

หยุดการเพิกถอนอุทยานแห่งชาติเพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา รักษาอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราและตะรุเตา
ประเด็นรณรงค์
อ่าวปากบารา ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล เป็นประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและที่มีชื่อเสียงระดับโลกของจังหวัดสตูลในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราและอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ได้แก่ เกาะลิดี เกาะบูโหลน เกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี เกาะหลีเป๊ะ เกาะหินงาม ฯลฯ ในทางนิเวศวิทยา อ่าวปากบาราเปรียบเหมือนห้องเครื่องชั้นในของท้องทะเลสตูลที่มีองค์ประกอบทางธรรมชาติครบครัน เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ในขณะที่หมู่เกาะตะรุเตา หมู่เกาะอาดัง - ราวี เกาะหลีเป๊ะ ฯลฯ รวมถึงร่องน้ำลึกต่าง ๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา เปรียบเหมือนห้องเครื่องมรดกทรัพยากรทางทะเลชั้นนอกที่สำคัญทางนิเวศวิทยาของ “อันดามันใต้”
แหล่งธรรมชาติทางทะเลอันมหัศจรรย์ทั้งสอง เปรียบเสมือนคู่แฝดกัน แข่งขันกัน พึ่งพากัน อ่อนโอนผ่อนตามกัน สร้างสรรค์ปะการังแข็งและปะการังอ่อนเจ็ดสีทั้งบริเวณน้ำตื้นและน้ำลึก มีกระแสน้ำสร้างหาดหินงาม หาดทรายขาว เกาะหินซ้อน และสร้างโลกใต้ทะเลที่นักท่องทะเลใฝ่ฝันถึง อีกทั้งยังมีแหล่งฟอสซิลเป็นแนวทอดยาวจากบนฝั่งไปถึงเกาะตะรุเตา ทำให้ทั้งหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนกลางเห็นถึงความสำคัญของพื้นที่นี้ด้วยการพิจารณาผลักดันให้อุทยานแห่งชาติฝั่งอันดามันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ และผลักดันให้พื้นที่แหล่งฟอสซิลเป็นอุทยานธรณีวิทยามรดกของจังหวัดสตูล ของชาติ และของโลกด้วย
อุทยานแห่งชาติทางทะเล อาณาจักรแห่งท้องทะเลทั้งสอง “ตั้งแต่ชายฝั่งจรดก้นสมุทร” ซึ่งแวดล้อมด้วยป่าชายเลน หาดทราย สันดอน และเกาะแก่งต่าง ๆ คือ พื้นที่ให้กำเนิดสัตว์น้ำที่จะเติบโตขึ้นเป็นแหล่งอาหารโปรตีนของมนุษย์ เป็นแรงดึงดูดผู้คนกลุ่มต่าง ๆ มาตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัย ทำมาหากิน ก่อร่างสร้างชุมชน ทั้งชุมชนคนทะเล ชุมชนชายฝั่ง และชุมชนกึ่งเมือง รังสรรค์วิถีชีวิตวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายซึ่งดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมาตั้งแต่โบราณกาลสืบทอดมาจนปัจจุบัน ดังนั้นการดำรงอยู่ของอ่าวปากบาราจึงเปี่ยมด้วยความหมายและความสำคัญอันยิ่งยวด ดังนั้นการดำรงอยู่ของอ่าวปากบารา คือ การดำรงอยู่ของโลกทางทะเลแห่งเภตราและตะรุเตา ในฐานะเป็นสายธารร่วมกำเนิดมรดกในระบบนิเวศทางทะเลอันดามันใต้ “ ปากบารา เภตรา ตะรุเตา คือ หนึ่งเดียวกัน”
แต่ทว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลไทยทุกยุคสมัยมีแนวคิดในการพัฒนาภาคใต้ โดยจะใช้พื้นที่อนุรักษ์ซึ่งมีระบบนิเวศที่สำคัญแห่งทะเลอันดามันนี้เป็นพื้นที่โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา โครงการที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงกว่ามาตรฐานกำหนด 20 เท่า เป็นบทเริ่มต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในจังหวัดสตูล และเป็นส่วนหนึ่งของอภิมหาโครงการสะพานเชื่อมเศรษฐกิจหรือแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล อันมาจากแนวคิดการพัฒนาภาคใต้สู่อุตสาหกรรมหนัก
