

งดนำเข้า และยกเลิกใช้ผลิตภัณฑ์แร่ใยหิน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๔


งดนำเข้า และยกเลิกใช้ผลิตภัณฑ์แร่ใยหิน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๔
ประเด็นรณรงค์
แร่ใยหิน หรือ แอสเบสตอส (Asbestos) หมายถึงกลุ่มของเส้นใยแร่ซิลิเกตที่เกิดตามธรรมชาติ มีลักษณะเป็นเส้นใย แข็งแรง ยืดหยุ่น และทนความร้อนได้ดี ดังนั้นจึงนิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ ความทนทาน ทนความร้อน และทนการเสียดทาน แร่ใยหินแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
- กลุ่มแอมฟิโบล แบ่งย่อย ออกเป็น 5 ชนิด ได้แก่ ครอซิโดไลท์ (Crocidolite), อะโมไซท์ (Amosite), ทรีโมไลท์ (Tremolite), แอนโธฟิลไลท์ (Anthophyllite), และ แอคทิโนไลท์ (Actinolite) (ในปัจจุบันได้ยกเลิกการใช้ไปแล้วทั้งสิ้น)
- กลุ่มเซอร์เพนไทน์ มีเพียงชนิดเดียวคือ ไครโซไทล์ (Chrysotile) (ในปัจจุบันยังอนุญาตให้ใช้ได้อยู่)
การใช้แร่ใยหิน ในประเทศไทย พบว่าประมาณร้อยละ 90 ของแร่ใยหินที่นำเข้า จะใช้เพื่อการผลิตสินค้าประเภทซีเมนต์ใยหิน เช่น กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องทนไฟ ท่อซีเมนต์ และประมาณร้อยละ 7 ใช้เพื่อการผลิตสินค้าประเภทเบรค คลัทช์ ที่เหลืออีกร้อยละ 3 ใช้ในการผลิตสินค้าอื่นๆ เช่นฉนวนกันความร้อน กระเบื้องยางปูพื้น ภาชนะพลาสติก เสื้อผ้าทนไฟ กระดาษลูกฟูก สายฉนวนเตารีด เป็นต้น
เป็นที่ยอมรับกันในแวดวงวิชาการในองค์การสากลทั่ว ไปว่า แร่ใยหินทุกชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้นองค์การต่างๆไม่ว่าจะเป็นองค์การอนามัยโลกหรือองค์กรแรงงานระหว่างประเทศจึงได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการปัญหาเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากแร่ใยหิน ปัจจุบันใยหินไครโซไทล์ถูกยกเลิกใช้ใน 60 ประเทศ เช่น อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
โรคที่เกี่ยวข้องจากการรับสัมผัสแร่ใยหินที่สำคัญ ได้แก่ โรคแอสเบสโตสิส มะเร็งปอด มะเร็งเยื่อหุ้มปอดและเยื่อบุช่องท้อง และ ภาวะเยื่อหุ้มปอดหนา เป็นต้น ระยะฟักตัวของการก่อโรคใช้เวลายาวนานตั้งแต่ 30-40 ปี
ดังนั้นองค์การต่างๆจึงได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการปัญหาเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากแร่ใยหิน โดยองค์การอนามัยโลก สรุปว่าทางเดียวที่จะขจัดโรคที่มาจากใยหินได้ คือ การยกเลิกการใช้ทุกชนิด สนับสนุนเทคโนโลยีการใช้วัสดุหรือสารทดแทน มาตรการป้องกัน การรับสัมผัส ปรับปรุงระบบวินิจฉัย และ ตั้งกองทุนผู้ได้รับผลกระทบจากใยหิน

ประเด็นรณรงค์
แร่ใยหิน หรือ แอสเบสตอส (Asbestos) หมายถึงกลุ่มของเส้นใยแร่ซิลิเกตที่เกิดตามธรรมชาติ มีลักษณะเป็นเส้นใย แข็งแรง ยืดหยุ่น และทนความร้อนได้ดี ดังนั้นจึงนิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ ความทนทาน ทนความร้อน และทนการเสียดทาน แร่ใยหินแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
- กลุ่มแอมฟิโบล แบ่งย่อย ออกเป็น 5 ชนิด ได้แก่ ครอซิโดไลท์ (Crocidolite), อะโมไซท์ (Amosite), ทรีโมไลท์ (Tremolite), แอนโธฟิลไลท์ (Anthophyllite), และ แอคทิโนไลท์ (Actinolite) (ในปัจจุบันได้ยกเลิกการใช้ไปแล้วทั้งสิ้น)
- กลุ่มเซอร์เพนไทน์ มีเพียงชนิดเดียวคือ ไครโซไทล์ (Chrysotile) (ในปัจจุบันยังอนุญาตให้ใช้ได้อยู่)
การใช้แร่ใยหิน ในประเทศไทย พบว่าประมาณร้อยละ 90 ของแร่ใยหินที่นำเข้า จะใช้เพื่อการผลิตสินค้าประเภทซีเมนต์ใยหิน เช่น กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องทนไฟ ท่อซีเมนต์ และประมาณร้อยละ 7 ใช้เพื่อการผลิตสินค้าประเภทเบรค คลัทช์ ที่เหลืออีกร้อยละ 3 ใช้ในการผลิตสินค้าอื่นๆ เช่นฉนวนกันความร้อน กระเบื้องยางปูพื้น ภาชนะพลาสติก เสื้อผ้าทนไฟ กระดาษลูกฟูก สายฉนวนเตารีด เป็นต้น
เป็นที่ยอมรับกันในแวดวงวิชาการในองค์การสากลทั่ว ไปว่า แร่ใยหินทุกชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง ดังนั้นองค์การต่างๆไม่ว่าจะเป็นองค์การอนามัยโลกหรือองค์กรแรงงานระหว่างประเทศจึงได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการปัญหาเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากแร่ใยหิน ปัจจุบันใยหินไครโซไทล์ถูกยกเลิกใช้ใน 60 ประเทศ เช่น อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
โรคที่เกี่ยวข้องจากการรับสัมผัสแร่ใยหินที่สำคัญ ได้แก่ โรคแอสเบสโตสิส มะเร็งปอด มะเร็งเยื่อหุ้มปอดและเยื่อบุช่องท้อง และ ภาวะเยื่อหุ้มปอดหนา เป็นต้น ระยะฟักตัวของการก่อโรคใช้เวลายาวนานตั้งแต่ 30-40 ปี
ดังนั้นองค์การต่างๆจึงได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการปัญหาเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากแร่ใยหิน โดยองค์การอนามัยโลก สรุปว่าทางเดียวที่จะขจัดโรคที่มาจากใยหินได้ คือ การยกเลิกการใช้ทุกชนิด สนับสนุนเทคโนโลยีการใช้วัสดุหรือสารทดแทน มาตรการป้องกัน การรับสัมผัส ปรับปรุงระบบวินิจฉัย และ ตั้งกองทุนผู้ได้รับผลกระทบจากใยหิน

ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 1 ตุลาคม ค.ศ. 2014 แล้ว