สัญญาบัตรเครดิตต้องโปร่งใส ผู้บริโภคต้องรู้สิทธิ
ประเด็นรณรงค์
เกือบทุกคนในประเทศน่าจะเคยเปิดบัญชี ทำบัตรเครดิต เดบิต บัตรเอทีเอ็มกับธนาคาร ธนาคารยื่นสัญญามาให้คุณเซ็นต์กี่แผ่น..... ผมเชื่อว่าหลายคนก็เป็นเหมือนผม เพราะผมเปิดมาหลายบัญชี ก็ได้เซ็นต์เอกสารอยู่แค่แผ่นสองแผ่นเท่านั้น
พอมีคดีความขึ้นมา กลับปรากฎว่า เอกสารสัญญาที่ธนาคารนำมาอ้างนั้น มีมากมายเหลือเกิน เพราะว่าสัญญาที่เราเซ็นต์ไปแผ่นเดียวนั้น มันระบุว่าเราต้องยอมรับสัญญาเงื่อนไขการใช้บริการอื่น ๆ ด้วย ซึ่งถ้าไม่ระบุว่ามีสัญญาอะไรบ้าง เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าธนาคารส่งมอบสัญญามาให้เราครบถ้วนหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเปิดบัญชีพร้อมทำบัตรเดบิตกับธนาคารแห่งหนึ่ง คุณจะถูกผูกมัดด้วยข้อสัญญาอย่างน้อย 4 ฉบับ สัญญาการฝากทรัพย์ / ข้อกำหนดและเงื่อนไขการเป็นผู้ถือบัตรการใช้บริการบัตรเงินสด / เงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับผู้ถือบัตรเดบิต และถ้าบัตรนั้นเปิดใช้บริการชำระเงินออนไลน์ด้วย ก็จะต้องผูกพันกับ เงื่อนไขการใช้บริการชำระค่าสินค้าและบริการออนไลน์อีกต่างหาก ลองถามตัวเองหน่อยว่า ธนาคารได้ส่งสัญญาให้คุณครบหรือยัง ถ้ายังคุณรู้ไหมว่าจะหาได้ที่ไหน? ไม่ได้หาง่าย ๆ เพราะสัญญาหลายฉบับไม่มีการอัพโหลดขึ้นในเว็บไซต์
สัญญาพวกนี้ไม่เคยสร้างประโยชน์ให้เรา เพราะหลายคนไม่รู้เลยว่ามันมีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น คุณทราบไหมว่า ถ้ามีรายการเรียกให้คุณชำระหนี้ โดยที่คุณไม่ใช้บัตร คุณต้องทักท้วงธนาคารภายใน 10 วัน ถ้าเกินกว่านั้นต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้ใช้บัตร ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ภายใน 60 วันถือว่าคุณต้องชำระหนี้ หรือ อีกสิทธิ์หนึ่ง ถ้าคุณปฏิเสธการซื้อของออนไลน์กับธนาคาร ธนาคารต้องคืนเงินให้คุณทันที จนกว่าธนาคารจะพิสูจน์ได้ว่าคุณใช้บัตรจริง จึงจะเรียกเก็บเงินได้ เรื่องพวกนี้เป็นสิทธิของผู้บริโภคที่ระบุอยู่ในสัญญา แต่บางคนก็ไม่เคยได้รับ และอย่าหวังว่าจะเจอในเว็บไซต์ธนาคารเลย เพราะที่คุณอาจจะหาไม่พบ หรือถ้าพบก็จะเป็นเวอร์ชันที่ตัดทอนคำมาแล้ว เช่น ในเว็บไซต์หน้าถามตอบของธนาคารหนึ่ง บอกว่าถ้าบัตรหาย หลังแจ้งอายัดบัตร ลูกค้าไม่ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น บอกเพียงเท่านี้ คุณอาจเข้าใจว่าถ้าหาตัวคนผิดได้ ธนาคารจะไปบี้เอาจากคนผิด แต่ไม่ใช่เลย ในสัญญาจริงบอกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนบัตรหาย ผู้ถือบัตรรับผิดชอบทุกกรณี นั่นหมายความว่า ธนาคารจะมาบี้เอากับคุณ นี่แค่ตัวอย่างหนึ่งข้อจากหนึ่งธนาคาร แล้วถ้าคุณเปิดบัญชีกับ 3 ธนาคาร คุณจะติดตามได้ครบถ้วนไหม?
