) แล้วทำเรื่องขอบำเหน็จรอไว้โดยออกจากระบบมาทำเรื่อง(สมมติ) แล้วกว่าจะอายุ 55 ปีเพื่อจะได้รับบำเหน็จตามเงื่อนไข แล้ว15 ปีที่เหลือก่อนอายุ 55 ชีวิตจะไปอยู่ตรงไหน สุดท้ายหากเราไม่มีกองทุนอื่นหรือทำงานในบริษัทที่มีระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพใดๆ เราๆท่านๆก็ต้องกลับเข้ามาในระบบ, เพราะต้องทำงานและนำส่งเงินเข้าระบบประกันสังคมตามกฏหมายต่ออยู่ดี และนั่นไงจะกลายเป็นเรานำส่งเงินเข้ากองทุนแตะที่180งวด(เงื่อนไขเขาจะนับงวดการนำส่งเงินเข้ากองทุนต่อจากเดิม) ซึ่งจะทำให้เราหมดสิทธิ์รับบำเหน็จที่เราไปตั้งเรื่องไว้ก่อนหน้าทันที (ส่งเงินเข้ากองทุนไม่ถึง 180งวดได้รับเป็นบำเหน็จและต้องออกจากระบบประกันสังคม) สรุปในกรณีแบบนี้ ทำให้สิทธิ์การได้บำเหน็จตกไป...

กรณีสอง หากเราเริ่มส่งเงินเข้ากองทุนที่อายุ 40 ปีเมื่อ พศ 2541 (เริ่มมีกองทุนประกันสังคม) เราก็มีโอกาสที่จะได้บำเหน็จแน่นอนหากออกจากระบบประกันสังคม หรือเกษียณอายุที่ 55 ปี โดยไม่ต้องรอเวลาเหมือนกรณีแรก เพราะไม่ครบ 179 งวดนำส่งแน่นอน กรณีนี้ยินดีด้วยเพราะมีเงินก้อนหลักแสนได้มาเป็นทุน หลังเกษียณก็บริหารชีวิตต่อได้ว่าจะเข้าระบบประกันตนเองภาคสมัครใจตามมาตรา 40 โดยจ่ายเงินเข้ากองทุน+ใช้สิทธิ์การรักษาพยาบาลบัตรทอง (ได้บำเหน็จไม่สามารถเลือกเข้ามาตรา39) ก็ย่อมทำได้ เพราะมีเงินก้อนๆนี้มาเป็นทุนในการใช้ชีวิตที่เหลือ


ส่วนเรื่องการรับบำนาญชราภาพ (เงื่อนไขเอาเปรียบผู้ประกันตนหรือไม่โปรดพิจารณา) 

กรณีที่1 กลายเป็นว่าโดนบังคับให้รับเป็นบำนาญ แล้วการรับบำนาญนั่นหมายถึงคุณหมดสิทธิ์ทุกอย่างของผู้ประกันตนแล้วนะ หากเจ็บป่วยอะไรจะต้องควักตังค์จ่ายเองรักษาตัวเอง ลำพังบำนาญเดือนละ 4500 , 5000 , ... หรือมากกว่าก็ไม่มาก(หากคิดจากฐานรายได้สูงสุดที่สปส.กำหนดเดิม) เงินจำนวนดังกล่าวจะพอรักษาตัวเองไหมหากเป็นอะไรขึ้นมายามชรา ดังนั้นสุดท้ายเราๆท่านๆก็คงตัดใจไม่รับบำนาญเป็นส่วนใหญ่ เพื่อจะได้มีสิทธิรักษาตัวเองต่อเนื่องเหมือนเดิมเช่นที่เคยอยู่ในระบบมาก่อน โดยเข้ามาเป็นผู้ประกันตนเองในมาตรา 39

โดยการเข้ามาเป็นผู้ประกันตนเองตามมาตรา 39 ผู้ประกันตนต้องควักจ่ายเงินอีก 432 บาทให้กองทุนประกันสังคมจนกว่าเราจะตายไปโดยที่บำนาญก็ไม่มีจ่ายให้เรา (ตรงนี้ล่ะที่เอาเปรียบ เงินที่เราส่งเข้ากองทุนในเมื่อไม่มีโอกาสได้บำเหน็จแล้ว ทำไมเงินที่เราส่งสะสมไปตลอดระยะเวลาที่อยู่ในระบบ กลับไม่มาช่วยเราตรงนี้ในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ได้เลยหรือ เอามาหักจ่ายแทนเราในกรณีมาตรา39 ที่เหลือให้เป็นบำนาญต่อเดือนไป  หากเสียชีวิตก็จะเป็นมรดกส่งต่อให้ทายาทตามความเป็นจริง ถามว่า ...

