

วิกฤตแต้วแล้วท้องดํา กระทรวงทรัพย์ฯ ต้องรับผิดชอบ! เรียกคืน-ขยายผืนป่า ฟื้นฟูประชากรนก ก่อนสูญพันธุ์ถาวร
ประเด็นรณรงค์
“นกแต้วแล้วท้องดํา” สัตว์ป่าสงวนอันล้ำค่า ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องตามมาดูถึงเมืองไทย กําลังถึงจุดวิกฤตที่สุด ในอดีต จากที่เคยมีอยู่อย่างมากมายในภาคใต้ .. ถึงวันนี้ เราพบนกแต้วแล้วท้องดำทั้งสิ้น "ตัวสุดท้ายของไทย เพียง 1 ตัว!" ในป่าอนุรักษ์จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2559 หากรัฐไม่เร่งแก้ไขโดยด่วน ประเทศไทยคงต้องสูญเสียมรดกทางธรรมชาติชนิดนี้ไปตลอดกาล เช่นเดียวกับเนื้อสมัน กระซู่ หรือกูปรี
ผืนป่าบ้านของนกแต้วแล้วท้องดําในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จังหวัดกระบี่ ถูกรุกทําลายมาตลอด 30 ปี จากที่เคยมีผู้อาศัยอยู่ในเขตฯ เพียง 12 ครอบครัว ปัจจุบันขยายเป็นสามหมู่บ้าน 400 กว่าครอบครัว ป่าถูกรุกไป 9,000 กว่าไร่ คิดเป็น 50% ของป่าที่ราบต่ำที่เคยมีอยู่ เพื่อปลูกปาล์มน้ํามัน ยางพารา ไร่กาแฟ อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย
นอกจากนี้ “สระมรกต” Unseen Thailand ที่ตั้งอยู่ใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากถึง 4 แสนคนต่อปี ได้ส่งผลกระทบต่อป่าทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยที่รัฐไม่นํารายได้กลับมาดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างที่ควร ผิดเจตนารมณ์ของการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ที่จะให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างแท้จริง
แต่ปัญหาใหญ่ที่กลับถูกพูดถึงน้อยมากในวงกว้าง ก็คือชาวบ้านในพื้นที่ต่างมีความเชื่อฝังใจ ไม่ชอบนกตัวนี้ และจะกําจัดเมื่อมีโอกาสให้นกสูญพันธุ์โดยเร็ว จะได้ไม่ต้องมีโครงการอนุรักษ์นกเข้ามาขวางการรุกป่า ล่าสัตว์ ซึ่งช่วงที่ผ่านมา น่าจะมีนกแต้วแล้วท้องดําถูกฆ่าด้วยวิธีนี้ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20 คู่
วันนี้ เราคนไทยจึงขอเรียกร้องกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งดําเนินการตามกฎหมายทุกวิถีทาง เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของนกแต้วแล้วท้องดําไว้ มิให้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย ดังนี้
1. เร่งเรียกคืนผืนป่าที่ราบต่ำในเขตอนุรักษ์เขานอจู้จี้ที่เคยถูกบุกรุกให้กลับมาเป็นของรัฐ ดําเนินการทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะการพิสูจน์สิทธิการครอบครองพื้นที่ป่า หรือการจ่ายชดเชยอาสินอย่างเป็นธรรม เพื่อเชื่อมหย่อมป่าที่กระจัดกระจายให้กลับติดเป็นผืนแผ่นเดียวกัน
2. ผนวกรวมป่าที่ราบต่ำในเขตป่าสงวนแห่งชาติเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม เพื่อยกระดับการปกป้องดูแลป่าและขยายถิ่นที่อยู่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์ให้สัตว์ป่า
3. ดูแลพื้นที่ทุกตารางนิ้วของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามและเขตป่าอนุรักษ์ให้ปลอดภัยจากการบุกรุกทําลายป่า-ล่าสัตว์ โดยกระทรวงฯ ต้องกําหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจน จริงจัง มีประสิทธิภาพ สนับสนุนทุน กําลังคนและอุปกรณ์ เสริมสร้างหน่วยพิทักษ์ป่าให้แข็งแกร่ง เพียงพอที่จะดูแลผืนป่าอย่างยั่งยืน
