

สนับสนุนให้ออกกฎกระทรวงเพิ่มทางเลือกในการจัดการสถานพินิจ โดยภาคเอกชนรองรับบ้านกาญจนาภิเษกฯ


สนับสนุนให้ออกกฎกระทรวงเพิ่มทางเลือกในการจัดการสถานพินิจ โดยภาคเอกชนรองรับบ้านกาญจนาภิเษกฯ
ประเด็นรณรงค์
สนับสนุน กระทรวงยุติธรรมในการออกกฎกระทรวง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้สังคมในการจัดการสถานฝึกและอบรมฯ บ้านหลังคำพิพากษา โดยภาคเอกชน รองรับบ้านกาญจนาภิเษกฯ และสถานฝึกและอบรมอื่นในอนาคตอย่างเป็นทางการ
.
เมื่อ พ.ศ. 2546 โดยคุณหญิงจันทนี สันตะบุตร ในฐานะผู้ผ่านประสบการณ์การเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหลายสมัย ร่วมกับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม องค์กรพัฒนาเอกชน ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และนักวิชาการ ได้ริเริ่มพัฒนาต้นแบบศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน หรือที่เรียกกันว่า สถานพินิจ ในรูปแบบใหม่เพื่อเป็นต้นแบบของการแก้ไข ฟื้นฟู เยียวยาเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด ณ พื้นที่ 32 ไร่ ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ภายใต้ชื่อ “ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก” มีสถานะเป็น 1 ใน 19 สถานพินิจ ภายใต้การดูแลของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม
.
หลังจากบ้านกาญจนาภิเษกดำเนินการจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว คุณหญิงจันทนี สันตะบุตร และ ผู้บริหารกรมพินิจฯ ได้ผลักดันการบริหารในรูปแบบพิเศษขึ้นมารองรับ โดยใช้วิธีสรรหาบุคคลภายนอก (out source) ที่มีความเหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่เข้าไปบริหารองค์กรร่วมกับภาคราชการในลักษณะสถานควบคุม “ระบบเปิด” แทนการแต่งตั้งข้าราชการตามระบบปกติส่วนบุคลากรและงบประมาณกรมพินิจฯ จัดสรรให้เท่ากับที่จัดสรรให้กับหน่วยงานในสังกัด โดยมี ป้ามล ทิชา ณ นคร เป็นผู้อำนวยการฯ คนแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 15 ปี
.
จากฐานคิดข้างต้น ทำให้เป็นที่มาของการออกแบบกระบวนการบ้านกาญจนาภิเษกที่มีความแตกต่างจากสถานพินิจแห่งอื่น ด้วยความชัดเจน และจริงจัง จริงใจในการทำงานของภาคประชาสังคมที่เข้ามาร่วมบริหาร ส่งผลให้บ้านกาญจนาภิเษกสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์จนได้รับการยอมรับทั้งมิติการบริหารงาน และกระบวนการในการฟื้นฟู เยียวยา เด็กและเยาวชนผู้ก้าวพลาดให้กลับคืนกลายเป็นพลเมืองผู้เป็นพลังของสังคม
.
โดยปัจจุบัน ข้อมูลจากงานวิจัยประเมินผลเพื่อแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนผู้เคยกระทำความผิด ที่ผ่านกระบวนการ “วิชาชีวิต” กรณีศึกษา: ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก (อรุณฉัตร, 2561) สามารถยืนยันได้ถึงผลลัพธ์ระยะยาวที่เกิดกับเยาวชนผู้เคยก้าวพลาดที่กลับไปใช้ชีวิตในสังคมในฐานะพลเมืองผู้เป็นพลัง โดยกลุ่มตัวอย่างเยาวชนที่ผ่านกระบวนการฯ ตั้งแต่ 6 เดือน – 7 ปี มีความเชื่อที่มีต่อพฤติกรรมของตนเอง ต่อสังคม และต่อการควบคุมตนเองแตกต่างไปจากเมื่อครั้งก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างสิ้นเชิงมากกว่าร้อยละ 84 และข้อมูลจากสถิติพบว่า เด็กและเยาวชนที่ผ่านกระบวนการฯของบ้านกาญจนาภิเษกในช่วง 5 ปีหลัง (พ.ศ. 2556-2560) มีอัตราการกระทำความผิดซ้ำต่ำกว่า ร้อยละ 5 (ค่าเฉลี่ยของกรมพินิจฯ อยู่ที่ มากกว่า ร้อยละ 15)
.
