ลดระดับบุหรี่ไฟฟ้าจาก “สินค้าต้องห้าม” เป็น “สินค้าควบคุม”

ประเด็นรณรงค์

ขอความเป็นธรรมจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทบทวนกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าของ “กระทรวงพาณิชย์”

เปิดทางเลือก ช่วยชีวิต ช่วยลดอันตราย ให้ผู้สูบบุหรี่คนไทยกว่า 10 ล้านคน

ลดระดับบุหรี่ไฟฟ้าจาก “สินค้าต้องห้าม” เป็น “สินค้าควบคุม”

 

เราถูกรัฐกำหนดให้เป็นอาชญากร ถูกตั้งค่าหัว ล่อซื้อ มีโทษติดคุก

เพียงเพราะเราแค่ไม่อยากเจ็บป่วยหรือตายจากการสูบบุหรี่ เราแค่อยากมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ เพื่อตัวเรา เพื่อลูก เพื่อครอบครัวและคนรอบข้าง

ขอเรียกร้องให้คนไทยมีสิทธิ์ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมายภายใต้การควบคุมของรัฐบาล

 

ถ้าวันนี้ คุณสามารถเลือกสิ่งที่เป็นอันตรายน้อยกว่าให้กับ พ่อ แม่ ลูก ญาติ หรือคนที่เรารักได้ คุณจะเลือกหรือไม่ หรือปล่อยให้เขารับสารพิษสารอันตรายแบบเดิม และต้องเจ็บป่วยทุกข์ทรมานจากโรคที่มากับควันบุหรี่ต่อไป

คนไทยผู้น่าสงสาร

บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เลิกได้ควรจะเลิก หากไม่สูบก็ไม่ควรลอง แต่เราเคยสงสัยหรือไม่ แม้ว่าการรณณรงค์ต่อต้านบุหรี่ได้ทำมากว่า 30 ปี ผลาญเงินไปมหาศาลในแต่ละปี แต่ก็ยังมีคนไทยกว่า 10 ล้านคนในประเทศไทยที่ยังคงจะสูบบุหรี่ต่อไปทั้งที่รู้ว่ามันอันตราย มีสารพิษต่างๆ ปล่อยออกมามากมาย แต่คนไทยอย่างเรากลับไม่มีทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่า

ประเทศไทยได้อะไรจากการแบนบุหรี่ไฟฟ้าของกระทรวงพาณิชย์

เราคงต้องยอมรับความจริงว่าจะมีผู้สูบบุหรี่ที่ยังเลิกไม่ได้หรือยังอยากจะสูบบุหรี่ต่อไป และเขาเหล่านั้นก็ต้องเจ็บป่วยหรือได้รับอันตรายพิษภัยจากการสูบบุหรี่ต่อไปเหมือนที่คนไทยเสียชีวิตเพราะการสูบบุหรี่ปีละกว่า 51,000 คน  รวมทั้งควันบุหรี่มือสองที่ทำอันตรายต่อคนรอบข้างอีกกว่า 18 ล้านคน  ทำให้ประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนมาก และเมื่อเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องดิ้นรนหาซื้อมาจากช่องทางผิดกฎหมาย กลายเป็นอาชญากร เป็นคนละเมิดกฎหมาย มีกรณีที่บุคคลเหล่านี้โดนปรับมากถึง 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 10 ปี จากการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า (ทั้งๆที่กฎหมายไม่ได้ระบุโทษสำหรับผู้ครอบครอง)  ซึ่งโทษหนักใกล้เคียงกับการมีโคเคนหรือฝิ่นในครอบครอง แถมนักท่องเที่ยวต่างชาติยังต้องมาถูกจับกุม ถูกรีดไถ เป็นข่าวดังไปทั่วโลก รวมทั้งคนไทยที่ต้องถูกตำรวจจับเพราะแค่อยากจะรักษาชีวิตของตัวเองไว้

การทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้าม เป็นการส่งเสริมให้การซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าลงไปอยู่ใต้ดิน ทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมเข้าถึงของเยาวชนได้ นอกจากนี้ยังสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีสรรพสามิต ทั้งๆ ที่มูลค่าการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้านั้นสูงถึง 6,000 ล้านบาทต่อปีโดยประมาณ ไม่ต้องพูดถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่เสียหายมหาศาลจากกฎหมายที่ตรรกะผิดเพี้ยน บิดเบือนความจริง สิงที่ร้ายที่สุดคือ ประเทศไทยเสียโอกาสด้านการสาธารณสุข นี่คือสิ่งที่ประเทศได้ได้จากการแบนบุหรี่ไฟฟ้าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

อันตรายของบุหรี่เกิดจากควันที่มาจากการเผาไหม้

สาเหตุหลักของโรคจากการสูบบุหรี่เกิดจากสารพิษที่มาจากการเผาไหม้ ไม่ใช่นิโคติน นิโคตินไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคต่างๆ แม้ตัวนิโคตินเองจะไม่ได้ปลอดภัย 100%  แต่ควันบุหรี่ที่เกิดจากการเผาไหม้ต่างหากที่เป็นตัวการก่อให้เกิดโรคต่างๆ ปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก การใช้นิโคตินไม่จำเป็นต้องเกิดจากการจุดไฟเผาบุหรี่อีกต่อไป บุหรี่ไฟฟ้าคือนวัตกรรมที่จะมาลดอันตรายจากการใช้ยาสูบได้อย่างยั่งยืน ทั้งลดจำนวนผู้ป่วย และผู้ที่เสี่ยงจากควันมือสอง เพราะเมื่อไม่เกิดควัน ความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากการสูบบุหรี่ก็ลดลงไปด้วย

ข้อมูลวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายน้อยกว่า

ข้อมูลตามที่กล่าวมานี้ ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่น่าเชื่อถือเช่น กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ Public Health England ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ในสหราชอาณาจักร Royal College of Physician UK สถาบันมะเร็ง Cancer Research UK องค์การอาหารและยาในสหรัฐฯ รวมถึงอีกหลายๆ สถาบันที่ยืนยันตรงกันว่า นวัตกรรมบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยชีวิตผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบันได้ มีเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ที่ยังคงให้ข้อมูลที่บิดเบือนแก่ประชาชน และปิดกั้นทางเลือกที่จะช่วยชีวิตคนไทยด้วยกัน

รัฐบาลประเทศชั้นนำต่างยอมรับและพร้อมสนับสนุนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า

อังกฤษ - ประเทศอังกฤษชูแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบ “Towards a smoke-free generation: tobacco control plan for England” สนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกสูบบุหรี่ โดย 2-3 ปีที่ผ่านมาหลังจากที่ได้มีการริเริ่มให้สนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือก อังกฤษสามารถสร้างสถิติใหม่ในการลดอัตราการสูบบุหรี่ลงได้เหลือเพียงประมาณ 15.5 % เท่านั้น https://www.gov.uk/government/publications/towards-a-smoke-free-generation-tobacco-control-plan-for-england

 

สหรัฐอเมริกา – เมื่อเร็วๆ นี้องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ประกาศแผนยุทธศาสตร์สุขภาพเพื่อการลดการเสียชีวิตและการเกิดโรคร้ายแรงจากการสูบบุหรี่ สนับสนุนนวัตกรรมบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่ให้นิโคตินในรูปแบบที่ไม่มีการเผาไหม้ เป็นเครื่องมือในการลดอัตราการสูบบุหรี่ที่ได้ผลจริง สหรัฐเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ไม่แบนบุหรี่ไฟฟ้า แต่เลือกที่จะควบคุมแทน https://www.fda.gov/TobaccoProducts/Labeling/RulesRegulationsGuidance/ucm394909.htm

 

ยุโรป – เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหรือ EU กว่า 28 ประเทศไม่แบนบุหรี่ไฟฟ้า แต่มีกฎระเบียบควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่เรียกว่า Tobacco Product Directives (TPD) มีการออกกฏระเบียบควบคุมอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า น้ำยานิโคตินเหลว ควบคุมช่องทางการจำหน่าย ควบคุมการโฆษณา และการเข้าถึงของเยาวชน ฯลฯ  https://ec.europa.eu/health/sites/health/files/tobacco/docs/tobacco_infograph2_en.pdf

 

แคนาดา – ในปีนี้ แคนาดากำลังอยู่ระหว่างการจัดประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า https://www.canada.ca/en/health-canada/programs/consultation-regulation-vaping-products.html

