พัฒนาระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ให้เป็นธนาคารสหกรณ์

พัฒนาระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ให้เป็นธนาคารสหกรณ์

ประเด็นรณรงค์

ที่มาของปัญหา

ปัจจุบันเราได้ยินข่าวที่ไม่ดีเกี่ยวกับสหกรณ์ครูมากมาย ผมแบ่งเป็น 2 ปัญหาหลัก คือ

1) ปัญหาหนี้สะสมของสมาชิกจำนวนมาก

2) ปัญหาการฉ้อโกง และการทุจริตภายในสหกรณ์

            ทั้งสองปัญหาใหญ่นี้มีส่วนเกี่ยวพันกันจากการบริหารสหกรณ์ที่ทำหน้าที่มากกว่าสหกรณ์ในอดีต พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ สหกรณ์กำลังทำหน้าที่เหมือนสถาบันการเงิน แบบธนาคาร แต่มาตรฐานการปฏิบัติงาน กฎระเบียบต่าง ๆ ไม่เพียงพอต่อการกำกับดูแลสหกรณ์ในปัจจุบัน

            คุณพ่อคุณแม่ของผมเองก็เคยรับราชการ แม้วันนี้ท่านจะเกษียณไปแล้ว แต่ท่านก็ยังเป็นสมาชิกของสหกรณ์ครูอยู่ รวมทั้งเคยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ครูอีกด้วย ดังนั้น ปัญหาสหกรณ์ครูจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวผมแต่อย่างใด

            ทราบหรือไม่ว่า ณ สิ้นปี 2560 เรามีสหกรณ์รวมกันประมาณ 6,715 แห่ง สมาชิกรวมกัน 11 ล้านคน และสินทรัพย์รวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ถ้าเทียบกับธนาคารก็ใหญ่เป็นรองลงมาจาก ธนาคารกรุงเทพ (3.1 ล้านล้านบาท), ไทยพาณิชย์ (3.0 ล้านล้านบาท), กสิกร (2.9 ล้านล้านบาท), ออมสิน (2.7 ล้านล้านบาท)

            ใหญ่กว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์, ทหารไทย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ฯลฯ เสียอีก

            ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ครู หรือสหกรณ์อื่น ๆ แต่ถ้ากำลังทำหน้าที่เหมือนธนาคาร แต่ไม่มีการกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานเหมือนสถาบันการเงิน สมาชิกและสหกรณ์ก็จะประสบปัญหา และอยู่ในความเสี่ยงที่จะล้มละลายได้ในวันข้างหน้า

            ลองนึกตามดูนะครับว่า ถ้าสมาชิกสหกรณ์กู้เงินสหกรณ์กันเยอะ ๆ แต่สมาชิกสหกรณ์ที่สมัครเข้ามาใหม่มีน้อยลง เพราะอัตราการเกิดของคนน้อยลง แล้ววันข้างหน้าสหกรณ์ไม่มีเงินเพียงพอที่จะใช้เงินคืนทั้งหมดให้กับสมาชิก สภาพของสหกรณ์ก็คงไม่ต่างจากแชร์ลูกโซ่ที่สายขาด ไม่มีเงินของสมาชิกรายใหม่เข้ามาเติม สหกรณ์ก็คงล้มละลายอย่างแน่นอน

            วันนี้ผมเลยมาเสนอนโยบาย ยกมาตรฐานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแก้ไขปัญหาหนี้ครู โดยแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ

1) แก้ปัญหาการเป็นหนี้ของสมาชิก โดย

1.1) เสนอให้มีการตรวจเครดิตบูโรคนกู้ ก่อนปล่อยกู้ หากมีเครดิตไม่ดี ให้กู้ได้เท่าเงินสมาชิกที่มีสะสมไว้เท่านั้น ต่างจากปัจจุบันที่กำหนดว่าสมาชิกมีมูลค่าหุ้นสมาชิกเพียง 20 – 30% ของวงเงินที่ขอกู้ก็พอแล้ว

[ปัจจุบันมีโครงการนำร่อง นำสหกรณ์ 2 แห่ง ให้เข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโร]

1.2) พัฒนามาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ โดยดูที่ภาระหนี้สินรวม และรายได้ของคนกู้ ไม่ใช่ดูว่ามีคนค้ำฯหรือไม่ เพราะการที่ให้สมาชิกคนอื่นผลัดกันค้ำไปค้ำมา เป็นการทำให้สมาชิกตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้ หากมีสมาชิกคนในคนหนึ่งหนี้เสีย คนอื่น ๆ ก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