การเกิดขึ้นของโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราจะนำหายนะมาสู่ปากบารา เภตรา ตะรุเตา อย่างไรบ้าง
1. ใจกลางของพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราจะถูกทำลายลงทันที ด้วยการถูกถอนสภาพความเป็นอุทยานและยกพื้นที่ให้กรมเจ้าท่านำไปเป็นพื้นที่ก่อสร้างโครงการเพื่อเป็นที่ตั้งท่าเทียบเรือ 4,734 ไร่ บริเวณชายฝั่งและในทะเลระหว่างปากคลองปากบารา เกาะเขาใหญ่ และเกาะลิดี ซึ่งเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยา มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรชายฝั่งทะเลอันเป็นดั่งหม้อข้าวหม้อแกงของชาวประมงพื้นบ้านสตูลใช้ทำมาหากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ชายหาดปากบารายังเป็นลานสันทนาการและแหล่งท่องเที่ยวที่สาธารณชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย ในขณะที่การตัดสินในจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งนั้นต้องประกอบนั้นประกอบด้วยเหตุผลพิเศษหลายด้าน รวมถึงการเสียสละ ยอมสูญเสียสิทธิในการใช้ทรัพยากรของชาวบ้านและชุมชนในพื้นที่อุทยานฯ แต่โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารากลับละเลยที่จะพิจารณาความสูญเสียในทันทีเหล่านี้
2. ผลกระทบที่จะเกิดกับชุมชน 2 แห่ง ที่เป็นแหล่งทรายถมหรือทรายขี้เป็ด จากการขุดทรายปริมาณ 20 ล้าน ลูกบาศก์เมตร.(แห่งละ 10 ล้าน ลบ.ม.) เพื่อนำมาถมทะเลในพื้นที่โครงการให้ได้ทั้งสิ้น 1,000 ไร่คือ บ้านบ่อเจ็ดลูกและบ้านปากละงู หาดทรายขี้เป็ดเป็นแหล่งหอย แหล่งปลา ที่สำคัญคือ หอยตะเภา ที่มีชื่อเสียงที่สุด เนื่องจากชายฝั่งอันดามันนั้นมีแหล่งหอยตะเภาเพียงสองที่เท่านั้น คือ หาดบ้านบ่อเจ็ดลูก จ.สตูล และหาดปากเมง จ.ตรัง อีกทั้งผลกระทบจากการบรรทุกและขนส่งทรายปริมาณมหาศาลเหล่านี้มายังพื้นที่โครงการที่หาดปากบาราอีก
3. การขุดลอกทะเลเปิดหน้าดินใต้มหาสมุทรสำหรับแนวเขื่อนกันคลื่น ฐานคันหินล้อมพื้นที่ถมทะเลสำหรับท่าเทียบเรือและอาคารปฏิบัติงาน และพื้นที่ร่องน้ำและแอ่งกลับลำเรือ รวมจากพื้นที่ทั้งหมดนี้แล้วจะได้ปริมาณดินจากการขุดลอกทั้งหมดประมาณ 13 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมเจ้าท่าระบุว่าจะนำไปทิ้งในทะเลห่างจากพื้นที่โครงการไป 30 กิโลมตร ทางทิศตะวันตกของเกาะตะรุเตาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการนี้นั้นประเมินมูลค่าไม่ได้เลย เพราะพื้นที่ขุดทะเลและทิ้งดินตะกอนนั้นเกิดขึ้นตรงใจกลางของอุทยานแห่งชาติทั้งสองแห่งย่อมทำให้สูญเสียทรัพยากรชายฝั่ง สูญเสียแหล่งวางไข่และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ แหล่งปะการังและทรัพยากรใต้ทะเลอื่น ๆ ได้รับความเสียหายจากรัศมีการฟุ้งกระจายของตะกอนและการก่อสร้างขนาดใหญ่
4. คลองปากบาราจะเปลี่ยนจากสายรกสู่สายพิษ จากการการกัดเซาะชายฝั่งและการทับถมตกตะกอน การมีสิ่งก่อสร้างในทะเลจะส่งผลกระทบต่อชายฝั่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการกัดเซาะ อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำเป็นหลัก การกำหนดให้สร้างเขื่อนหินกันคลื่นยื่นออกมาอีกเกือบ 2 กิโลเมตร จากเกาะเขาใหญ่ซึ่งเป็นเขื่อนธรรมชาติเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้เกิดการพังทลายของชายฝั่งและจะเกิดการทับถมปากคลองปากบาราในอัตราเร่งที่สูงขึ้นอย่างมาก และส่งผลกระทบจากการกัดเซาะต่อเนื่องในบริเวณถัดไป