 

นิวซีแลนด์ - หลังจากที่เคยเป็นสิ่งผิดกฎหมาย รัฐบาลนิวซีแลนด์ได้วางแผนแก้ไขกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาในรัฐสภาก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ โดยคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี พ.ศ. 2561 แก้กฎหมายให้การจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าสามารถกระทำได้อย่างถูกต้องและจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค การแก้ไขกฏหมายได้ผ่านกระบวรการประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว http://www.health.govt.nz/our-work/preventative-health-wellness/tobacco-control/e-cigarettes    

 

มาเลเซีย – แม้ว่าจะมีการแบนบุหรี่ไฟฟ้าในบางรัฐ ขณะเดียวกันรัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกันหาแนวทางออกระเบียบเพื่อควบคุมมาตรฐานสินค้าของบุหรี่ไฟฟ้า และน้ำยานิโคติน  http://www.themalaymailonline.com/malaysia/article/three-ministries-to-regulate-use-of-e-cigarette-vape#svwu2p2xZoBfECGU.97

 

ฟิลิปปินส์ – คณะกรรมาธิการรัฐสภาร่วมสาธารณสุขและพาณิชย์ของฟิลิปปินส์ มีมติเสนอกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาใช้แนวนโยบาย Harm Reduction ลดความเสี่ยงอันตรายจากการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอานวัตกรรมบุหรี่ไฟฟ้ามาใช้เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้สูบบุหรี่ เพื่อบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายควบคุมยาสูบแห่งชาติ แนะให้ดูแนวทางของอังกฤษ http://medicalobserverph.com/house-adopts-resolution-urging-doh-to-consider-e-cigarettes-as-less-harmful-alternative-for-smokers/

 

กระทรวงพาณิชย์กลับเดินหน้าบังคับให้ผู้สูบบุหรี่ต้องสูบบุหรี่ต่อไป

เมื่อ 3 ปีที่แล้วไทยเลือกที่จะเดินสวนทางกับทั่วโลก ประกาศกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 2 ฉบับคือ ประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 และคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 เรื่องห้ามขายหรือห้ามให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า โดยที่มาของหลักการและเหตุผลของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ ไม่อยู่บนพื้นฐานที่พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์และไม่มีความเป็นสากล ใช้ข้อมูลที่ไม่ทันสมัย บิดเบือน และไม่เป็นความจริงมาประกอบการพิจารณา ขาดการวิเคราะห์ ไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน กระทรวงพาณิชย์ได้รับแรงกดดันมหาศาลจากกลุ่มผู้ที่บิดเบือนข้อมูล และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการออกกฎหมายนี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งทำให้เกิดประเด็นปัญหาขึ้นมากมาย

 

ประเทศไทยจะได้อะไรจากการ ”ควบคุม” บุหรี่ไฟฟ้า

หากรัฐบาลต้องการสร้างมาตรการควบคุมหรือกำหนดอัตราภาษีบุหรี่ไฟฟ้าก็สามารถทำได้ทันที เนื่องจากทั้งในพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ ปี 2560 และพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ปี 2560 นั้นมีการระบุเนื้อหา นิยามที่ครอบคลุมบุหรี่ไฟฟ้าอยู่แล้ว สิ่งที่ประเทศจะได้การการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าคือ

1) ผู้สูบบุหรี่ชาวไทยประมาณ 11.4 ล้านคนมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

2) คนไทยได้รับโอกาสที่มากกว่า “ถ้าไม่เลิกก็ตาย” เหมือนประชาชนในอีก 150 ประเทศทั่วโลก

3) ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ปีละ 50,000 คน เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ

4) ลดผลกระทบของควันพิษต่อผู้สูบบุหรี่มือสอง 18 ล้านคน ช่วยให้เลิกทำร้ายคนในครอบครัว คนรอบข้างที่คุณรัก

5) ลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการรักษาผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่

6) แก้ไขปัญหาการท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องถูกจับกุม รีดไถ เพราะบุหรี่ไฟฟ้า กลายเป็นข่าวฉาวดังไปทั่วโลก

7) แก้ไขปัญหาการรีดไถ การเกิดช่องทางทุจริต หากินจากการจับกุมผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ

8) รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากบุหรี่ไฟฟ้ามูลค่าซื้อขาย 6 พันล้านบาทต่อปี นำรายได้มาพัฒนาประเทศ

9) รัฐสามารถปกป้องเยาวชน โดยการกำหนดอายุขั้นต่ำผู้ซื้อ ช่องทางการขาย แก้ปัญหาการแอบซื้อแอบขายใต้ดิน

10) ลดอัตราการสูบบุหรี่ให้ต่ำกว่า 20% ที่ไทยไม่เคยทำได้ แม้จะมีการขึ้นภาษี ขยายภาพคำเตือน ห้ามโชว์บุหรี่แล้วก็ตาม     

 

 

คำขอ

พวกเรากลุ่ม Facebook Page “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร - ลาขาดควันยาสูบ” (@endsthailand) ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนใจและติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับข้อมูลผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ นโยบาย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีผู้ติดตามเพจกว่า 45,000 คน เห็นว่า รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหน้าที่ดูแล ตรวจสอบ ช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยาก จากการดำเนินงานของรัฐบาล (หรือกระทรวงพาณิชย์ ในกรณีนี้ที่ออกกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า) น่าจะนำเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ามาพิจารณาทบทวนเพื่อยกเลิกการห้ามนำเข้า

หากรัฐบาลลดระดับบุหรี่ไฟฟ้าจากสินค้าต้องห้ามให้เป็นสินค้า “ควบคุม” และอนุญาตให้ประชาชนใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้มาตรการจัดระเบียบและควบคุมของรัฐบาล จะเปิดโอกาสให้ผู้สูบบุหรี่มีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับตนเองและคนรอบข้าง ช่วยรักษาชีวิตและสุขภาพประชาชนนับล้านๆ คน ในขณะที่รัฐบาลยังสามารถควบคุมไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงเป็นการเพิ่มรายได้เข้ารัฐอีกทางหนึ่งจากการมาตรการจัดเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าที่เหมาะสม

-----------------------------------------

#สู้เพื่อตัวเองและคนรอบข้าง

43,652

ประเด็นรณรงค์

ขอความเป็นธรรมจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทบทวนกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าของ “กระทรวงพาณิชย์”

เปิดทางเลือก ช่วยชีวิต ช่วยลดอันตราย ให้ผู้สูบบุหรี่คนไทยกว่า 10 ล้านคน

ลดระดับบุหรี่ไฟฟ้าจาก “สินค้าต้องห้าม” เป็น “สินค้าควบคุม”

 

เราถูกรัฐกำหนดให้เป็นอาชญากร ถูกตั้งค่าหัว ล่อซื้อ มีโทษติดคุก

เพียงเพราะเราแค่ไม่อยากเจ็บป่วยหรือตายจากการสูบบุหรี่ เราแค่อยากมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ เพื่อตัวเรา เพื่อลูก เพื่อครอบครัวและคนรอบข้าง

ขอเรียกร้องให้คนไทยมีสิทธิ์ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมายภายใต้การควบคุมของรัฐบาล

 

ถ้าวันนี้ คุณสามารถเลือกสิ่งที่เป็นอันตรายน้อยกว่าให้กับ พ่อ แม่ ลูก ญาติ หรือคนที่เรารักได้ คุณจะเลือกหรือไม่ หรือปล่อยให้เขารับสารพิษสารอันตรายแบบเดิม และต้องเจ็บป่วยทุกข์ทรมานจากโรคที่มากับควันบุหรี่ต่อไป

คนไทยผู้น่าสงสาร

บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เลิกได้ควรจะเลิก หากไม่สูบก็ไม่ควรลอง แต่เราเคยสงสัยหรือไม่ แม้ว่าการรณณรงค์ต่อต้านบุหรี่ได้ทำมากว่า 30 ปี ผลาญเงินไปมหาศาลในแต่ละปี แต่ก็ยังมีคนไทยกว่า 10 ล้านคนในประเทศไทยที่ยังคงจะสูบบุหรี่ต่อไปทั้งที่รู้ว่ามันอันตราย มีสารพิษต่างๆ ปล่อยออกมามากมาย แต่คนไทยอย่างเรากลับไม่มีทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่า