จากผลลัพธ์เชิงประจักษ์ข้างต้น ประกอบกับกรอบแนวคิดในกระบวนการดำเนินการอันเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ทำให้เกิดแนวคิดในการผลักดันเพื่อให้ภาคประชาสังคมได้เข้ามา “บริหาร” สถานพินิจได้อย่างเป็นทางการ โดยกลไกทางกฎหมาย พระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้ระบุความใน มาตรา ๕๕ - ๕๖ ไว้ดังต่อไปนี้
“มาตรา ๕๕ ให้อธิบดีมีอำนาจในการออกใบอนุญาตให้ส่วนราชการดำเนินการ หรือให้เอกชนจัดตั้งสถานศึกษา สถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิตเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด เป็นจำเลย หรือเป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน และมีอำนาจควบคุมดูแลสถานที่ดังกล่าว รวมทั้งมีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาตที่ได้ออกให้นั้นด้วย
การออกใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๕๖ ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๕๕ ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด”
(ที่มา สำนักงานกฤษฎีกา online: http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%C803/%C803-20-2553-a0001.pdf
.
ซึ่งการเปิดช่องทางกฎหมายข้างต้น ถือเป็นความก้าวหน้าทางการบริหารงานของภาครัฐ ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารหน่วยงานของรัฐ หากแต่ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เกิด พรบ. ดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน นับรวมเวลากว่า 8 ปี การดำเนินการออกกฎหมายลูกเพื่อรองรับการดำเนินงานข้างต้นยังมีความล่าช้าในการดำเนินงาน ทำให้ปัจจุบัน สถานการณ์บริหารงานของ ศูนย์ฝึกฯบ้านกาญจนาภิเษก ยังคงเป็นการดำเนินงานในรูปแบบ “โครงการนำร่อง” ที่ยังไม่มีการรองรับอย่างเป็นทางการ
.
พวกเราในฐานะคนทำงานด้านเด็กและเยาวชน และประชาชนที่เห็นด้วย จึงรวมตัวกันเพื่อรวบรวมรายชื่อ
สนับสนุนให้ “กระทรวงยุติธรรม” ในฐานะหน่วยงานหลักตาม พรบ. ได้ดำเนินการเพื่อ ออก “กฎกระทรวง” ที่มารองรับการดำเนินการของ ศูนย์ฝึกฯ บ้านกาญจนาภิเษก และทางเลือกอื่นในอนาคต โดยมีเนื้อหาในกฎกระทรวงที่สามารถคงไว้ซึ่ง “จุดแข็ง” ในการทำงานที่ปรากฏผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของบ้านกาญจนาภิเษกฯ
และขอขอบคุณวิสัยทัศน์อันกล้าหาญของท่าน ที่สนับสนุนโครงการนำร่อง ภายใต้ชื่อ บ้านกาญจนาภิเษก มาตลอดระยะเวลามากกว่า 15 ปี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะช่วยสนับสนุนให้เกิด “รูปธรรม” ที่เป็นทางการ เป็นทางเลือกให้สังคมในระยะเวลาอันใกล้นี้
.
