ความทุกข์ของครูเอกชน มีทางออก

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 100 คน!


          ผมเป็นครูมามากกว่า 25 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงของสวัสดิการการรักษาพยาบาลจากที่เทียบเท่าราชการมาจนถึงจุดที่สิทธิการรักษาพยาบาลต่ำกว่าหลักกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า(กองทุน 30 บาท)  ในปัจจุบันสิทธิการรักษาพยาบาลของครูเอกชนกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีต่อคน ที่ยิ่งไปกว่านั้น คือต้องสำรองจ่ายไปก่อน  ที่ผ่านมาเราได้แต่รอว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น   แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมทำให้ผมเป็นห่วงเพื่อนครูที่อาจประสบชะตากรรมเดียวกัน คือ เมื่อสามเดือนก่อนผมเกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลัน โชคดีที่อาการกำเริบหนักตอนถึงโรงพยาบาล และโชคดีอีกอย่างที่ผมอยู่ในกองทุนประกันสังคมซึ่งค่าใช้จ่าย ทั้งหมดกว่า 400,000 บาทในการสวนสีหัวใจสอดขดลวด บอลลูน  ค่ายา ค่าการรักษาต่อเนื่อง ฯลฯ สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด ผมนึกไม่ออกเลยว่าถ้าวันนั้นผมอยู่กับกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน  ผมจะต้องกู้ยืมเงินจากที่ไหน เพื่อมาสำรองจ่าย และส่วนต่างที่เกิดขึ้นใครจะช่วยผม จากข้อมูลหนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่เปรียบเทียบราคา 5 กลุ่มโรค โรงพยาบาลรัฐและเอกชน ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลรัฐในกลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจอุดต้นฉับพลัน  อัตราเริ่มแรกอยู่ที่ 89,376 บาท และขยับไปที่ 142,918 บาท ไปจนถึง 158,680 บาท ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเมื่อปี 2557 ซึ่งปัจจุบันค่าใช้จ่ายคงสูงกว่านั้น และโรคอื่นๆที่ต้องการการรักษาต่อเนื่อง พวกเราจะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย  จะต้องรออีกนานแค่ไหนที่พวกเราจะได้รับการเหลียวแล 

          ข้อมูลจาก TDRI Factsheet, ระบบประกันสุขภาพ ,กองทุนประกันสังคม ,กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ , กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

  1. สิทธิข้าราชการ มีคนอยู่ในระบบ ราว 5 ล้านคน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ  12,000 บาท  งบประมาณเฉลี่ยปีละ 60,000 ล้านบาท งบจากภาษี โดยรัฐบาลอุดหนุน 100 %
  2. สิทธิประกันสังคม มีคนอยู่ 12 ล้านคน งบประมาณเฉลี่ยคนละ 3,093 บาท งบประมาณเฉลี่ยปีละ 38,000 ล้านบาท  รัฐบาลอุดหนุนส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือเป็นเงินสมทบผู้ประกันตนและนายจ้าง
  3. สิทธิบัตรทอง ครอบคลุมประชาชนทั่วไป 49 ล้านคน งบเฉลี่ยในการรักษาพยาบาลโดยไม่รวมค่าอื่นๆประมาณ 2,895 บาทต่อคน

ผมจึงอยากจะขอเสนอ

  1. สิทธิในการรักษาพยาบาลของครูเอกชนควรจะไม่ด้อยกว่ากองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า(กองทุน 30 บาท)
  2. ผมติดตามและทราบว่าทางกองทุนสงเคราะห์มีแนวคิดที่ย้ายครูเข้ากองทุน 30 บาท โดยจะหักเงินสมทบ 6% ส่วนหนึ่งเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า  ผมมีความเป็นห่วงและเชื่อว่าคุณครูหลายท่านคงกังวลใจไม่น้อย เพราะครูเอกชนอย่างเราไม่ได้มีรายได้มาก เงินส่วนนี้ที่สะสมไว้ก็เพื่อวันหนึ่งจะใช้เป็นเงินประจำวันหลังเกษียณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณครูหลายท่านที่อายุมากแล้ว ซึ่งเงินสะสมที่ส่งในช่วงต้นก็คำนวณจากเงินเดือนที่ไม่ได้สูงมากนัก  ผมจึงขอเสนอทางที่จะกระทบทุกฝ่ายให้น้อยที่สุด ดังนี้ 