ในประเทศไทย สัญญาเหล่านี้ถูกกำกับโดยคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งก็จะออกประกาศระบุให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ระบุข้อกำหนดว่าสัญญาบัตรเครดิต (รวมเดบิต) ต้องไม่เอาเปรียบผู้ใช้ โดยข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ออกมาตั้งแต่ปี 2542 ระบุให้ธนาคารแจ้งสัญญากับผู้บริโภคก่อนใช้จริง 30 วันเป็นอย่างน้อย ถ้าเร่งด่วนให้แจ้งทางหนังสือพิมพ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน จึงจะมีผลบังคับใช้ เว้นแต่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคให้มีผลบังคับใชัทันที ซึ่งในอดีตเกือบ 20 ปีก่อน มันอาจจะเป็นข้อกฎหมายที่ทันสมัย แต่ปัจจุบันนี้ อาจจะขาดสาระที่ต้องเพิ่มเติมกันสักเล็กน้อย
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากชวนทุกท่านร่วมลงชื่อร้องขอให้ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา สคบ. ออกข้อกำหนดเพิ่ม ให้ธนาคารระบุสัญญา เงื่อนไข ข้อกำหนดในการใช้บริการบนเว็บไซต์ของธนาคาร โดยให้ลิงค์ไปจากหน้าเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการนั้น ๆ และผู้บริโภคต้องสังเกตเห็นได้ง่าย ใช้ขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าหัวเรื่องข้ออื่น ๆ และหากสัญญาบัตรเครดิตที่เป็นสัญญาสำเร็จรูปข้อใดไม่ได้แสดงขึ้นบนเว็บไซต์แล้วก็มิให้มีผลบังคับใช้จริง เว้นแต่เป็นสัญญาที่ให้ประโยชน์กับผู้บริโภค
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นเรื่องที่ดำเนินการยากนัก มาช่วยกันส่งเสียงให้ถึงผู้มีอำนาจกันครับ

ประเด็นรณรงค์
เกือบทุกคนในประเทศน่าจะเคยเปิดบัญชี ทำบัตรเครดิต เดบิต บัตรเอทีเอ็มกับธนาคาร ธนาคารยื่นสัญญามาให้คุณเซ็นต์กี่แผ่น..... ผมเชื่อว่าหลายคนก็เป็นเหมือนผม เพราะผมเปิดมาหลายบัญชี ก็ได้เซ็นต์เอกสารอยู่แค่แผ่นสองแผ่นเท่านั้น
พอมีคดีความขึ้นมา กลับปรากฎว่า เอกสารสัญญาที่ธนาคารนำมาอ้างนั้น มีมากมายเหลือเกิน เพราะว่าสัญญาที่เราเซ็นต์ไปแผ่นเดียวนั้น มันระบุว่าเราต้องยอมรับสัญญาเงื่อนไขการใช้บริการอื่น ๆ ด้วย ซึ่งถ้าไม่ระบุว่ามีสัญญาอะไรบ้าง เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าธนาคารส่งมอบสัญญามาให้เราครบถ้วนหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเปิดบัญชีพร้อมทำบัตรเดบิตกับธนาคารแห่งหนึ่ง คุณจะถูกผูกมัดด้วยข้อสัญญาอย่างน้อย 4 ฉบับ สัญญาการฝากทรัพย์ / ข้อกำหนดและเงื่อนไขการเป็นผู้ถือบัตรการใช้บริการบัตรเงินสด / เงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับผู้ถือบัตรเดบิต และถ้าบัตรนั้นเปิดใช้บริการชำระเงินออนไลน์ด้วย ก็จะต้องผูกพันกับ เงื่อนไขการใช้บริการชำระค่าสินค้าและบริการออนไลน์อีกต่างหาก ลองถามตัวเองหน่อยว่า ธนาคารได้ส่งสัญญาให้คุณครบหรือยัง ถ้ายังคุณรู้ไหมว่าจะหาได้ที่ไหน? ไม่ได้หาง่าย ๆ เพราะสัญญาหลายฉบับไม่มีการอัพโหลดขึ้นในเว็บไซต์
