ความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระแห่งชาติ บังคับใช้กม.ที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด เฉียบขาด จริงจัง

ความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระแห่งชาติ บังคับใช้กม.ที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด เฉียบขาด จริงจัง

ประเด็นรณรงค์

ทุกวันในประเทศไทยมีชีวิตคนต้องสูญสิ้นไปบนท้องถนน 38 คน โดยในจำนวนนี้พบว่าเกี่ยวข้องกับเมาแล้วขับ ร้อยละ 20-25 หรือประมาณ 2,800-3,500 คน/ปี และยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง ทุกๆ วันจะมีคนไทย 8-10 คนตายบนถนนจาก “เมาแล้วขับ” และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากมาย จำนวนไม่น้อยต้องพิการไปตลอดชีวิต ทั้งสร้างความสูญเสียทรัพยากรของชาติเป็นมูลค่ามหาศาล

เหตุการณ์เศร้าสลด ซึ่งรวมถึงกรณีเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่หญิงสาวคนหนึ่งเมาแล้วขับรถชนขบวนจักรยานทำให้มีผู้เสียชีวิตสามคนที่เชียงใหม่ ไม่เพียงทำลายชีวิตของคนๆนั้น ยังสร้างบาดแผลลึกให้ครอบครัวและชุมชนที่สูญเสียผู้หาเลี้ยงดูแล-ผู้เป็นที่รักอีกด้วย

เหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ป้องกันได้แทบทั้งสิ้น ทั้งคาดได้ว่าจะเกิดอีกหากยังมีคนขับรถด้วยพฤติกรรมดังกล่าว โดยมีงานวิจัยยืนยันว่าแม้จะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์รณรงค์เพียงใด หากผู้กระทำผิดไม่ได้รับโทษจริงจังถึงขั้นจำคุก มาตรการต่างๆก็จะไม่ได้ผลในการป้องปราม ที่ผ่านมา ผู้กระทำผิดมักได้รับโทษสถานเบา เสียค่าปรับเล็กน้อย และรอลงอาญาสำหรับโทษจำคุกทั้งที่มีกฎหมายกำหนดไว้ ในขณะที่ผู้ตกเป็นเหยื่ออาจเป็นใครก็ได้ รวมทั้งตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันหยุดความบ้าคลั่งนี้ ดังที่ลูกสาวของผู้เสียชีวิตคนหนึ่งกล่าวทั้งน้ำตาว่า “ชีวิตของคุณพ่อคงไม่มีวันที่จะหวนกลับคืนมาได้ แต่หากความตายของคุณพ่อสามารถทำให้เกิดยาแรงกับพวกเมาแล้วขับได้ คุณพ่อก็จะไม่ตายฟรี”

โดยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 เครือข่ายผู้ใช้จักรยานฯ ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีและยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกาเพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการตัดสินคดีเมาแล้วขับด้วยบทลงโทษสูงสุดแล้ว ซึ่งมีสาระขอให้กำหนดความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายกับคนเมาที่ขับรถและผู้ขับรถอันตราย เช่น ใช้ไหล่ทาง ขับเร็วในเขตเมืองหรือเร็วเกินกำหนด และให้รายงานผลการปฏิบัติต่อคณะรัฐมนตรีทุกเดือน และในส่วนของศาลนั้นควรพิจารณาว่าการขับรถในขณะที่เมามายจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นการกระทำด้วยเจตนา เพราะรู้ทั้งรู้แล้วยังทำ และลงโทษด้วยการจำคุกทันที ไม่มีการรอลงอาญา รวมทั้งเพิกถอนใบขับขี่ด้วย โดยสรุปเป็นคำขวัญสั้นๆ ได้ว่า “เมา+ขับ = จับ+ขัง”

ผู้มีอำนาจตัดสินใจเริ่มรับฟังเสียงของพวกเราแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อความปลอดภัยในการใช้ถนนร่วมกันยังดำเนินต่อไป เราจึงขอให้ทุกคนร่วมลงชื่อสนับสนุนการรณรงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังเสียงจากภาคประชาชน

avatar of the starter
กวิน ชุติมาผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 15,953 คน