             2.1 ให้นำเงินที่ได้จากดอกเบี้ยเงินฝากของกองทุนสงเคราะห์ส่วนหนึ่งโอนไป      กองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผมเชื่อว่าทุกคนทราบว่ารัฐบาลต้องแบกรับภาระจึงอยากเสนอวิธีนี้เพื่อไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับทางรัฐ ผมคิดคำนวณจากงบรายรับ-รายจ่ายของรอบบัญชีตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2558-31 กรกฏาคม 2559 ของกองทุนสงเคราะห์ ที่มีรายละเอียดค่ารักษาพยาบาลอยู่ที่ประมาณ 240,000,000 ล้านบาท และเมื่อคิดคำนวณจำนวนครูเอกชนที่ 130,000 คน เท่ากับรายจ่ายด้านรักษาพยาบาลต่อคนต่อปี จะอยู่ที่ประมาณ 2,200 บาท  ในขณะที่สิทธิบัตรทองตกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อคนต่อปี  ทำให้มีส่วนต่างอยู่ที่ประมาณ 800  บาท

             2.2 ส่วนต่างนี้ผมอยากเสนอให้ทางโรงเรียนเอกชนอนุเคราะห์ออกให้กับคุณครูซึี่งจะตกคนละประมาณ 800/12 เท่ากับ  70 บาทต่อคนต่อเดือน  ถ้าโรงเรียนหนึ่งมีครู 20 คนก็จะมีค่าใช้จ่ายเพื่มขึ้น 1,400 บาทต่อเดือน  มีอยู่ 100 คนก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 7,000 บาทต่อเดือน  ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับสิ่งที่คุณครูได้รับ คือ ไม่ต้องกังวลในกรณีที่จำเป็นต้องเข้าทำการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายเกิน 100,000 บาท

           ผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงจากสิทธิ์เดิมที่การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเทียบเท่ากับราชการเป็นไปเพื่อการลดภาระค่าใช้จ่ายรัฐบาล แต่อยากจะให้คำนึงถึงความเหมาะสมและสำคัญไม่ยิ่งหย่อน คือการที่สังคมไทยเริ่มเข้าสู่สังคมสูงอายุ ค่าใช้จ่ายหลังจากเกษียณถ้าพอมีเก็บก็จะเป็นการช่วยลดภาระที่จะเกิดขึ้นกับคนรุ่นหลัง หากลองสำรวจดูก็จะพบว่าครูเอกชนเองรายได้ไม่ได้สูงและคงมีไม่กี่คนที่มีเงินออมเพียงพอสำหรับหลังเกษียณโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน  เงินส่วนที่รัฐบาลสมทบเข้ามา 6% รวมกับของส่วนโรงเรียนและส่วนของครูเป็นเงินสะสมที่จะช่วยให้ครูเอกชนอย่างเราสามารถดูแลตนเองได้ในระดับหนึ่ส่ิงที่ผมเสนอไปก็ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้กับทางรัฐ ส่วนต่างที่ผมเสนอไปก็เชื่อว่า ไม่ได้หนักหนาไปสำหรับทางโรงเรียน เพราะเป็นสวัสดิการที่ดูแลเรื่องสำคัญในชีวิตของลูกจ้าง คือ ความเจ็บป่วย และคุณครูก็ยังได้รับเงินก้อนที่สะสมตามอายุการทำงาน ผมหวังว่าท่านผู้ดูแลนโยบายจะได้ยินเสียงและรับฟังครูตัวเล็กๆอย่างผมและกรุณาเร่งแก้ไขเพื่อให้ พวกเราครูเอกชนได้รับการดูแลที่ดีขึ้น

หมายเหตุ  ถ้าเพื่อนครูเห็นด้วย ร่วมลงชื่อสนับสนุนให้ได้มากกว่า 50,000 ชื่อ เพื่อที่ผมจะได้เป็นตัวแทนนำรายชื่อไปยื่นต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป  

                                                                 ขอบคุณ คุณครูเอกชนทุกท่าน

                                                                        กิตติศักดิ์   กิติวงศ์โกศัย



วันนี้ – กิตติศักดิ์ นับที่ความช่วยเหลือของคุณ!

กิตติศักดิ์ กิติวงศ์โกศัย อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«ครูโรงเรียนเอกชน: ความทุกข์ของครูเอกชน มีทางออก» คุณสามารถร่วมกับ กิตติศักดิ์ และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 56 คน ได้แล้วตอนนี้เลย