ประเทศไทยได้อะไรจากการแบนบุหรี่ไฟฟ้าของกระทรวงพาณิชย์

เราคงต้องยอมรับความจริงว่าจะมีผู้สูบบุหรี่ที่ยังเลิกไม่ได้หรือยังอยากจะสูบบุหรี่ต่อไป และเขาเหล่านั้นก็ต้องเจ็บป่วยหรือได้รับอันตรายพิษภัยจากการสูบบุหรี่ต่อไปเหมือนที่คนไทยเสียชีวิตเพราะการสูบบุหรี่ปีละกว่า 51,000 คน  รวมทั้งควันบุหรี่มือสองที่ทำอันตรายต่อคนรอบข้างอีกกว่า 18 ล้านคน  ทำให้ประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนมาก และเมื่อเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องดิ้นรนหาซื้อมาจากช่องทางผิดกฎหมาย กลายเป็นอาชญากร เป็นคนละเมิดกฎหมาย มีกรณีที่บุคคลเหล่านี้โดนปรับมากถึง 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 10 ปี จากการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า (ทั้งๆที่กฎหมายไม่ได้ระบุโทษสำหรับผู้ครอบครอง)  ซึ่งโทษหนักใกล้เคียงกับการมีโคเคนหรือฝิ่นในครอบครอง แถมนักท่องเที่ยวต่างชาติยังต้องมาถูกจับกุม ถูกรีดไถ เป็นข่าวดังไปทั่วโลก รวมทั้งคนไทยที่ต้องถูกตำรวจจับเพราะแค่อยากจะรักษาชีวิตของตัวเองไว้

การทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้าม เป็นการส่งเสริมให้การซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าลงไปอยู่ใต้ดิน ทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมเข้าถึงของเยาวชนได้ นอกจากนี้ยังสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีสรรพสามิต ทั้งๆ ที่มูลค่าการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้านั้นสูงถึง 6,000 ล้านบาทต่อปีโดยประมาณ ไม่ต้องพูดถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่เสียหายมหาศาลจากกฎหมายที่ตรรกะผิดเพี้ยน บิดเบือนความจริง สิงที่ร้ายที่สุดคือ ประเทศไทยเสียโอกาสด้านการสาธารณสุข นี่คือสิ่งที่ประเทศได้ได้จากการแบนบุหรี่ไฟฟ้าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

อันตรายของบุหรี่เกิดจากควันที่มาจากการเผาไหม้

สาเหตุหลักของโรคจากการสูบบุหรี่เกิดจากสารพิษที่มาจากการเผาไหม้ ไม่ใช่นิโคติน นิโคตินไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคต่างๆ แม้ตัวนิโคตินเองจะไม่ได้ปลอดภัย 100%  แต่ควันบุหรี่ที่เกิดจากการเผาไหม้ต่างหากที่เป็นตัวการก่อให้เกิดโรคต่างๆ ปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก การใช้นิโคตินไม่จำเป็นต้องเกิดจากการจุดไฟเผาบุหรี่อีกต่อไป บุหรี่ไฟฟ้าคือนวัตกรรมที่จะมาลดอันตรายจากการใช้ยาสูบได้อย่างยั่งยืน ทั้งลดจำนวนผู้ป่วย และผู้ที่เสี่ยงจากควันมือสอง เพราะเมื่อไม่เกิดควัน ความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากการสูบบุหรี่ก็ลดลงไปด้วย

ข้อมูลวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายน้อยกว่า

ข้อมูลตามที่กล่าวมานี้ ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่น่าเชื่อถือเช่น กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ Public Health England ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ในสหราชอาณาจักร Royal College of Physician UK สถาบันมะเร็ง Cancer Research UK องค์การอาหารและยาในสหรัฐฯ รวมถึงอีกหลายๆ สถาบันที่ยืนยันตรงกันว่า นวัตกรรมบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยชีวิตผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบันได้ มีเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ที่ยังคงให้ข้อมูลที่บิดเบือนแก่ประชาชน และปิดกั้นทางเลือกที่จะช่วยชีวิตคนไทยด้วยกัน

รัฐบาลประเทศชั้นนำต่างยอมรับและพร้อมสนับสนุนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า