5. ผลกระทบจากการเดินเรือสมุทรที่จะผ่านหมู่เกาะและร่องน้ำลึกในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลซึ่งเป็นทั้งพื้นที่อนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลก ในฐานะแหล่งดำน้ำชมปะการังทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกที่มีชื่อเสียง ผลกระทบที่จะเกิดกับการประกอบอาชีพประมงของประชาชนในพื้นที่ที่ใช้เรือขนาดเล็กและขนาดกลาง
6. สูญเสียแหล่งอาหารทะเลคุณภาพ การสูญเสียแหล่งอาชีพ อ่าวปากบารา – อ่าวละงู ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการทั้งหมดนั้น คือแหล่งทรัพยากรทางทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด เป็นแหล่งอาหารและอนุบาลสัตว์น้ำในพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดสตูล มีชาวประมงพื้นบ้านจาก 4 อำเภอ 36 หมู่บ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันในการประมง การจอดเรือเพื่อการขึ้นสัตว์น้ำก่อนนำส่งขายแพ การซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์ในการทำมาหากิน นอกจากต้องสูญเสียพื้นที่ทำมาหากินแล้ว ชาวประมงจะจับสัตว์น้ำได้ยากขึ้นและต้องหาแหล่งประมงใหม่ที่อยู่ห่างไกลออกไปจากถิ่นทำกินเดิม
7. การทำลายสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนดั้งเดิม ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราได้ร่วมกันประเมินว่า ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากโครงการนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำหนดรูปแบบวิถีทางเศรษฐกิจของผู้คนในชุมชนแล้ว ยังส่งผลกระทบที่ไม่มีมาตรการใด ๆ มาชดเชยให้กับชุมชนได้ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงวิถีชวิตความเป็นอยู่ จารีตประเพณี สังคมวัฒนธรรมของพี่น้องชาวมุสลิมในชุมชนชายฝั่งที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน การมีคุณภาพชีวิตที่ดีอันเกิดจากโอกาสที่ได้อยู่อาศัยใกล้ชิดแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนและชุมชนในพื้นที่และต่อเนื่องถึงสังคมสตูลโดยรวม จากสังคมที่มีรากฐานพึ่งพิงฐานทรัพยากรและสมดุลธรรมชาติไปสู่สังคมทุนนิยมอุตสาหกรรมที่มีตัวอย่างให้เห็นมากมายแล้วว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งหลายนั้นตกอยู่กับนายทุน โดยล้างผลาญต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างมหาศาล เหลือไว้แต่มลพิษและความล่มสลายของชุมชนดั้งเดิม
8. กำไรเอาไป ทิ้งมลพิษและของเสียให้คนท้องถิ่นรับผิดชอบ โดยหลักพื้นฐานของสังคมมนุษย์ ใครเป็นผู้ก่อปัญหา คนนั้นต้องรับผิดชอบ ในระยะการก่อสร้างและการใช้งานท่าเทียบเรือขนาดใหญ่นี้ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดมลพิษในด้านต่าง ๆ ทั้งในระยะก่อสร้าง ระยะดำเนินการใช้งาน และอนาคตภายภาคหน้าอีกประมาณ 5-10 ปี หลังการเกิดขึ้นของท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา พื้นที่บริเวณใกล้เคียงกันจะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนักของประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดมลพิษต่าง ๆ ทั้งทางอากาศ ทางเสียง ทางน้ำ และมลพิษจากขยะมูลฝอยจำนวนมาก ส่งผลต่อสุขภาวะทั้งทางกายและใจแก่คนในชุมชน จากบทเรียนที่ผ่านมา โครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลและเอกชนมักไม่ได้ดำเนินมาตรการในการติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างที่อ้างไว้ก่อนดำเนินการ เกิดปัญหาการลักลอบทิ้งขยะและปล่อยมลพิษ รวมถึงมลพิษที่จะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อชีวิตประชาชน สภาพแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติอยู่เสมอ