เงินเก็บที่เราส่งเข้ากองทุนประกันสังคมมาทั้งชีวิตที่เป็นก้อนทั้งหมดก้อนใหญ่ๆที่ทำเป็นรีพอร์ทส่งมาให้ผู้ประกันตน เงินในส่วนที่เราต้องส่งทุกเดือนตั้งแต่เริ่มทำงาน + ส่วนที่นายจ้างสมทบให้อีกเท่าตัว (หากเราไม่มีสิทธิ์ได้บำเหน็จแล้ว) เงินก้อนนั้นของเราไปอยู่ไหน
ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จริงๆ ก็คงมีแต่ประกันสังคมหรือไม่ และหากกรณีเราเป็นโสด ไม่มีทายาท หรือพ่อแม่แล้ว และไม่ทันได้ระบุให้ใครเป็นผู้รับผลประโยชน์แทนเรา เงินตรงนี้ประกันสังคมจะนำไปทำอย่างไร ทำไมไม่ให้เราตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ได้ใช้สิทธิ์ประโยชน์จากเงินของผู้ประกันตนเอง

การทำความเข้าใจกับคนใกล้ตัวหรือคนที่ยังอยู่ในระบบประกันสังคมเข้าใจตั้งแต่ตอนนี้จะดีมาก จะได้กลายเป็นพลังเคลื่อนไหวให้สำนักงานประกันสังคมได้ทบทวนและเลิกเอาเปรียบผู้ประกันตน

***สปส.ควรพิจารณาเงื่อนไขเรื่อง "หากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบครบ 180 งวดขึ้นไป ผู้ประกันตนจะได้รับเป็นบำนาญเท่านั้น" ควรยกเลิกเงื่อนไข 180 งวดซึ่งเป็นเกณฑ์จำกัดสิทธิ์บำเหน็จ บำนาญชราภาพ ควรให้โอกาสผู้ประกันตนมีสิทธิเลือกด้วยตัวเอง และไม่ว่ารับเป็นบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพ หลังเกษียณ ผู้ประกันก็สามารถเลือกเข้ามาเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 หรือ 40 โดยการจ่ายเงินกลับเข้าระบบตามเงิื่อนไขสปส.***  และจำนวนเงินบำนาญที่เฉลี่ยคำนวนจากรายได้ 60 งวดล่าสุดนั้น ขอให้ยึดถือการคำนวณจากรายได้ 60 งวดล่าสุดก่อนเกษียณทุกกรณี นั่นจึงจะเป็นธรรม

ให้เขามีสิทธิ์เลือกจริงๆ ว่าหลังเกษียณ ไม่ว่าจะอายุ 55ปีหรือยังทำงานถึง60ปีค่อยเกษียณก็ตาม เขาต้องมีสิทธิ์จะเลือกรับเป็นบำเหน็จหรือบำนาญด้วยตัวเอง (ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจหลายหน่วยงาน ยังมีสิทธิ์ตรวจรักษา แม้ยามเกษียณไปแล้วโดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบประกันตนเอง เหมือนในมาตรา39 และมีสิทธิ์เลือกรับ #บำเหน็จ หรือ #บำนาญ ด้วยตัวเองเมื่อยามเกษียณ)

ส่วนลิงค์นี้ เป็นลิงค์จากสมาขิกท่านอื่นในพันธุ์ทิพย์ ซึ่งอธิบายได้ดีกว่าผมมาก
https://m.pantip.com/topic/32327642
หวังว่าจะเข้าใจประเด็นในสิ่งที่ผมพยายามอธิบายครับ

หากมีข้อความอะไรหรือการความเข้าใจผิดพลาดในการเขียนกระทู้ ผมขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้

avatar of the starter
Prompiriya Kosolpraphasakuleผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 166 คน

ประเด็นรณรงค์

**การจะเก็บเงินเข้ากองทุนในอัตราสูงสุดเพิ่มเป็น 1000 บาท เป็นเรื่องที่น่าสนใจหากผู้ประกันตนได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่ก่อนจะสนใจเรื่องนี้อยากให้มีการทบทวนพิจารณาแก้ไขเรื่องบำเหน็จบำนาญชราภาพด้วยนะครับ...