ประเด็นรณรงค์

ทุกวันในประเทศไทยมีชีวิตคนต้องสูญสิ้นไปบนท้องถนน 38 คน โดยในจำนวนนี้พบว่าเกี่ยวข้องกับเมาแล้วขับ ร้อยละ 20-25 หรือประมาณ 2,800-3,500 คน/ปี และยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง ทุกๆ วันจะมีคนไทย 8-10 คนตายบนถนนจาก “เมาแล้วขับ” และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากมาย จำนวนไม่น้อยต้องพิการไปตลอดชีวิต ทั้งสร้างความสูญเสียทรัพยากรของชาติเป็นมูลค่ามหาศาล

เหตุการณ์เศร้าสลด ซึ่งรวมถึงกรณีเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่หญิงสาวคนหนึ่งเมาแล้วขับรถชนขบวนจักรยานทำให้มีผู้เสียชีวิตสามคนที่เชียงใหม่ ไม่เพียงทำลายชีวิตของคนๆนั้น ยังสร้างบาดแผลลึกให้ครอบครัวและชุมชนที่สูญเสียผู้หาเลี้ยงดูแล-ผู้เป็นที่รักอีกด้วย

เหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ป้องกันได้แทบทั้งสิ้น ทั้งคาดได้ว่าจะเกิดอีกหากยังมีคนขับรถด้วยพฤติกรรมดังกล่าว โดยมีงานวิจัยยืนยันว่าแม้จะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์รณรงค์เพียงใด หากผู้กระทำผิดไม่ได้รับโทษจริงจังถึงขั้นจำคุก มาตรการต่างๆก็จะไม่ได้ผลในการป้องปราม ที่ผ่านมา ผู้กระทำผิดมักได้รับโทษสถานเบา เสียค่าปรับเล็กน้อย และรอลงอาญาสำหรับโทษจำคุกทั้งที่มีกฎหมายกำหนดไว้ ในขณะที่ผู้ตกเป็นเหยื่ออาจเป็นใครก็ได้ รวมทั้งตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันหยุดความบ้าคลั่งนี้ ดังที่ลูกสาวของผู้เสียชีวิตคนหนึ่งกล่าวทั้งน้ำตาว่า “ชีวิตของคุณพ่อคงไม่มีวันที่จะหวนกลับคืนมาได้ แต่หากความตายของคุณพ่อสามารถทำให้เกิดยาแรงกับพวกเมาแล้วขับได้ คุณพ่อก็จะไม่ตายฟรี”

โดยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 เครือข่ายผู้ใช้จักรยานฯ ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีและยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกาเพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการตัดสินคดีเมาแล้วขับด้วยบทลงโทษสูงสุดแล้ว ซึ่งมีสาระขอให้กำหนดความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายกับคนเมาที่ขับรถและผู้ขับรถอันตราย เช่น ใช้ไหล่ทาง ขับเร็วในเขตเมืองหรือเร็วเกินกำหนด และให้รายงานผลการปฏิบัติต่อคณะรัฐมนตรีทุกเดือน และในส่วนของศาลนั้นควรพิจารณาว่าการขับรถในขณะที่เมามายจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นการกระทำด้วยเจตนา เพราะรู้ทั้งรู้แล้วยังทำ และลงโทษด้วยการจำคุกทันที ไม่มีการรอลงอาญา รวมทั้งเพิกถอนใบขับขี่ด้วย โดยสรุปเป็นคำขวัญสั้นๆ ได้ว่า “เมา+ขับ = จับ+ขัง”

ผู้มีอำนาจตัดสินใจเริ่มรับฟังเสียงของพวกเราแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อความปลอดภัยในการใช้ถนนร่วมกันยังดำเนินต่อไป เราจึงขอให้ทุกคนร่วมลงชื่อสนับสนุนการรณรงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังเสียงจากภาคประชาชน

avatar of the starter
กวิน ชุติมาผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

นายกรัฐมนตรีและประธานศาลฎีกา
นายกรัฐมนตรีและประธานศาลฎีกา

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 3 มิถุนายน ค.ศ. 2015 แล้ว