สตูล เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสำคัญคือ ความสวยงาม ความสมบูรณ์ และความหลากหลายของทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ทั้งทางบกทางทะเล อันเป็นที่มาของเศรษฐกิจ 3 ขา คือ การประมง การท่องเที่ยว และการเกษตร ดังนั้นการพัฒนาใด ๆ ก็ตาม ต้องวางอยู่บนและต่อยอดจากฐานเศรษฐกิจทั้งสามขานี้ อีกทั้งการหลอมรวมด้วยวิถีสังคมพหุวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสงบ ไม่เหมือนจังหวัดชายแดนภาคใต้อื่นๆ
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราเชื่อว่าการจะปกป้องพื้นที่ซึ่งเปี่ยมด้วยศักยภาพเหล่านี้ยังคงอยู่คู่กับคนสตูล กับคนไทยทั้งประเทศ และมนุษยชาติของโลก จึงเป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างมาก เพื่อที่จะช่วยกันสื่อสารให้กับรัฐบาลและผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องได้รับรู้และตระหนักถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหากยังเดินหน้าผลักดันโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราต่อไป เราจึงขอเชิญชวนให้มีการร่วมกันแสดงจุดยืนต่อเรื่องดังกล่าว เพื่อการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของภาครัฐในระดับนโยบายต่อไป
ปิดแคมเปญรณรงค์
ประเด็นรณรงค์
อ่าวปากบารา ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล เป็นประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและที่มีชื่อเสียงระดับโลกของจังหวัดสตูลในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราและอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ได้แก่ เกาะลิดี เกาะบูโหลน เกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี เกาะหลีเป๊ะ เกาะหินงาม ฯลฯ ในทางนิเวศวิทยา อ่าวปากบาราเปรียบเหมือนห้องเครื่องชั้นในของท้องทะเลสตูลที่มีองค์ประกอบทางธรรมชาติครบครัน เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ในขณะที่หมู่เกาะตะรุเตา หมู่เกาะอาดัง - ราวี เกาะหลีเป๊ะ ฯลฯ รวมถึงร่องน้ำลึกต่าง ๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา เปรียบเหมือนห้องเครื่องมรดกทรัพยากรทางทะเลชั้นนอกที่สำคัญทางนิเวศวิทยาของ “อันดามันใต้”
แหล่งธรรมชาติทางทะเลอันมหัศจรรย์ทั้งสอง เปรียบเสมือนคู่แฝดกัน แข่งขันกัน พึ่งพากัน อ่อนโอนผ่อนตามกัน สร้างสรรค์ปะการังแข็งและปะการังอ่อนเจ็ดสีทั้งบริเวณน้ำตื้นและน้ำลึก มีกระแสน้ำสร้างหาดหินงาม หาดทรายขาว เกาะหินซ้อน และสร้างโลกใต้ทะเลที่นักท่องทะเลใฝ่ฝันถึง อีกทั้งยังมีแหล่งฟอสซิลเป็นแนวทอดยาวจากบนฝั่งไปถึงเกาะตะรุเตา ทำให้ทั้งหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนกลางเห็นถึงความสำคัญของพื้นที่นี้ด้วยการพิจารณาผลักดันให้อุทยานแห่งชาติฝั่งอันดามันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ และผลักดันให้พื้นที่แหล่งฟอสซิลเป็นอุทยานธรณีวิทยามรดกของจังหวัดสตูล ของชาติ และของโลกด้วย
