เรียกร้องให้ธนาคารทุกแห่งเปิดใช้ระบบ PIN CODE ยืนยันตัวในการรูดใช้บัตรเงินสด


เรียกร้องให้ธนาคารทุกแห่งเปิดใช้ระบบ PIN CODE ยืนยันตัวในการรูดใช้บัตรเงินสด
ประเด็นรณรงค์
ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่สังคม cashless แต่ความปลอดภัยในการใช้บัตรเงินสด อันได้แก่ บัตรเดบิตและบัตรเครดิต ยังคงใช้ระบบการตรวจสอบโดยการลงชื่อในเซลสลิป ซึ่งมีความยากลำบากและล่าช้าในการตรวจสอบในกรณีที่บัตรถูกโจรกรรม อีกทั้งธนาคารบางแห่งมีข้อกำหนดและเงื่อนไขในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนดให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายอันเนื่องมาจากการทุจริตก่อนแจ้งอายัดบัตร และหลังแจ้งอายัดบัตร 5 นาที ซึ่งสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่ผลักภาระรับผิดชอบให้ผู้บริโภคมากเกินไป เพราะในความเป็นจริงแล้วธนาคารสามารถปฏิเสธการจ่ายเงินให้กับร้านค้าที่ส่งเซลสลิปที่มีลายเซ็นไม่ตรงกับเจ้าของบัตรได้ ภายใน 10 วันหลังการใช้งาน แต่ในหลายกรณีพบว่าธนาคารบางแห่งละเลยที่จะดำเนินการดังกล่าว ดังเช่นกรณีตัวอย่างในฎีกา 1989/2552 (https://deka.in.th/view-501627.html)
การยืนยันเจ้าของบัตรด้วยลายเซ็น สามารถปลอมแปลงได้ง่าย โดยเฉพาะการใช้กับห้างร้านที่ผู้ขายไม่มีความเชี่ยวชาญในการเปรียบเทียบลายเซ็น ก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้บริโภคและอาจทำให้ผู้ถือบัตรต้องรับภาระชำระหนี้ที่ตนเองไม่ได้ก่อขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารทุกแห่งในประเทศไทย จึงควรนำระบบ PIN CODE มาใช้งาน โดยเจ้าของบัตรต้องกด PIN รหัสของบัตรที่ตั้งขึ้นเอง เพื่อยืนยันตนขณะซื้อสินค้า เป็นระบบการป้องกันที่จะสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ลดปัญหาการทุจริตเนื่องจากบัตรถูกโจรกรรม สะดวกในการดำเนินการใช้จริง มีระบบที่น่าเชื่อถือ และใช้งานแพร่หลายในต่างประเทศ
นอกจากนั้นแล้วธนาคารทุกแห่งควรแก้ไขข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเงินสดให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น โดยร่วมรับผิดชอบในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคอันเนื่องมาจากความประมาทของห้างร้าน และธนาคารที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลายเซ็นต์หลังบัตร รวมถึงรับผิดชอบต่อความเสียหายในกรณีที่ละเลยการใช้งานระบบยืนยันตนขณะใช้บัตร เพื่อสร้างมาตรฐานด้านการเงิน และรักษาผลประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค รวมถึงเป็นการวางโครงสร้างเพื่อก้าวสู่สังคม cashless ในอนาคต

ประเด็นรณรงค์
ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่สังคม cashless แต่ความปลอดภัยในการใช้บัตรเงินสด อันได้แก่ บัตรเดบิตและบัตรเครดิต ยังคงใช้ระบบการตรวจสอบโดยการลงชื่อในเซลสลิป ซึ่งมีความยากลำบากและล่าช้าในการตรวจสอบในกรณีที่บัตรถูกโจรกรรม อีกทั้งธนาคารบางแห่งมีข้อกำหนดและเงื่อนไขในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนดให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายอันเนื่องมาจากการทุจริตก่อนแจ้งอายัดบัตร และหลังแจ้งอายัดบัตร 5 นาที ซึ่งสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่ผลักภาระรับผิดชอบให้ผู้บริโภคมากเกินไป เพราะในความเป็นจริงแล้วธนาคารสามารถปฏิเสธการจ่ายเงินให้กับร้านค้าที่ส่งเซลสลิปที่มีลายเซ็นไม่ตรงกับเจ้าของบัตรได้ ภายใน 10 วันหลังการใช้งาน แต่ในหลายกรณีพบว่าธนาคารบางแห่งละเลยที่จะดำเนินการดังกล่าว ดังเช่นกรณีตัวอย่างในฎีกา 1989/2552 (https://deka.in.th/view-501627.html)
การยืนยันเจ้าของบัตรด้วยลายเซ็น สามารถปลอมแปลงได้ง่าย โดยเฉพาะการใช้กับห้างร้านที่ผู้ขายไม่มีความเชี่ยวชาญในการเปรียบเทียบลายเซ็น ก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้บริโภคและอาจทำให้ผู้ถือบัตรต้องรับภาระชำระหนี้ที่ตนเองไม่ได้ก่อขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารทุกแห่งในประเทศไทย จึงควรนำระบบ PIN CODE มาใช้งาน โดยเจ้าของบัตรต้องกด PIN รหัสของบัตรที่ตั้งขึ้นเอง เพื่อยืนยันตนขณะซื้อสินค้า เป็นระบบการป้องกันที่จะสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ลดปัญหาการทุจริตเนื่องจากบัตรถูกโจรกรรม สะดวกในการดำเนินการใช้จริง มีระบบที่น่าเชื่อถือ และใช้งานแพร่หลายในต่างประเทศ
นอกจากนั้นแล้วธนาคารทุกแห่งควรแก้ไขข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้บัตรเงินสดให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น โดยร่วมรับผิดชอบในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคอันเนื่องมาจากความประมาทของห้างร้าน และธนาคารที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลายเซ็นต์หลังบัตร รวมถึงรับผิดชอบต่อความเสียหายในกรณีที่ละเลยการใช้งานระบบยืนยันตนขณะใช้บัตร เพื่อสร้างมาตรฐานด้านการเงิน และรักษาผลประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค รวมถึงเป็นการวางโครงสร้างเพื่อก้าวสู่สังคม cashless ในอนาคต

ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 15 ตุลาคม ค.ศ. 2017 แล้ว