อังกฤษ - ประเทศอังกฤษชูแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบ “Towards a smoke-free generation: tobacco control plan for England” สนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกสูบบุหรี่ โดย 2-3 ปีที่ผ่านมาหลังจากที่ได้มีการริเริ่มให้สนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือก อังกฤษสามารถสร้างสถิติใหม่ในการลดอัตราการสูบบุหรี่ลงได้เหลือเพียงประมาณ 15.5 % เท่านั้น https://www.gov.uk/government/publications/towards-a-smoke-free-generation-tobacco-control-plan-for-england

 

สหรัฐอเมริกา – เมื่อเร็วๆ นี้องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ประกาศแผนยุทธศาสตร์สุขภาพเพื่อการลดการเสียชีวิตและการเกิดโรคร้ายแรงจากการสูบบุหรี่ สนับสนุนนวัตกรรมบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่ให้นิโคตินในรูปแบบที่ไม่มีการเผาไหม้ เป็นเครื่องมือในการลดอัตราการสูบบุหรี่ที่ได้ผลจริง สหรัฐเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ไม่แบนบุหรี่ไฟฟ้า แต่เลือกที่จะควบคุมแทน https://www.fda.gov/TobaccoProducts/Labeling/RulesRegulationsGuidance/ucm394909.htm

 

ยุโรป – เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหรือ EU กว่า 28 ประเทศไม่แบนบุหรี่ไฟฟ้า แต่มีกฎระเบียบควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่เรียกว่า Tobacco Product Directives (TPD) มีการออกกฏระเบียบควบคุมอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า น้ำยานิโคตินเหลว ควบคุมช่องทางการจำหน่าย ควบคุมการโฆษณา และการเข้าถึงของเยาวชน ฯลฯ  https://ec.europa.eu/health/sites/health/files/tobacco/docs/tobacco_infograph2_en.pdf

 

แคนาดา – ในปีนี้ แคนาดากำลังอยู่ระหว่างการจัดประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า https://www.canada.ca/en/health-canada/programs/consultation-regulation-vaping-products.html

 

นิวซีแลนด์ - หลังจากที่เคยเป็นสิ่งผิดกฎหมาย รัฐบาลนิวซีแลนด์ได้วางแผนแก้ไขกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาในรัฐสภาก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ โดยคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี พ.ศ. 2561 แก้กฎหมายให้การจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าสามารถกระทำได้อย่างถูกต้องและจัดให้อยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค การแก้ไขกฏหมายได้ผ่านกระบวรการประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว http://www.health.govt.nz/our-work/preventative-health-wellness/tobacco-control/e-cigarettes    

 

มาเลเซีย – แม้ว่าจะมีการแบนบุหรี่ไฟฟ้าในบางรัฐ ขณะเดียวกันรัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกันหาแนวทางออกระเบียบเพื่อควบคุมมาตรฐานสินค้าของบุหรี่ไฟฟ้า และน้ำยานิโคติน  http://www.themalaymailonline.com/malaysia/article/three-ministries-to-regulate-use-of-e-cigarette-vape#svwu2p2xZoBfECGU.97

 

ฟิลิปปินส์ – คณะกรรมาธิการรัฐสภาร่วมสาธารณสุขและพาณิชย์ของฟิลิปปินส์ มีมติเสนอกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาใช้แนวนโยบาย Harm Reduction ลดความเสี่ยงอันตรายจากการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอานวัตกรรมบุหรี่ไฟฟ้ามาใช้เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้สูบบุหรี่ เพื่อบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายควบคุมยาสูบแห่งชาติ แนะให้ดูแนวทางของอังกฤษ http://medicalobserverph.com/house-adopts-resolution-urging-doh-to-consider-e-cigarettes-as-less-harmful-alternative-for-smokers/

 