อุทยานแห่งชาติทางทะเล อาณาจักรแห่งท้องทะเลทั้งสอง “ตั้งแต่ชายฝั่งจรดก้นสมุทร” ซึ่งแวดล้อมด้วยป่าชายเลน หาดทราย สันดอน และเกาะแก่งต่าง ๆ คือ พื้นที่ให้กำเนิดสัตว์น้ำที่จะเติบโตขึ้นเป็นแหล่งอาหารโปรตีนของมนุษย์ เป็นแรงดึงดูดผู้คนกลุ่มต่าง ๆ มาตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัย ทำมาหากิน ก่อร่างสร้างชุมชน ทั้งชุมชนคนทะเล ชุมชนชายฝั่ง และชุมชนกึ่งเมือง รังสรรค์วิถีชีวิตวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายซึ่งดำรงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมาตั้งแต่โบราณกาลสืบทอดมาจนปัจจุบัน ดังนั้นการดำรงอยู่ของอ่าวปากบาราจึงเปี่ยมด้วยความหมายและความสำคัญอันยิ่งยวด ดังนั้นการดำรงอยู่ของอ่าวปากบารา คือ การดำรงอยู่ของโลกทางทะเลแห่งเภตราและตะรุเตา ในฐานะเป็นสายธารร่วมกำเนิดมรดกในระบบนิเวศทางทะเลอันดามันใต้ “ ปากบารา เภตรา ตะรุเตา คือ หนึ่งเดียวกัน”
แต่ทว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลไทยทุกยุคสมัยมีแนวคิดในการพัฒนาภาคใต้ โดยจะใช้พื้นที่อนุรักษ์ซึ่งมีระบบนิเวศที่สำคัญแห่งทะเลอันดามันนี้เป็นพื้นที่โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา โครงการที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงกว่ามาตรฐานกำหนด 20 เท่า เป็นบทเริ่มต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในจังหวัดสตูล และเป็นส่วนหนึ่งของอภิมหาโครงการสะพานเชื่อมเศรษฐกิจหรือแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล อันมาจากแนวคิดการพัฒนาภาคใต้สู่อุตสาหกรรมหนัก
การเกิดขึ้นของโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราจะนำหายนะมาสู่ปากบารา เภตรา ตะรุเตา อย่างไรบ้าง
1. ใจกลางของพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราจะถูกทำลายลงทันที ด้วยการถูกถอนสภาพความเป็นอุทยานและยกพื้นที่ให้กรมเจ้าท่านำไปเป็นพื้นที่ก่อสร้างโครงการเพื่อเป็นที่ตั้งท่าเทียบเรือ 4,734 ไร่ บริเวณชายฝั่งและในทะเลระหว่างปากคลองปากบารา เกาะเขาใหญ่ และเกาะลิดี ซึ่งเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยา มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรชายฝั่งทะเลอันเป็นดั่งหม้อข้าวหม้อแกงของชาวประมงพื้นบ้านสตูลใช้ทำมาหากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ชายหาดปากบารายังเป็นลานสันทนาการและแหล่งท่องเที่ยวที่สาธารณชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย ในขณะที่การตัดสินในจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งนั้นต้องประกอบนั้นประกอบด้วยเหตุผลพิเศษหลายด้าน รวมถึงการเสียสละ ยอมสูญเสียสิทธิในการใช้ทรัพยากรของชาวบ้านและชุมชนในพื้นที่อุทยานฯ แต่โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารากลับละเลยที่จะพิจารณาความสูญเสียในทันทีเหล่านี้
2. ผลกระทบที่จะเกิดกับชุมชน 2 แห่ง ที่เป็นแหล่งทรายถมหรือทรายขี้เป็ด จากการขุดทรายปริมาณ 20 ล้าน ลูกบาศก์เมตร.(แห่งละ 10 ล้าน ลบ.ม.) เพื่อนำมาถมทะเลในพื้นที่โครงการให้ได้ทั้งสิ้น 1,000 ไร่คือ บ้านบ่อเจ็ดลูกและบ้านปากละงู หาดทรายขี้เป็ดเป็นแหล่งหอย แหล่งปลา ที่สำคัญคือ หอยตะเภา ที่มีชื่อเสียงที่สุด เนื่องจากชายฝั่งอันดามันนั้นมีแหล่งหอยตะเภาเพียงสองที่เท่านั้น คือ หาดบ้านบ่อเจ็ดลูก จ.สตูล และหาดปากเมง จ.ตรัง อีกทั้งผลกระทบจากการบรรทุกและขนส่งทรายปริมาณมหาศาลเหล่านี้มายังพื้นที่โครงการที่หาดปากบาราอีก
