หยุดซื้อ หยุดบริโภคลูกปลาทูตากแห้ง

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 100 คน!


“ปลาทู” ในอดีต เป็นอาหารที่คนไทยนิยมบริโภค เนื่องจากราคาไม่แพง หารับประทานได้ง่าย อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง  ปลาทูในทะเลฝั่งอ่าวไทยเป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องเนื้อนุ่ม อร่อยและมัน  แต่ปัจจุบันปลาทูไทยนั้นหารับประทานได้ยากและมีราคาสูงมาก ปลาทูที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทุกวันนี้ส่วนใหญ่เป็นปลาทูที่นำเข้ามาจากประเทศอื่น ไม่ใช่ปลาทูไทย  (จากข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้นำเข้าปลาทู พบว่าปลาทูเป็นปลานำเข้าจากต่างประเทศที่มีปริมาณสูงสุด เมื่อเทียบกับปลานำเข้า ชนิดอื่น ๆ)

ข้อมูลศึกษาวงจรชีวิตปลาทูของกรมประมง พบว่า ปลาทูมีแหล่งกำเนิดในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันแถวอ่าวพังงา แต่พบมากที่สุดในอ่าวไทย ปกติปลาทูจะวางไข่ตลอดปี  ชาวประมงจึงสมารถจับปลาทูได้ทั้งปี แต่การวางไข่ของปลาทูในอ่าวไทย ช่วงที่มีการวางไข่และอัตรารอดของลูกปลาทูสูง อยู่ระหว่างเดือน ก.พ.-มี.ค. ฝูงปลาทูจากก้นอ่าวไทย บริเวณจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรีจะว่ายน้ำไปวางไข่นอกฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฏร์ธานี ระหว่างเดือน เม.ย.-พ.ค.  เมื่อลูกปลาทูแข็งแรงแล้วจะรวมกันเป็นฝูงว่ายน้ำกลับไปหากินบริเวณก้นอ่าวไทย ปัจจุบันแม้จะมีมาตรการปิดอ่าวเกือบตลอดทั้งปี ในบริเวณชายฝั่งแต่ละจัดหวัดสลับกันไป แต่ปลาทูก็ยังหารับประทานได้ยาก

ในอดีตสาเหตุที่ทำให้ปลาทูไทยมีปริมาณลดลง  เกิดจากจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทะเลของไทย เนื่องจากการจับสัตว์น้ำมากเกินกำลังผลิตของท้องทะเลและการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนด้วยเครื่องมือประมงที่มีศักยภาพการทำลายล้างสูง ได้แก่เครื่องมือประมงอวนลาก และเครื่องมือประมงประกอบแสงไฟชนิดต่างๆ เป็นต้น ทำให้ลูกปลาทูติดมากับเครื่องมือประมงเหล่านี้ในปริมาณมาก และถูกขายไปยังโรงงานปลาป่นเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์

แต่ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ปลาทูแทบจะหมดไปจากท้องทะเลไทยและมีราคาแพงมากในท้องตลาด คือการตั้งใจจับลูกปลาทูในปริมาณมาก เพื่อผลิตลูกปลาทูตากแห้งจำหน่ายให้กับผู้บริโภค  โดยอ้างว่าเป็นปลาที่ไม่โตแล้วและมีแคลเซียมสูง ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเป็นลูกปลาทูที่ยังไม่โตเต็มวัย  และด้วยรสชาติที่อร่อยและรับประทานง่ายจึงทำให้เกิดการบริโภคที่ส่งเสริมให้เกิดการจับลูกปลาทูในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้ในปัจจุบันสถานการณ์ปลาทูของไทยอยู่ในขั้น “วิกฤติ”

หากลองคำนวณ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปในการจับลูกปลาทูขนาดเล็กแล้ว  จะพบว่าลูกปลาทูตากแห้ง 1 กก.มีจำนวนลูกปลาทูประมาณ 1,000 ตัว  (ราคาขายเพียง 100 บาท)  ปลาทูโตเต็มวัยใช้เวลา 6-7 เดือน จะมีน้ำหนักประมาณ 12 ตัวต่อกิโลกรัม ดังนั้นลูกปลาทูตากแห้ง 1 กก. จะได้น้ำหนักปลาทูเต็มวัยถึง  83 กิโลกรัม หากคิดราคาขายปลาทูในปัจจุบันอยู่ประมาณ 100-150 บาท (และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ) ดังนั้นลูกปลาทูตากแห้ง 1 กก. ราคา 100 บาทในวันนี้ หากรอให้เป็นปลาทูเต็มวัยในอีก 6 เดือนข้างหน้า จะมีมูลค่าถึง 8,300-12,450 บาท (ในการคำนวณนี้คิดอัตราการรอดที่ 100% ซึ่งในความเป็นจริงอัตรารอดจะต่ำกว่านี้  อย่างไรก็ตามประโยชน์ของลูกปลาทูที่ไม่รอดชีวิต คือกลายเป็นอาหารให้กับสัตว์ทะเลอื่น ๆ เพื่อรักษาสมดุลย์ของห่วงโซ่อาหารในทะเล) หากเราบริโภคลูกปลาทูตากแห้ง เท่ากับว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดวงจรชีวิตปลาทูทำให้เกิดวิกฤติปลาทูในทะเลไทย ซึ่งไม่เพียงแค่มูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทรัพยากรและระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมลงอีกด้วย

สิ่งที่เราในฐานะผู้บริโภคสามารถเริ่มทำได้เลย คือ การเลิกบริโภคลูกปลาทูตากแห้ง

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนผู้บริโภคทุกท่าน หยุดซื้อ หยุดบริโภคลูกปลาทูตากแห้ง ที่มีจำหน่ายเป็นของฝากอยู่ทั่วไปในเกือบทุกจังหวัดชายฝั่งทะเลของไทย เพื่อให้ปลาทูไทยไม่สูญหายไปจากทะเลไทยและเป็นอาหารที่คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้

 

รายการอ้างอิง

 

http://www.greennet.or.th/article/1734

https://www4.fisheries.go.th/file_footer/20160517105511_file.pdf

https://krua.co/food-story/food-feeds/106/หายนะปลาทูไทย

http://oknation.nationtv.tv/blog/coreman/2010/08/23/entry-1



เครือข่ายรักษ์ปลา-รักษ์ทะเล กำลังรอให้คุณช่วย

เครือข่ายรักษ์ปลา-รักษ์ทะเล อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«ผู้บริโภคทุกท่าน: หยุดซื้อ หยุดบริโภคลูกปลาทูตากแห้ง» คุณสามารถร่วมกับ เครือข่ายรักษ์ปลา-รักษ์ทะเล และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 32 คน ได้แล้วตอนนี้เลย