ส่วนมากเราทำงานกันมาเกิน 179 เดือนหรือ 15 ปี เป็นระยะเวลาที่นำส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมมาตรา33 ซึ่งแทบไม่มีโอกาสได้บำเหน็จชราภาพเลย เพราะอะไรหรือครับ

** ลองคิดกรณีตัวอย่าง,
กรณีแรกหากเราทำงานแล้วส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม แตะที่ 179 งวดตั้งแต่อายุ40 ปี(เริ่มส่งตั้งแต่อายุประมาณ 25ปี) แล้วทำเรื่องขอบำเหน็จรอไว้โดยออกจากระบบมาทำเรื่อง(สมมติ) แล้วกว่าจะอายุ 55 ปีเพื่อจะได้รับบำเหน็จตามเงื่อนไข แล้ว15 ปีที่เหลือก่อนอายุ 55 ชีวิตจะไปอยู่ตรงไหน สุดท้ายหากเราไม่มีกองทุนอื่นหรือทำงานในบริษัทที่มีระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพใดๆ เราๆท่านๆก็ต้องกลับเข้ามาในระบบ, เพราะต้องทำงานและนำส่งเงินเข้าระบบประกันสังคมตามกฏหมายต่ออยู่ดี และนั่นไงจะกลายเป็นเรานำส่งเงินเข้ากองทุนแตะที่180งวด(เงื่อนไขเขาจะนับงวดการนำส่งเงินเข้ากองทุนต่อจากเดิม) ซึ่งจะทำให้เราหมดสิทธิ์รับบำเหน็จที่เราไปตั้งเรื่องไว้ก่อนหน้าทันที (ส่งเงินเข้ากองทุนไม่ถึง 180งวดได้รับเป็นบำเหน็จและต้องออกจากระบบประกันสังคม) สรุปในกรณีแบบนี้ ทำให้สิทธิ์การได้บำเหน็จตกไป...

กรณีสอง หากเราเริ่มส่งเงินเข้ากองทุนที่อายุ 40 ปีเมื่อ พศ 2541 (เริ่มมีกองทุนประกันสังคม) เราก็มีโอกาสที่จะได้บำเหน็จแน่นอนหากออกจากระบบประกันสังคม หรือเกษียณอายุที่ 55 ปี โดยไม่ต้องรอเวลาเหมือนกรณีแรก เพราะไม่ครบ 179 งวดนำส่งแน่นอน กรณีนี้ยินดีด้วยเพราะมีเงินก้อนหลักแสนได้มาเป็นทุน หลังเกษียณก็บริหารชีวิตต่อได้ว่าจะเข้าระบบประกันตนเองภาคสมัครใจตามมาตรา 40 โดยจ่ายเงินเข้ากองทุน+ใช้สิทธิ์การรักษาพยาบาลบัตรทอง (ได้บำเหน็จไม่สามารถเลือกเข้ามาตรา39) ก็ย่อมทำได้ เพราะมีเงินก้อนๆนี้มาเป็นทุนในการใช้ชีวิตที่เหลือ


ส่วนเรื่องการรับบำนาญชราภาพ (เงื่อนไขเอาเปรียบผู้ประกันตนหรือไม่โปรดพิจารณา) 

กรณีที่1 กลายเป็นว่าโดนบังคับให้รับเป็นบำนาญ แล้วการรับบำนาญนั่นหมายถึงคุณหมดสิทธิ์ทุกอย่างของผู้ประกันตนแล้วนะ หากเจ็บป่วยอะไรจะต้องควักตังค์จ่ายเองรักษาตัวเอง ลำพังบำนาญเดือนละ 4500 , 5000 , ... หรือมากกว่าก็ไม่มาก(หากคิดจากฐานรายได้สูงสุดที่สปส.กำหนดเดิม) เงินจำนวนดังกล่าวจะพอรักษาตัวเองไหมหากเป็นอะไรขึ้นมายามชรา ดังนั้นสุดท้ายเราๆท่านๆก็คงตัดใจไม่รับบำนาญเป็นส่วนใหญ่ เพื่อจะได้มีสิทธิรักษาตัวเองต่อเนื่องเหมือนเดิมเช่นที่เคยอยู่ในระบบมาก่อน โดยเข้ามาเป็นผู้ประกันตนเองในมาตรา 39

โดยการเข้ามาเป็นผู้ประกันตนเองตามมาตรา 39 ผู้ประกันตนต้องควักจ่ายเงินอีก 432 บาทให้กองทุนประกันสังคมจนกว่าเราจะตายไปโดยที่บำนาญก็ไม่มีจ่ายให้เรา (ตรงนี้ล่ะที่เอาเปรียบ เงินที่เราส่งเข้ากองทุนในเมื่อไม่มีโอกาสได้บำเหน็จแล้ว ทำไมเงินที่เราส่งสะสมไปตลอดระยะเวลาที่อยู่ในระบบ กลับไม่มาช่วยเราตรงนี้ในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ได้เลยหรือ เอามาหักจ่ายแทนเราในกรณีมาตรา39 ที่เหลือให้เป็นบำนาญต่อเดือนไป  หากเสียชีวิตก็จะเป็นมรดกส่งต่อให้ทายาทตามความเป็นจริง ถามว่า ...