4. ตรวจสอบแนวเขตและประกาศพื้นที่เขตอนุรักษ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนเพื่อประสิทธิภาพในการดูแลผืนป่าร่วมกัน ยุติความสับสนในการดําเนินงานระหว่างกรม กอง และกระทรวง มิให้ซ้ำซ้อนหรือขัดแย้งกัน โดยเฉพาะการอนุรักษ์ป่าและการจัดสรรที่ทํากิน
5. จัดการการท่องเที่ยวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯให้เหมาะสมและเข้มงวดโดยยึดเจตนารมณ์ของการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ และนํารายได้ที่จัดเก็บจากการท่องเที่ยวกลับมาบํารุงงานอนุรักษ์ในพื้นที่ เช่น ส่งเสริมหน่วยลาดตระเวน จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่องานพิทักษ์ป่า สนับสนุนงานวิจัย และสร้างศูนย์ศึกษาเรียนรู้เพื่อความเข้าใจคุณค่าของระบบนิเวศน์ป่าที่ราบต่ำ
6. ริเริ่มความร่วมมือในการอนุรักษ์สายพันธุ์นกแต้วแล้วท้องดําร่วมกับกรมป่าไม้ของรัฐบาลพม่า ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดําที่สําคัญที่สุดในปัจจุบัน เพื่อร่วมกันฟื้นฟูจํานวนประชากรนกให้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง พ้นจากการสูญพันธุ์ และให้อยู่อาศัยตามธรรมชาติอย่างปลอดภัยในพื้นที่ป่าของไทย
"นกแต้วแล้วท้องดําตัวสุดท้ายของไทย" สัตว์ป่าสงวนที่สำคัญยิ่ง จะมีชะตากรรมต่อไปอย่างไร เราขอเรียกร้องให้รัฐทําหน้าที่อย่างเต็มที่ ในการฟื้นฟูสายพันธุ์นก และดูแลป่าที่ราบต่ำผืนสุดท้ายนี้ให้สมบูรณ์และปลอดภัยที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าเรายังมีบ้านที่ดีให้นกแต้วแล้วท้องดํา และสัตว์น้อยใหญ่แห่งป่าที่ราบต่ำได้กลับมาอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนตลอดไป

ปิดแคมเปญรณรงค์
ประเด็นรณรงค์
“นกแต้วแล้วท้องดํา” สัตว์ป่าสงวนอันล้ำค่า ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องตามมาดูถึงเมืองไทย กําลังถึงจุดวิกฤตที่สุด ในอดีต จากที่เคยมีอยู่อย่างมากมายในภาคใต้ .. ถึงวันนี้ เราพบนกแต้วแล้วท้องดำทั้งสิ้น "ตัวสุดท้ายของไทย เพียง 1 ตัว!" ในป่าอนุรักษ์จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2559 หากรัฐไม่เร่งแก้ไขโดยด่วน ประเทศไทยคงต้องสูญเสียมรดกทางธรรมชาติชนิดนี้ไปตลอดกาล เช่นเดียวกับเนื้อสมัน กระซู่ หรือกูปรี
ผืนป่าบ้านของนกแต้วแล้วท้องดําในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จังหวัดกระบี่ ถูกรุกทําลายมาตลอด 30 ปี จากที่เคยมีผู้อาศัยอยู่ในเขตฯ เพียง 12 ครอบครัว ปัจจุบันขยายเป็นสามหมู่บ้าน 400 กว่าครอบครัว ป่าถูกรุกไป 9,000 กว่าไร่ คิดเป็น 50% ของป่าที่ราบต่ำที่เคยมีอยู่ เพื่อปลูกปาล์มน้ํามัน ยางพารา ไร่กาแฟ อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย
นอกจากนี้ “สระมรกต” Unseen Thailand ที่ตั้งอยู่ใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากถึง 4 แสนคนต่อปี ได้ส่งผลกระทบต่อป่าทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยที่รัฐไม่นํารายได้กลับมาดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างที่ควร ผิดเจตนารมณ์ของการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ที่จะให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างแท้จริง