สัญญาพวกนี้ไม่เคยสร้างประโยชน์ให้เรา เพราะหลายคนไม่รู้เลยว่ามันมีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น คุณทราบไหมว่า ถ้ามีรายการเรียกให้คุณชำระหนี้ โดยที่คุณไม่ใช้บัตร คุณต้องทักท้วงธนาคารภายใน 10 วัน ถ้าเกินกว่านั้นต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้ใช้บัตร ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ภายใน 60 วันถือว่าคุณต้องชำระหนี้ หรือ อีกสิทธิ์หนึ่ง ถ้าคุณปฏิเสธการซื้อของออนไลน์กับธนาคาร ธนาคารต้องคืนเงินให้คุณทันที จนกว่าธนาคารจะพิสูจน์ได้ว่าคุณใช้บัตรจริง จึงจะเรียกเก็บเงินได้ เรื่องพวกนี้เป็นสิทธิของผู้บริโภคที่ระบุอยู่ในสัญญา แต่บางคนก็ไม่เคยได้รับ และอย่าหวังว่าจะเจอในเว็บไซต์ธนาคารเลย เพราะที่คุณอาจจะหาไม่พบ หรือถ้าพบก็จะเป็นเวอร์ชันที่ตัดทอนคำมาแล้ว เช่น ในเว็บไซต์หน้าถามตอบของธนาคารหนึ่ง บอกว่าถ้าบัตรหาย หลังแจ้งอายัดบัตร ลูกค้าไม่ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น บอกเพียงเท่านี้ คุณอาจเข้าใจว่าถ้าหาตัวคนผิดได้ ธนาคารจะไปบี้เอาจากคนผิด แต่ไม่ใช่เลย ในสัญญาจริงบอกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนบัตรหาย ผู้ถือบัตรรับผิดชอบทุกกรณี นั่นหมายความว่า ธนาคารจะมาบี้เอากับคุณ นี่แค่ตัวอย่างหนึ่งข้อจากหนึ่งธนาคาร แล้วถ้าคุณเปิดบัญชีกับ 3 ธนาคาร คุณจะติดตามได้ครบถ้วนไหม?
ในประเทศไทย สัญญาเหล่านี้ถูกกำกับโดยคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งก็จะออกประกาศระบุให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ระบุข้อกำหนดว่าสัญญาบัตรเครดิต (รวมเดบิต) ต้องไม่เอาเปรียบผู้ใช้ โดยข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ออกมาตั้งแต่ปี 2542 ระบุให้ธนาคารแจ้งสัญญากับผู้บริโภคก่อนใช้จริง 30 วันเป็นอย่างน้อย ถ้าเร่งด่วนให้แจ้งทางหนังสือพิมพ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน จึงจะมีผลบังคับใช้ เว้นแต่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคให้มีผลบังคับใชัทันที ซึ่งในอดีตเกือบ 20 ปีก่อน มันอาจจะเป็นข้อกฎหมายที่ทันสมัย แต่ปัจจุบันนี้ อาจจะขาดสาระที่ต้องเพิ่มเติมกันสักเล็กน้อย
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากชวนทุกท่านร่วมลงชื่อร้องขอให้ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา สคบ. ออกข้อกำหนดเพิ่ม ให้ธนาคารระบุสัญญา เงื่อนไข ข้อกำหนดในการใช้บริการบนเว็บไซต์ของธนาคาร โดยให้ลิงค์ไปจากหน้าเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการนั้น ๆ และผู้บริโภคต้องสังเกตเห็นได้ง่าย ใช้ขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าหัวเรื่องข้ออื่น ๆ และหากสัญญาบัตรเครดิตที่เป็นสัญญาสำเร็จรูปข้อใดไม่ได้แสดงขึ้นบนเว็บไซต์แล้วก็มิให้มีผลบังคับใช้จริง เว้นแต่เป็นสัญญาที่ให้ประโยชน์กับผู้บริโภค
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นเรื่องที่ดำเนินการยากนัก มาช่วยกันส่งเสียงให้ถึงผู้มีอำนาจกันครับ

ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 23 มกราคม ค.ศ. 2018 แล้ว
