ให้มีคณะกรรมการไต่สวนและลงโทษสื่ออย่างเปิดเผย

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 100 คน!


                  ให้มีคณะกรรมการไต่สวนและลงโทษสื่ออย่างเปิดเผย

ที่มาของปัญหา

          วันนี้ผมจะมาชี้ให้เห็นถึงปัญหาว่า การถูกสื่อมวลชนละเมิดสิทธิคืออะไร แล้วจะไปเรียกร้องจากใครได้

          เรื่องราวการละเมิดสิทธิของวงการสื่อสารมวลชนจากเคสการไลฟ์สดและรายงานสดการ “ฆ่าตัวตาย” ของอาจารย์ท่านหนึ่งที่โรงแรมย่านสะพานควาย หากใครจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้ ผมขอยกตัวอย่างภาพนี้ โดยทางรายการเป็นผู้เบลอหน้าผู้เสียชีวิตขณะไลฟ์สดเอาปืนจ่อหัวตัวเอง แต่ขณะนั้นสื่อกับรายงานโดยเบลอภาพเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บางช่องไม่เบลอภาพเลย แน่นอนสิ่งเหล่านี้ขัดกับจริยธรรมสื่อสารมวลชนของข้อปฏิบัติที่กำหนดโดยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ วิชาชีพวิทยุโทรทัศน์ แต่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตก็ไม่สามารถไปร้องเรียนกับใครได้ หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เรามีองค์กรวิชาชีพสื่อทำหน้าที่ตรวจสอบสื่อที่ละเมิดจริยธรรม จรรยาบรรรณ  ไม่ใช่แค่สื่อทีวีเท่านั้นครับ แม้แต่สื่อออนไลน์ก็ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไปจนถึงการปล่อยข่าวลวงออกมา อย่างเช่นข่าว ตำรวจพบกระสือที่ด่านตรวจ  ซึ่งคนแชร์ไปจำนวนมาก ทั้งที่ตรวจสอบความจริงแล้วคือ โดรนกระสือที่ผู้ผลิตขายตามท้องตลาดทั่วไป   ในต่างประเทศเองก็มีอย่างข่าวปลอมเกี่ยวกับการจำคุกประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งความเป็นจริงใครจะไปคุมขังแกได้เพราะแกคือ “โหด...รัสเซีย” อย่างที่เรารู้กัน แล้วปัญหาในสังคมไทยคืออะไร เรามีสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุโทรทัศน์อยู่แล้ว แต่มีปัญหาคือ ประธาน และตัวสภา มาจากการล็อบบี้ หรือองค์กรสื่อ ส่งคนไปเป็นตัวแทน ทำให้หาข้อเท็จจริง ในกรณีต่าง ๆ ได้ยาก เช่น ผลการสอบสวนกรณีสื่อรับเงินซีพี  กรณีออกแถลงการณ์ขององค์กรวิชาชีพสื่อ กรณีการกล่าวหาว่า มีสื่อมวลชนดักฟังวิทยุสื่อสาร

            ปัญหาเหล่านี้เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศครับ ในอังกฤษหลังเกิดเหตุการณ์สื่อมวลชนดักฟังโทรศัพท์สมาชิกราชวงศ์ และเซเลบริตี้ มีการตั้ง “หน่วยงานอิสระเพื่อควบคุมมาตรฐานสื่อ” โดยรวมเอาสื่อสิ่งพิมพ์-สื่อออนไลน์ เข้าร่วมเป็นสมาชิก โดยอยู่ใต้การดูแลของคณะกรรมการชุดนี้ โดยแยกจากรัฐชัดเจน มีบอร์ด12คน สามารถตรวจสอบ-รับฟังความเห็น และหากบพบว่าละเมิด หรือต่างจากมาตรฐานจริยธรรมสื่อ มีอำนาจปรับ หรือให้สิ่งพิมพ์นั้น ๆ ลงขอโทษ ในเนเธอร์แลนด์ มีคณะกรรมการอิสระขนาดใหญ่ ครึ่งนึงเป็นนักข่าว อีกครึ่งเป็นนักวิชาการ และผู้บริหารสื่อ ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน และไต่สวนสาธารณะ มีไลฟ์สดให้สาธารณะเข้าไปติดตาม หากกระทำผิดสื่อนั้น ๆ ต้องตีพิมพ์-ออกอากาศ ข้อค้นพบจากการไต่สวนอีกด้วย

              ในประเทศไทยเรามีอินฟลูเอนเซอร์ที่จับตาสื่ออย่างใกล้ชิด เรามีผู้บริโภคที่แอคทีฟมากขึ้น แต่เรามีองค์กรควบคุมกันเองของสื่อที่ล้มเหลว (ที่จริงก็ล้มเหลวมานานแล้ว แต่คนจะรู้สึกชัดในการจับตาสื่อช่วงหลัง) เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะสร้างโมเดลการ จับตาสื่อ ควบคุมสื่อ และลงโทษสื่อ โดยอาศัยอำนาจของทั้ง นักข่าวในสนาม ผู้บริหารองค์กรสื่อ ประชาชน โดยมีรัฐเป็นเพียงส่วนเสริม เพื่อรับประกันว่า ในกรณีที่สื่อถูกตั้งข้อสังเกตว่าทำผิดมาตรฐาน ผิดจรรยาบรรณ หรือผิดกฎหมาย สังคมจะได้คำตอบกรณีที่เกิดข้อสงสัย โดยให้โอกาสคณะกรรมการร่วมในการสอบสวน หาข้อมูล หาคำตอบให้กับประชาชน และต้องมีบทลงโทษหรือมาตรการที่นำไปสู่การแก้ไข

               ถามว่ากรณีนี้ต่างอะไรกับสภาการหนังสือพิมพ์ หรือ สภาวิชาชีพวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งเป็นกลไกควบคุมกันเองก่อนหน้านี้ คำตอบก็คือ ทั้งสององค์กรถูกตั้งโดยมีเจตนาที่ดี มีกลไกร้องเรียนจากประชาชน มีการพยายามตั้งอนุกรรมการตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ แต่เนื้อแท้แล้วหากมองไปถึงสภาวิชาชีพ โดยเฉพาะสภาการหนังสือพิมพ์ ทั้งระดับประธาน ทั้งระดับกรรมการ ล้วนมาจากหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ที่เกิดจากการ “ล็อบบี้” และในที่สุดการควบคุมกันเองก็ล้มเหลว ทั้งสังคมก็ไม่ได้รับคำตอบ

               ส่วนกรณีการรายงานข่าวกรณี ถ้ำหลวง คนเริ่มรู้สึกแล้วว่าการร้องเรียนผ่านหน่วยงานกำกับควบคุมกันเอง ไม่มีประโยชน์ ส่วนคนในสื่อก็รู้สึกว่า คำว่าจริยธรรม มาตรฐานการทำงานสื่อนั้นไม่ชัด อะไรผิด-อะไรไม่ผิด กลับให้ “รัฐ” ซึ่งสื่อควรจะเป็นผู้ตรวจสอบ เป็นคนชี้ถูกชี้ผิด ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สื่อไม่ควรจะยอมรับได้ จึงถึงเวลาแล้ว ที่จะมี “คณะกรรมการเฝ้าระวังและตรวจสอบสื่อ” เพื่อทำงานเชิงรุก ไต่สวนและลงโทษสื่อที่ละเมิดจริยธรรม ขอบคุณครับ