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการดำเนินงานของบ้านกาญจนาภิเษก ที่ถูกถ่ายทอดโดยสื่อหลายสำนักบางส่วน สามารถรับชมได้ตาม playlist นี้เลยครับ
https://www.youtube.com/watch?v=zPibBAw7RPE&list=PL6S7qUirWwrPUpuk4olygd6bXoweE-CbB

ประเด็นรณรงค์
สนับสนุน กระทรวงยุติธรรมในการออกกฎกระทรวง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้สังคมในการจัดการสถานฝึกและอบรมฯ บ้านหลังคำพิพากษา โดยภาคเอกชน รองรับบ้านกาญจนาภิเษกฯ และสถานฝึกและอบรมอื่นในอนาคตอย่างเป็นทางการ
.
เมื่อ พ.ศ. 2546 โดยคุณหญิงจันทนี สันตะบุตร ในฐานะผู้ผ่านประสบการณ์การเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหลายสมัย ร่วมกับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม องค์กรพัฒนาเอกชน ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และนักวิชาการ ได้ริเริ่มพัฒนาต้นแบบศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน หรือที่เรียกกันว่า สถานพินิจ ในรูปแบบใหม่เพื่อเป็นต้นแบบของการแก้ไข ฟื้นฟู เยียวยาเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด ณ พื้นที่ 32 ไร่ ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ภายใต้ชื่อ “ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก” มีสถานะเป็น 1 ใน 19 สถานพินิจ ภายใต้การดูแลของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม
.
หลังจากบ้านกาญจนาภิเษกดำเนินการจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว คุณหญิงจันทนี สันตะบุตร และ ผู้บริหารกรมพินิจฯ ได้ผลักดันการบริหารในรูปแบบพิเศษขึ้นมารองรับ โดยใช้วิธีสรรหาบุคคลภายนอก (out source) ที่มีความเหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่เข้าไปบริหารองค์กรร่วมกับภาคราชการในลักษณะสถานควบคุม “ระบบเปิด” แทนการแต่งตั้งข้าราชการตามระบบปกติส่วนบุคลากรและงบประมาณกรมพินิจฯ จัดสรรให้เท่ากับที่จัดสรรให้กับหน่วยงานในสังกัด โดยมี ป้ามล ทิชา ณ นคร เป็นผู้อำนวยการฯ คนแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 15 ปี
.
จากฐานคิดข้างต้น ทำให้เป็นที่มาของการออกแบบกระบวนการบ้านกาญจนาภิเษกที่มีความแตกต่างจากสถานพินิจแห่งอื่น ด้วยความชัดเจน และจริงจัง จริงใจในการทำงานของภาคประชาสังคมที่เข้ามาร่วมบริหาร ส่งผลให้บ้านกาญจนาภิเษกสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์จนได้รับการยอมรับทั้งมิติการบริหารงาน และกระบวนการในการฟื้นฟู เยียวยา เด็กและเยาวชนผู้ก้าวพลาดให้กลับคืนกลายเป็นพลเมืองผู้เป็นพลังของสังคม
.
โดยปัจจุบัน ข้อมูลจากงานวิจัยประเมินผลเพื่อแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนผู้เคยกระทำความผิด ที่ผ่านกระบวนการ “วิชาชีวิต” กรณีศึกษา: ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก (อรุณฉัตร, 2561) สามารถยืนยันได้ถึงผลลัพธ์ระยะยาวที่เกิดกับเยาวชนผู้เคยก้าวพลาดที่กลับไปใช้ชีวิตในสังคมในฐานะพลเมืองผู้เป็นพลัง โดยกลุ่มตัวอย่างเยาวชนที่ผ่านกระบวนการฯ ตั้งแต่ 6 เดือน – 7 ปี มีความเชื่อที่มีต่อพฤติกรรมของตนเอง ต่อสังคม และต่อการควบคุมตนเองแตกต่างไปจากเมื่อครั้งก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างสิ้นเชิงมากกว่าร้อยละ 84 และข้อมูลจากสถิติพบว่า เด็กและเยาวชนที่ผ่านกระบวนการฯของบ้านกาญจนาภิเษกในช่วง 5 ปีหลัง (พ.ศ. 2556-2560) มีอัตราการกระทำความผิดซ้ำต่ำกว่า ร้อยละ 5 (ค่าเฉลี่ยของกรมพินิจฯ อยู่ที่ มากกว่า ร้อยละ 15)
.
