รวมพลัง 20,000 รายชื่อ เพื่อสนับสนุนให้ 'การกักขังแทนค่าปรับต้องหมดไป'

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 2,500 คน!


#ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน
#กักขังแทนค่าปรับต้องหมดไป

ท่านเป็นอีกคนใช่ไหมที่เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "คุกไทยมีไว้ขังคนจน"
นอกจากคนจนต้องติดคุกก่อนศาลพิพากษาเพราะไม่มีเงินประกันตัวแล้ว ท่านทราบไหมว่าในประเทศไทยของเราถ้าคนจนไม่มีเงินจ่ายค่าปรับพวกเขาก็ต้องรับโทษด้วยการติดคุกแทน?
แล้ว 'เรา' จะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง?
_____________________________________

ปีที่แล้ว #ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน ได้รณรงค์ให้มีการปฏิรูประบบการประกันตัวเพื่อช่วยเหลือคนจนที่ต้องติดคุกระหว่างรอการพิจารณาคดี ทั้งๆ ที่พวกเขาเหล่านั้นยังไม่ถูกศาลตัดสินว่าได้กระทำความผิดจริง แต่พวกเขาต้องติดคุก เพียงเพราะ 'ไม่มีเงินประกันตัว'

เราได้นำรายชื่อกว่า 30,000 รายชื่อไปยื่นให้กับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เพื่อผลักดันให้ 'ระบบประเมินความเสี่ยงว่าจะหนีหรือไม่' มาแทนที่การใช้เงินเป็นหลักประกัน ซึ่งไม่ได้ผล และทำให้คนจนจำนวนกว่า 66,000 คนต่อปีต้องติดคุกก่อนศาลพิพากษา

และในวันนี้ เรามีประเด็นใหม่ที่อยากนำเสนอ และเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน .. ท่านทราบหรือไม่ว่า ถ้าท่านไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ท่านอาจจะต้องติดคุก! นี่คืออีกหนึ่งความไม่เป็นธรรมที่คนจนต้องติดคุกเพราะว่าจน!

ประเทศไทยไม่ควรเอาใครมาขังคุกเพียงเพราะเขาไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ เราจึงขอรณรงค์ให้ ‘การกักขังแทนค่าปรับต้องหมดไป’ โดยจะผลักดันให้ ‘การทำบริการสาธารณะ’ หรือการทำงานให้รัฐ เป็นทางเลือกของจำเลยที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับตามคำพิพากษาแทนการถูกกักขัง เพราะไม่ควรต้องมีใครติดคุกเพราะจน!
_____________________________________

เราลองมาดูเรื่องจริงในปัจจุบันกัน
(อ้างอิงจาก https://www.thairath.co.th/content/104177
จากกรณีที่ นายสุรัตน์ มณีนพรัตนสุดา ตกเป็นจำเลยฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำนำภาพยนตร์ จำพวกแผ่นวีซีดีภาพยนตร์โดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งต่อมาปรากฏว่าถูกศาลพิพากษาให้จ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงินถึง 140,000 บาท แต่ผู้กระทำความผิดเป็นเพียงแค่พนักงานเก็บขยะชั่วคราวไม่ได้มีอาชีพเป็นผู้ประกอบการขายซีดีแต่อย่างใด จึงไม่สามารถนำเงินมาชำระค่าปรับได้ จึงต้องติดคุกเป็นเวลาถึงหนึ่งปี!
_____________________________________

ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับแล้วจะต้องทำอย่างไร???

ตามประมวลกฎหมายอาญาแต่เดิมนั้น ถ้าผู้ต้องโทษปรับตามคำพิพากษา ไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าปรับได้ เนื่องจากจำนวนเงินค่าปรับสูงเกินกว่ากำลังทรัพย์ เช่น หลายหมื่นบาท หรือเป็นแสนบาท ผู้ต้องโทษปรับคนนั้นก็ต้องถูกกักขังแทนการจ่ายค่าปรับ ซึ่งขณะนี้คือวันละ 500 บาท* ถ้าค่าปรับเป็นแสนบาทอาจถูกขังถึงหนึ่งปี หรือสองปี อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ.2559 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา โดยให้มีมาตรา 30/1** ให้ผู้ต้องโทษปรับที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอทำงานบริการสังคม หรือบริการสาธารณะได้

แต่ในทางปฏิบัติจริง กลับพบว่าการให้ผู้รับโทษปรับไปบริการสาธารณะแทนนั้นยังมีน้อยมาก และยังไม่เป็นแนวทางปฏิบัติของผู้พิพากษาโดยส่วนใหญ่ และตัวผู้ต้องโทษปรับ โดยเฉพาะผู้ที่ยากจนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ก็ยังไม่ทราบถึงสิทธิของตนในการร้องขอทำงานบริการสังคม หรือทำงานสาธารณะประโยชน์แทนการติดคุก

ความจริงแล้วประธานศาลฎีกาได้มีคำสั่งในปี 2559*** ขอความร่วมมือจากผู้พิพากษาให้ถามจำเลยเสียก่อนว่าต้องการทำบริการสาธารณะหรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ศาลฎีกาก็ได้มีความเห็นแล้วว่าการบริการสาธารณะแทนการกักขังย่อมเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่เกิดการปฏิบัติเป็นการทั่วไป
_____________________________________

แล้วท่านจะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร?

เนื่องจากศาลเป็นองค์กรที่ยึดถือบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่เป็นสำคัญ ความเห็นจากสาธารณะในเชิงสนับสนุนและสร้างสรรค์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงในการที่จะทำให้ผู้ต้องโทษปรับได้รับรู้ถึงสิทธิที่จะขอทำงานบริการสังคม หรือบริการสาธารณะแทนการถูกกักขัง และให้ศาลได้ใช้มาตรการนี้อย่างกว้างขวางเป็นการทั่วไป รวมถึงการนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายเรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป หนึ่งเสียงของท่านจึงมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น พวกเราจึงขอเชิญชวนท่านให้ร่วมลงชื่อใน “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน ภาค 2 : กักขังแทนค่าปรับต้องหมดไป” โดยจะได้นำทุกรายชื่อยื่นต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม และคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ต่อไป เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมของ และทำให้คำกล่าวที่ว่า 'คุกมีไว้ขังคนจน' หมดไปจากประเทศไทย

#ไม่มีใครติดคุกเพราะจน
#กักขังแทนค่าปรับต้องหมดไป

ขอแสดงความนับถือ
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และกลุ่มนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

_____________________________________

อ้างอิง

*ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 วรรค 1 ในการกักขังแทนค่าปรับ ให้ถืออัตราห้าร้อยบาทต่อหนึ่งวัน และไม่ว่าในกรณีความผิดกระทงเดียวหรือหลายกระทง ห้ามกักขังเกินกำหนดหนึ่งปี เว้นแต่ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป ศาลจะสั่งให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีก็ได้

**ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30/1 ในกรณีที่ศาลพิพากษาปรับ ผู้ต้องโทษปรับซึ่งมิใช่นิติบุคคลและไม่มีเงินชำระค่าปรับอาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดีเพื่อขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ หรือถ้าความปรากฏแก่ศาลในขณะที่พิพากษาคดีว่าผู้ต้องโทษปรับรายใดอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ตามมาตรานี้ได้ และถ้าผู้ต้องโทษปรับยินยอม ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้นั้นทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้


***โปรดดู http://www.opsc.coj.go.th/doc/data/opsc/opsc_1496725327.pdf