            ยกตัวอย่าง ธนาคารเวลาปล่อยกู้ ถ้ามีหลักประกัน เช่น บ้าน ก็อาจปล่อยได้เต็มวงเงิน 100% แต่ส่วนใหญ่ก็อาจจะปล่อยแค่ 70-80% ของมูลค่าทรัพย์สิน และดูกำลังที่ผ่อนไหวต่อเดือนด้วย

            หรือถ้าเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล ก็ปล่อยสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน แต่ของสหกรณ์ในปัจจุบันปล่อยกันได้ถึง 10 - 50 เท่าเลย

(ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นเป็นสมาชิกนานก็กู้ได้เยอะ ดูตัวอย่างได้ที่ http://www.moecoop.com/index.php?option=com_content&view=article&id=9&Itemid=8

2) แก้ปัญหาการฉ้อโกง หรือทุจริตของสหกรณ์ โดย

2.1) จัดให้มีกองทุนคุ้มครองเงินฝากของสหกรณ์ เหมือนสถาบันคุ้มครองเงินฝากของธนาคาร กองทุนประกันชีวิตของบริษัท โดยถ้าสหกรณ์ล้มละลายไป อย่างน้อยสมาชิกก็ควรได้เงินคืนตามจริง สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย

2.2) กำหนดให้มีคณะกรรมการลงทุน หรือปล่อยสินเชื่อของสหกรณ์ โดยกำหนดให้หนึ่งในคณะกรรมการต้องมีนักการเงิน หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีความเป็นอิสระจากหน่วยงานต้นสังกันของสหกรณ์ เพื่อให้ความเห็นและช่วยตรวจสอบสถานะการเงินของสหกรณ์ด้วย

อย่างไรก็ตามหากสหกรณ์ไหนที่มีขนาดเล็กมาก เช่น สินทรัพย์รวมไปเกิน 10 ล้านบาท หรือสหกรณ์ที่ไม่ได้เน้นการปล่อยกู้ให้สมาชิก ไม่ได้เน้นการเอาเงินไปลงทุน ก็อาจมีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์บางอย่างลงได้

           

         

 

avatar of the starter
ดร.พีรภัทร ฝอยทองผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 15 คน

ประเด็นรณรงค์

ที่มาของปัญหา

ปัจจุบันเราได้ยินข่าวที่ไม่ดีเกี่ยวกับสหกรณ์ครูมากมาย ผมแบ่งเป็น 2 ปัญหาหลัก คือ

1) ปัญหาหนี้สะสมของสมาชิกจำนวนมาก

2) ปัญหาการฉ้อโกง และการทุจริตภายในสหกรณ์

            ทั้งสองปัญหาใหญ่นี้มีส่วนเกี่ยวพันกันจากการบริหารสหกรณ์ที่ทำหน้าที่มากกว่าสหกรณ์ในอดีต พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ สหกรณ์กำลังทำหน้าที่เหมือนสถาบันการเงิน แบบธนาคาร แต่มาตรฐานการปฏิบัติงาน กฎระเบียบต่าง ๆ ไม่เพียงพอต่อการกำกับดูแลสหกรณ์ในปัจจุบัน

            คุณพ่อคุณแม่ของผมเองก็เคยรับราชการ แม้วันนี้ท่านจะเกษียณไปแล้ว แต่ท่านก็ยังเป็นสมาชิกของสหกรณ์ครูอยู่ รวมทั้งเคยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ครูอีกด้วย ดังนั้น ปัญหาสหกรณ์ครูจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวผมแต่อย่างใด

            ทราบหรือไม่ว่า ณ สิ้นปี 2560 เรามีสหกรณ์รวมกันประมาณ 6,715 แห่ง สมาชิกรวมกัน 11 ล้านคน และสินทรัพย์รวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ถ้าเทียบกับธนาคารก็ใหญ่เป็นรองลงมาจาก ธนาคารกรุงเทพ (3.1 ล้านล้านบาท), ไทยพาณิชย์ (3.0 ล้านล้านบาท), กสิกร (2.9 ล้านล้านบาท), ออมสิน (2.7 ล้านล้านบาท)

            ใหญ่กว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์, ทหารไทย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ฯลฯ เสียอีก

            ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ครู หรือสหกรณ์อื่น ๆ แต่ถ้ากำลังทำหน้าที่เหมือนธนาคาร แต่ไม่มีการกำกับดูแลที่ได้มาตรฐานเหมือนสถาบันการเงิน สมาชิกและสหกรณ์ก็จะประสบปัญหา และอยู่ในความเสี่ยงที่จะล้มละลายได้ในวันข้างหน้า