จากผลลัพธ์เชิงประจักษ์ข้างต้น ประกอบกับกรอบแนวคิดในกระบวนการดำเนินการอันเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ทำให้เกิดแนวคิดในการผลักดันเพื่อให้ภาคประชาสังคมได้เข้ามา “บริหาร” สถานพินิจได้อย่างเป็นทางการ โดยกลไกทางกฎหมาย พระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้ระบุความใน มาตรา ๕๕ - ๕๖ ไว้ดังต่อไปนี้
“มาตรา ๕๕ ให้อธิบดีมีอำนาจในการออกใบอนุญาตให้ส่วนราชการดำเนินการ หรือให้เอกชนจัดตั้งสถานศึกษา สถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิตเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด เป็นจำเลย หรือเป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ลงโทษหรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน และมีอำนาจควบคุมดูแลสถานที่ดังกล่าว รวมทั้งมีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาตที่ได้ออกให้นั้นด้วย
การออกใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๕๖ ผู้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๕๕ ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด”
(ที่มา สำนักงานกฤษฎีกา online: http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%C803/%C803-20-2553-a0001.pdf
.
ซึ่งการเปิดช่องทางกฎหมายข้างต้น ถือเป็นความก้าวหน้าทางการบริหารงานของภาครัฐ ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารหน่วยงานของรัฐ หากแต่ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เกิด พรบ. ดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน นับรวมเวลากว่า 8 ปี การดำเนินการออกกฎหมายลูกเพื่อรองรับการดำเนินงานข้างต้นยังมีความล่าช้าในการดำเนินงาน ทำให้ปัจจุบัน สถานการณ์บริหารงานของ ศูนย์ฝึกฯบ้านกาญจนาภิเษก ยังคงเป็นการดำเนินงานในรูปแบบ “โครงการนำร่อง” ที่ยังไม่มีการรองรับอย่างเป็นทางการ
.
พวกเราในฐานะคนทำงานด้านเด็กและเยาวชน และประชาชนที่เห็นด้วย จึงรวมตัวกันเพื่อรวบรวมรายชื่อ
สนับสนุนให้ “กระทรวงยุติธรรม” ในฐานะหน่วยงานหลักตาม พรบ. ได้ดำเนินการเพื่อ ออก “กฎกระทรวง” ที่มารองรับการดำเนินการของ ศูนย์ฝึกฯ บ้านกาญจนาภิเษก และทางเลือกอื่นในอนาคต โดยมีเนื้อหาในกฎกระทรวงที่สามารถคงไว้ซึ่ง “จุดแข็ง” ในการทำงานที่ปรากฏผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของบ้านกาญจนาภิเษกฯ
และขอขอบคุณวิสัยทัศน์อันกล้าหาญของท่าน ที่สนับสนุนโครงการนำร่อง ภายใต้ชื่อ บ้านกาญจนาภิเษก มาตลอดระยะเวลามากกว่า 15 ปี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะช่วยสนับสนุนให้เกิด “รูปธรรม” ที่เป็นทางการ เป็นทางเลือกให้สังคมในระยะเวลาอันใกล้นี้
.
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการดำเนินงานของบ้านกาญจนาภิเษก ที่ถูกถ่ายทอดโดยสื่อหลายสำนักบางส่วน สามารถรับชมได้ตาม playlist นี้เลยครับ
https://www.youtube.com/watch?v=zPibBAw7RPE&list=PL6S7qUirWwrPUpuk4olygd6bXoweE-CbB

ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 1 สิงหาคม ค.ศ. 2018 แล้ว