แต่ปัญหาใหญ่ที่กลับถูกพูดถึงน้อยมากในวงกว้าง ก็คือชาวบ้านในพื้นที่ต่างมีความเชื่อฝังใจ ไม่ชอบนกตัวนี้ และจะกําจัดเมื่อมีโอกาสให้นกสูญพันธุ์โดยเร็ว จะได้ไม่ต้องมีโครงการอนุรักษ์นกเข้ามาขวางการรุกป่า ล่าสัตว์ ซึ่งช่วงที่ผ่านมา น่าจะมีนกแต้วแล้วท้องดําถูกฆ่าด้วยวิธีนี้ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20 คู่
วันนี้ เราคนไทยจึงขอเรียกร้องกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งดําเนินการตามกฎหมายทุกวิถีทาง เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของนกแต้วแล้วท้องดําไว้ มิให้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย ดังนี้
1. เร่งเรียกคืนผืนป่าที่ราบต่ำในเขตอนุรักษ์เขานอจู้จี้ที่เคยถูกบุกรุกให้กลับมาเป็นของรัฐ ดําเนินการทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะการพิสูจน์สิทธิการครอบครองพื้นที่ป่า หรือการจ่ายชดเชยอาสินอย่างเป็นธรรม เพื่อเชื่อมหย่อมป่าที่กระจัดกระจายให้กลับติดเป็นผืนแผ่นเดียวกัน
2. ผนวกรวมป่าที่ราบต่ำในเขตป่าสงวนแห่งชาติเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม เพื่อยกระดับการปกป้องดูแลป่าและขยายถิ่นที่อยู่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์ให้สัตว์ป่า
3. ดูแลพื้นที่ทุกตารางนิ้วของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามและเขตป่าอนุรักษ์ให้ปลอดภัยจากการบุกรุกทําลายป่า-ล่าสัตว์ โดยกระทรวงฯ ต้องกําหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจน จริงจัง มีประสิทธิภาพ สนับสนุนทุน กําลังคนและอุปกรณ์ เสริมสร้างหน่วยพิทักษ์ป่าให้แข็งแกร่ง เพียงพอที่จะดูแลผืนป่าอย่างยั่งยืน
4. ตรวจสอบแนวเขตและประกาศพื้นที่เขตอนุรักษ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนเพื่อประสิทธิภาพในการดูแลผืนป่าร่วมกัน ยุติความสับสนในการดําเนินงานระหว่างกรม กอง และกระทรวง มิให้ซ้ำซ้อนหรือขัดแย้งกัน โดยเฉพาะการอนุรักษ์ป่าและการจัดสรรที่ทํากิน
5. จัดการการท่องเที่ยวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯให้เหมาะสมและเข้มงวดโดยยึดเจตนารมณ์ของการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ และนํารายได้ที่จัดเก็บจากการท่องเที่ยวกลับมาบํารุงงานอนุรักษ์ในพื้นที่ เช่น ส่งเสริมหน่วยลาดตระเวน จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่องานพิทักษ์ป่า สนับสนุนงานวิจัย และสร้างศูนย์ศึกษาเรียนรู้เพื่อความเข้าใจคุณค่าของระบบนิเวศน์ป่าที่ราบต่ำ
6. ริเริ่มความร่วมมือในการอนุรักษ์สายพันธุ์นกแต้วแล้วท้องดําร่วมกับกรมป่าไม้ของรัฐบาลพม่า ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดําที่สําคัญที่สุดในปัจจุบัน เพื่อร่วมกันฟื้นฟูจํานวนประชากรนกให้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง พ้นจากการสูญพันธุ์ และให้อยู่อาศัยตามธรรมชาติอย่างปลอดภัยในพื้นที่ป่าของไทย
"นกแต้วแล้วท้องดําตัวสุดท้ายของไทย" สัตว์ป่าสงวนที่สำคัญยิ่ง จะมีชะตากรรมต่อไปอย่างไร เราขอเรียกร้องให้รัฐทําหน้าที่อย่างเต็มที่ ในการฟื้นฟูสายพันธุ์นก และดูแลป่าที่ราบต่ำผืนสุดท้ายนี้ให้สมบูรณ์และปลอดภัยที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าเรายังมีบ้านที่ดีให้นกแต้วแล้วท้องดํา และสัตว์น้อยใหญ่แห่งป่าที่ราบต่ำได้กลับมาอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนตลอดไป

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 20 กรกฎาคม ค.ศ. 2015 แล้ว