กระทรวงพาณิชย์กลับเดินหน้าบังคับให้ผู้สูบบุหรี่ต้องสูบบุหรี่ต่อไป

เมื่อ 3 ปีที่แล้วไทยเลือกที่จะเดินสวนทางกับทั่วโลก ประกาศกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 2 ฉบับคือ ประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 และคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 เรื่องห้ามขายหรือห้ามให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า โดยที่มาของหลักการและเหตุผลของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ ไม่อยู่บนพื้นฐานที่พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์และไม่มีความเป็นสากล ใช้ข้อมูลที่ไม่ทันสมัย บิดเบือน และไม่เป็นความจริงมาประกอบการพิจารณา ขาดการวิเคราะห์ ไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน กระทรวงพาณิชย์ได้รับแรงกดดันมหาศาลจากกลุ่มผู้ที่บิดเบือนข้อมูล และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการออกกฎหมายนี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งทำให้เกิดประเด็นปัญหาขึ้นมากมาย

 

ประเทศไทยจะได้อะไรจากการ ”ควบคุม” บุหรี่ไฟฟ้า

หากรัฐบาลต้องการสร้างมาตรการควบคุมหรือกำหนดอัตราภาษีบุหรี่ไฟฟ้าก็สามารถทำได้ทันที เนื่องจากทั้งในพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ ปี 2560 และพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ปี 2560 นั้นมีการระบุเนื้อหา นิยามที่ครอบคลุมบุหรี่ไฟฟ้าอยู่แล้ว สิ่งที่ประเทศจะได้การการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าคือ

1) ผู้สูบบุหรี่ชาวไทยประมาณ 11.4 ล้านคนมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

2) คนไทยได้รับโอกาสที่มากกว่า “ถ้าไม่เลิกก็ตาย” เหมือนประชาชนในอีก 150 ประเทศทั่วโลก

3) ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ปีละ 50,000 คน เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ

4) ลดผลกระทบของควันพิษต่อผู้สูบบุหรี่มือสอง 18 ล้านคน ช่วยให้เลิกทำร้ายคนในครอบครัว คนรอบข้างที่คุณรัก

5) ลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการรักษาผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่

6) แก้ไขปัญหาการท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องถูกจับกุม รีดไถ เพราะบุหรี่ไฟฟ้า กลายเป็นข่าวฉาวดังไปทั่วโลก

7) แก้ไขปัญหาการรีดไถ การเกิดช่องทางทุจริต หากินจากการจับกุมผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ

8) รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากบุหรี่ไฟฟ้ามูลค่าซื้อขาย 6 พันล้านบาทต่อปี นำรายได้มาพัฒนาประเทศ

9) รัฐสามารถปกป้องเยาวชน โดยการกำหนดอายุขั้นต่ำผู้ซื้อ ช่องทางการขาย แก้ปัญหาการแอบซื้อแอบขายใต้ดิน

10) ลดอัตราการสูบบุหรี่ให้ต่ำกว่า 20% ที่ไทยไม่เคยทำได้ แม้จะมีการขึ้นภาษี ขยายภาพคำเตือน ห้ามโชว์บุหรี่แล้วก็ตาม     

 

 

คำขอ

พวกเรากลุ่ม Facebook Page “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร - ลาขาดควันยาสูบ” (@endsthailand) ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนใจและติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับข้อมูลผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ นโยบาย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีผู้ติดตามเพจกว่า 45,000 คน เห็นว่า รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหน้าที่ดูแล ตรวจสอบ ช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยาก จากการดำเนินงานของรัฐบาล (หรือกระทรวงพาณิชย์ ในกรณีนี้ที่ออกกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า) น่าจะนำเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ามาพิจารณาทบทวนเพื่อยกเลิกการห้ามนำเข้า

หากรัฐบาลลดระดับบุหรี่ไฟฟ้าจากสินค้าต้องห้ามให้เป็นสินค้า “ควบคุม” และอนุญาตให้ประชาชนใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้มาตรการจัดระเบียบและควบคุมของรัฐบาล จะเปิดโอกาสให้ผู้สูบบุหรี่มีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับตนเองและคนรอบข้าง ช่วยรักษาชีวิตและสุขภาพประชาชนนับล้านๆ คน ในขณะที่รัฐบาลยังสามารถควบคุมไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงเป็นการเพิ่มรายได้เข้ารัฐอีกทางหนึ่งจากการมาตรการจัดเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าที่เหมาะสม

-----------------------------------------

#สู้เพื่อตัวเองและคนรอบข้าง

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 16 ตุลาคม ค.ศ. 2017 แล้ว