3. การขุดลอกทะเลเปิดหน้าดินใต้มหาสมุทรสำหรับแนวเขื่อนกันคลื่น ฐานคันหินล้อมพื้นที่ถมทะเลสำหรับท่าเทียบเรือและอาคารปฏิบัติงาน และพื้นที่ร่องน้ำและแอ่งกลับลำเรือ รวมจากพื้นที่ทั้งหมดนี้แล้วจะได้ปริมาณดินจากการขุดลอกทั้งหมดประมาณ 13 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมเจ้าท่าระบุว่าจะนำไปทิ้งในทะเลห่างจากพื้นที่โครงการไป 30 กิโลมตร ทางทิศตะวันตกของเกาะตะรุเตาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการนี้นั้นประเมินมูลค่าไม่ได้เลย เพราะพื้นที่ขุดทะเลและทิ้งดินตะกอนนั้นเกิดขึ้นตรงใจกลางของอุทยานแห่งชาติทั้งสองแห่งย่อมทำให้สูญเสียทรัพยากรชายฝั่ง สูญเสียแหล่งวางไข่และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ แหล่งปะการังและทรัพยากรใต้ทะเลอื่น ๆ ได้รับความเสียหายจากรัศมีการฟุ้งกระจายของตะกอนและการก่อสร้างขนาดใหญ่
4. คลองปากบาราจะเปลี่ยนจากสายรกสู่สายพิษ จากการการกัดเซาะชายฝั่งและการทับถมตกตะกอน การมีสิ่งก่อสร้างในทะเลจะส่งผลกระทบต่อชายฝั่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการกัดเซาะ อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำเป็นหลัก การกำหนดให้สร้างเขื่อนหินกันคลื่นยื่นออกมาอีกเกือบ 2 กิโลเมตร จากเกาะเขาใหญ่ซึ่งเป็นเขื่อนธรรมชาติเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้เกิดการพังทลายของชายฝั่งและจะเกิดการทับถมปากคลองปากบาราในอัตราเร่งที่สูงขึ้นอย่างมาก และส่งผลกระทบจากการกัดเซาะต่อเนื่องในบริเวณถัดไป
5. ผลกระทบจากการเดินเรือสมุทรที่จะผ่านหมู่เกาะและร่องน้ำลึกในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลซึ่งเป็นทั้งพื้นที่อนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลก ในฐานะแหล่งดำน้ำชมปะการังทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกที่มีชื่อเสียง ผลกระทบที่จะเกิดกับการประกอบอาชีพประมงของประชาชนในพื้นที่ที่ใช้เรือขนาดเล็กและขนาดกลาง
6. สูญเสียแหล่งอาหารทะเลคุณภาพ การสูญเสียแหล่งอาชีพ อ่าวปากบารา – อ่าวละงู ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการทั้งหมดนั้น คือแหล่งทรัพยากรทางทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด เป็นแหล่งอาหารและอนุบาลสัตว์น้ำในพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดสตูล มีชาวประมงพื้นบ้านจาก 4 อำเภอ 36 หมู่บ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันในการประมง การจอดเรือเพื่อการขึ้นสัตว์น้ำก่อนนำส่งขายแพ การซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์ในการทำมาหากิน นอกจากต้องสูญเสียพื้นที่ทำมาหากินแล้ว ชาวประมงจะจับสัตว์น้ำได้ยากขึ้นและต้องหาแหล่งประมงใหม่ที่อยู่ห่างไกลออกไปจากถิ่นทำกินเดิม
7. การทำลายสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต และศักยภาพของชุมชนดั้งเดิม ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราได้ร่วมกันประเมินว่า ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากโครงการนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำหนดรูปแบบวิถีทางเศรษฐกิจของผู้คนในชุมชนแล้ว ยังส่งผลกระทบที่ไม่มีมาตรการใด ๆ มาชดเชยให้กับชุมชนได้ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงวิถีชวิตความเป็นอยู่ จารีตประเพณี สังคมวัฒนธรรมของพี่น้องชาวมุสลิมในชุมชนชายฝั่งที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน การมีคุณภาพชีวิตที่ดีอันเกิดจากโอกาสที่ได้อยู่อาศัยใกล้ชิดแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนและชุมชนในพื้นที่และต่อเนื่องถึงสังคมสตูลโดยรวม จากสังคมที่มีรากฐานพึ่งพิงฐานทรัพยากรและสมดุลธรรมชาติไปสู่สังคมทุนนิยมอุตสาหกรรมที่มีตัวอย่างให้เห็นมากมายแล้วว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งหลายนั้นตกอยู่กับนายทุน โดยล้างผลาญต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างมหาศาล เหลือไว้แต่มลพิษและความล่มสลายของชุมชนดั้งเดิม
8. กำไรเอาไป ทิ้งมลพิษและของเสียให้คนท้องถิ่นรับผิดชอบ โดยหลักพื้นฐานของสังคมมนุษย์ ใครเป็นผู้ก่อปัญหา คนนั้นต้องรับผิดชอบ ในระยะการก่อสร้างและการใช้งานท่าเทียบเรือขนาดใหญ่นี้ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดมลพิษในด้านต่าง ๆ ทั้งในระยะก่อสร้าง ระยะดำเนินการใช้งาน และอนาคตภายภาคหน้าอีกประมาณ 5-10 ปี หลังการเกิดขึ้นของท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา พื้นที่บริเวณใกล้เคียงกันจะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหนักของประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดมลพิษต่าง ๆ ทั้งทางอากาศ ทางเสียง ทางน้ำ และมลพิษจากขยะมูลฝอยจำนวนมาก ส่งผลต่อสุขภาวะทั้งทางกายและใจแก่คนในชุมชน จากบทเรียนที่ผ่านมา โครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลและเอกชนมักไม่ได้ดำเนินมาตรการในการติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างที่อ้างไว้ก่อนดำเนินการ เกิดปัญหาการลักลอบทิ้งขยะและปล่อยมลพิษ รวมถึงมลพิษที่จะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อชีวิตประชาชน สภาพแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติอยู่เสมอ
สตูล เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสำคัญคือ ความสวยงาม ความสมบูรณ์ และความหลากหลายของทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ทั้งทางบกทางทะเล อันเป็นที่มาของเศรษฐกิจ 3 ขา คือ การประมง การท่องเที่ยว และการเกษตร ดังนั้นการพัฒนาใด ๆ ก็ตาม ต้องวางอยู่บนและต่อยอดจากฐานเศรษฐกิจทั้งสามขานี้ อีกทั้งการหลอมรวมด้วยวิถีสังคมพหุวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสงบ ไม่เหมือนจังหวัดชายแดนภาคใต้อื่นๆ
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราเชื่อว่าการจะปกป้องพื้นที่ซึ่งเปี่ยมด้วยศักยภาพเหล่านี้ยังคงอยู่คู่กับคนสตูล กับคนไทยทั้งประเทศ และมนุษยชาติของโลก จึงเป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างมาก เพื่อที่จะช่วยกันสื่อสารให้กับรัฐบาลและผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องได้รับรู้และตระหนักถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหากยังเดินหน้าผลักดันโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราต่อไป เราจึงขอเชิญชวนให้มีการร่วมกันแสดงจุดยืนต่อเรื่องดังกล่าว เพื่อการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของภาครัฐในระดับนโยบายต่อไป
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 แล้ว