เงินเก็บที่เราส่งเข้ากองทุนประกันสังคมมาทั้งชีวิตที่เป็นก้อนทั้งหมดก้อนใหญ่ๆที่ทำเป็นรีพอร์ทส่งมาให้ผู้ประกันตน เงินในส่วนที่เราต้องส่งทุกเดือนตั้งแต่เริ่มทำงาน + ส่วนที่นายจ้างสมทบให้อีกเท่าตัว (หากเราไม่มีสิทธิ์ได้บำเหน็จแล้ว) เงินก้อนนั้นของเราไปอยู่ไหน
ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จริงๆ ก็คงมีแต่ประกันสังคมหรือไม่ และหากกรณีเราเป็นโสด ไม่มีทายาท หรือพ่อแม่แล้ว และไม่ทันได้ระบุให้ใครเป็นผู้รับผลประโยชน์แทนเรา เงินตรงนี้ประกันสังคมจะนำไปทำอย่างไร ทำไมไม่ให้เราตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ได้ใช้สิทธิ์ประโยชน์จากเงินของผู้ประกันตนเอง

การทำความเข้าใจกับคนใกล้ตัวหรือคนที่ยังอยู่ในระบบประกันสังคมเข้าใจตั้งแต่ตอนนี้จะดีมาก จะได้กลายเป็นพลังเคลื่อนไหวให้สำนักงานประกันสังคมได้ทบทวนและเลิกเอาเปรียบผู้ประกันตน

***สปส.ควรพิจารณาเงื่อนไขเรื่อง "หากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบครบ 180 งวดขึ้นไป ผู้ประกันตนจะได้รับเป็นบำนาญเท่านั้น" ควรยกเลิกเงื่อนไข 180 งวดซึ่งเป็นเกณฑ์จำกัดสิทธิ์บำเหน็จ บำนาญชราภาพ ควรให้โอกาสผู้ประกันตนมีสิทธิเลือกด้วยตัวเอง และไม่ว่ารับเป็นบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพ หลังเกษียณ ผู้ประกันก็สามารถเลือกเข้ามาเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 หรือ 40 โดยการจ่ายเงินกลับเข้าระบบตามเงิื่อนไขสปส.***  และจำนวนเงินบำนาญที่เฉลี่ยคำนวนจากรายได้ 60 งวดล่าสุดนั้น ขอให้ยึดถือการคำนวณจากรายได้ 60 งวดล่าสุดก่อนเกษียณทุกกรณี นั่นจึงจะเป็นธรรม

ให้เขามีสิทธิ์เลือกจริงๆ ว่าหลังเกษียณ ไม่ว่าจะอายุ 55ปีหรือยังทำงานถึง60ปีค่อยเกษียณก็ตาม เขาต้องมีสิทธิ์จะเลือกรับเป็นบำเหน็จหรือบำนาญด้วยตัวเอง (ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจหลายหน่วยงาน ยังมีสิทธิ์ตรวจรักษา แม้ยามเกษียณไปแล้วโดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบประกันตนเอง เหมือนในมาตรา39 และมีสิทธิ์เลือกรับ #บำเหน็จ หรือ #บำนาญ ด้วยตัวเองเมื่อยามเกษียณ)

ส่วนลิงค์นี้ เป็นลิงค์จากสมาขิกท่านอื่นในพันธุ์ทิพย์ ซึ่งอธิบายได้ดีกว่าผมมาก
https://m.pantip.com/topic/32327642
หวังว่าจะเข้าใจประเด็นในสิ่งที่ผมพยายามอธิบายครับ

หากมีข้อความอะไรหรือการความเข้าใจผิดพลาดในการเขียนกระทู้ ผมขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้

avatar of the starter
Prompiriya Kosolpraphasakuleผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรี
รัฐบาล

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 18 มิถุนายน ค.ศ. 2018 แล้ว