            ลองนึกตามดูนะครับว่า ถ้าสมาชิกสหกรณ์กู้เงินสหกรณ์กันเยอะ ๆ แต่สมาชิกสหกรณ์ที่สมัครเข้ามาใหม่มีน้อยลง เพราะอัตราการเกิดของคนน้อยลง แล้ววันข้างหน้าสหกรณ์ไม่มีเงินเพียงพอที่จะใช้เงินคืนทั้งหมดให้กับสมาชิก สภาพของสหกรณ์ก็คงไม่ต่างจากแชร์ลูกโซ่ที่สายขาด ไม่มีเงินของสมาชิกรายใหม่เข้ามาเติม สหกรณ์ก็คงล้มละลายอย่างแน่นอน

            วันนี้ผมเลยมาเสนอนโยบาย ยกมาตรฐานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูแก้ไขปัญหาหนี้ครู โดยแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ

1) แก้ปัญหาการเป็นหนี้ของสมาชิก โดย

1.1) เสนอให้มีการตรวจเครดิตบูโรคนกู้ ก่อนปล่อยกู้ หากมีเครดิตไม่ดี ให้กู้ได้เท่าเงินสมาชิกที่มีสะสมไว้เท่านั้น ต่างจากปัจจุบันที่กำหนดว่าสมาชิกมีมูลค่าหุ้นสมาชิกเพียง 20 – 30% ของวงเงินที่ขอกู้ก็พอแล้ว

[ปัจจุบันมีโครงการนำร่อง นำสหกรณ์ 2 แห่ง ให้เข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโร]

1.2) พัฒนามาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ โดยดูที่ภาระหนี้สินรวม และรายได้ของคนกู้ ไม่ใช่ดูว่ามีคนค้ำฯหรือไม่ เพราะการที่ให้สมาชิกคนอื่นผลัดกันค้ำไปค้ำมา เป็นการทำให้สมาชิกตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้ หากมีสมาชิกคนในคนหนึ่งหนี้เสีย คนอื่น ๆ ก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

            ยกตัวอย่าง ธนาคารเวลาปล่อยกู้ ถ้ามีหลักประกัน เช่น บ้าน ก็อาจปล่อยได้เต็มวงเงิน 100% แต่ส่วนใหญ่ก็อาจจะปล่อยแค่ 70-80% ของมูลค่าทรัพย์สิน และดูกำลังที่ผ่อนไหวต่อเดือนด้วย

            หรือถ้าเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล ก็ปล่อยสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน แต่ของสหกรณ์ในปัจจุบันปล่อยกันได้ถึง 10 - 50 เท่าเลย

(ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นเป็นสมาชิกนานก็กู้ได้เยอะ ดูตัวอย่างได้ที่ http://www.moecoop.com/index.php?option=com_content&view=article&id=9&Itemid=8

2) แก้ปัญหาการฉ้อโกง หรือทุจริตของสหกรณ์ โดย

2.1) จัดให้มีกองทุนคุ้มครองเงินฝากของสหกรณ์ เหมือนสถาบันคุ้มครองเงินฝากของธนาคาร กองทุนประกันชีวิตของบริษัท โดยถ้าสหกรณ์ล้มละลายไป อย่างน้อยสมาชิกก็ควรได้เงินคืนตามจริง สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย

2.2) กำหนดให้มีคณะกรรมการลงทุน หรือปล่อยสินเชื่อของสหกรณ์ โดยกำหนดให้หนึ่งในคณะกรรมการต้องมีนักการเงิน หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีความเป็นอิสระจากหน่วยงานต้นสังกันของสหกรณ์ เพื่อให้ความเห็นและช่วยตรวจสอบสถานะการเงินของสหกรณ์ด้วย

อย่างไรก็ตามหากสหกรณ์ไหนที่มีขนาดเล็กมาก เช่น สินทรัพย์รวมไปเกิน 10 ล้านบาท หรือสหกรณ์ที่ไม่ได้เน้นการปล่อยกู้ให้สมาชิก ไม่ได้เน้นการเอาเงินไปลงทุน ก็อาจมีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์บางอย่างลงได้

           

         

 

avatar of the starter
ดร.พีรภัทร ฝอยทองผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

กระทรวงการคลัง
กระทรวงการคลัง

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 27 สิงหาคม ค.ศ. 2018 แล้ว