ต้องมีมาตรการควบคุมผ้าอนามัยเพื่อให้ผู้หญิงทุกคนเข้าถึงได้ #ของมันต้องมี #ทำไมแจกฟรีไม่ได้


ต้องมีมาตรการควบคุมผ้าอนามัยเพื่อให้ผู้หญิงทุกคนเข้าถึงได้ #ของมันต้องมี #ทำไมแจกฟรีไม่ได้
ประเด็นรณรงค์
23 ก.ค 62 หลังราชกิจจาฯ ประกาศผ้าอนามัยชนิดสอดจัดเป็นเครื่องสำอาง สรุปคือไม่เสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย 30% เสียแค่แวต 7% เหมือนสินค้าอื่นๆ ทั่วไป >> ไม่ได้อยากดราม่า.. แต่ทำไม “ผ้าอนามัย” แจกฟรีไม่ได้?
----------
วันที่ 16 ธ.ค. #ภาษีผ้าอนามัย กลายเป็นเทรนด์ในทวิตเตอร์ หลายคนนำไปโยงเข้ากับเรื่องการเมือง แต่เราขอย้ำว่าสิ่งที่ต้องการก็คือ เรียกร้องให้กรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรีฯ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาทำงานร่วมกันเพื่อออกมาตรการกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็น การแจก การกำหนดราคากลาง ราคาแนะนำ การลด หรือการยกเลิกเก็บภาษีสำหรับสินค้าประเภทนี้ อย่างที่หลายๆ ประเทศได้ทำแล้ว เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนสามารถเข้าถึงได้
- รัฐบาลอังกฤษ - ประกาศลดภาษีผ้าอนามัย พร้อมบริจาคเงินภาษี 15 ล้านปอนด์ให้องค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือผู้หญิงทุกปี
- รัฐบาลสก็อตแลนด์ - ทุ่มเงินกว่า 4 ล้านยูโร แจกผ้าอนามัยฟรีให้แก่ประชาชน เพราะเห็นว่าเป็นกลไกทางร่างกายที่ผู้หญิงเลือกไม่ได้
- รัฐบาลอินเดีย - ยกเลิกภาษีผ้าอนามัย 100% เพราะเห็นว่าการมีประจำเดือนเป็นหนึ่งในเหตุผลแรกๆ ที่เด็กหญิงจำนวนมากต้องทิ้งการเรียน เพราะไม่มีผ้าอนามัยใช้ในเวลาจำเป็น บางส่วนใช้เศษผ้า กระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- รัฐบาลออสเตรเลีย และแคนาดา ประกาศยกเลิกภาษีผ้าอนามัย ตามเสียงเรียกร้องของหลายหมื่นคนบน Change.org
------------
“ปจด. เป็นกลไกทางร่างกายที่ทำให้ผู้หญิงมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ...มันไม่เกี่ยวกับได้เงินเดือนเท่าไหร่จะจ่ายพอมั้ยด้วยซ้ำอะค่ะ มันเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ผู้หญิงจำเป็นต้องจ่าย เพราะเราเลือกเกิดไม่ได้”
“ถ้ารัฐจะช่วยให้มันเท่าเทียมขึ้นสักนิดได้ก็จะดี ...เรื่องเพศไม่ใช่เรื่องพิลึกอะ ถ้ามองกันว่าแปลก พิลึกกันแต่แรก ชาตินี้ก็ไม่มีวันเข้าใจความหลากหลายได้หรอก จริงๆ ของที่จำเป็นในการดำรงชีวิตพื้นฐานลักษณะนี้ ควรได้รับการยกเว้นภาษีด้วยซ้ำ”
--- นี่คือความรู้สึกที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของผ้าอนามัย ซึ่งส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่าย ที่ผู้หญิงต้องแบกรับในแต่ละเดือน
ในบ้านเราผ้าอนามัย ถูกจัดให้อยู่ในหมวดเครื่องสำอาง มีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น และแพงเมื่อเทียบกับค่าแรงหรือรายได้ขั้นต่ำ แม้ว่าจะมีการรวมเอาผ้าอนามัยอยู่ในรายการสินค้าควบคุม แต่ก็ไม่ได้มีการบังคับกำหนดราคาที่ชัดเจน
คิดง่ายๆ “ผ้าอนามัย 1 ห่อ ประมาณ 40-60 บาท แบบสอดประมาณ 80 บาท ตอนกลางวันบางคนมามากต้องใช้แบบตอนกลางคืน (ซึ่งการมามากมาน้อยขึ้นอยู่กับบุคคล) แต่ผ้าอนามัยควรเปลี่ยนทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อสุขอนามัยที่ดี เฉลี่ยใช้วันละ 7 แผ่น เมนส์มาประมาณ 4-7 วันแล้วแต่คน เฉลี่ยแล้วเมนส์มา 1 ครั้งใช้ผ้าอนามัยประมาณ 30 กว่าแผ่น... ก็ประมาณ 400 บาทต่อเดือน” ถ้าผู้หญิงหนึ่งคนมีช่วงที่มีประจำเดือนสัก 30 ปี ก็จะเสียค่าใช่จ่ายประมาณ 140,000 บาท
ถ้าจำกันได้ ครั้งหนึ่ง ช่วงที่น้ำดื่มแพง กระทรวงพาณิชย์เคยออกประกาศ ‘ราคาแนะนำ’ น้ำขวด (ขนาด 500-600 ซีซี) ควรอยู่ที่ราคา 7 บาท ตรงนี้ รัฐมองผ่านมิติที่ว่า นี่คือสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน ต้องได้รับการคุ้มครองราคา ….ไม่ต่างอะไรกับผ้าอนามัย ที่รัฐต้องให้ความสำคัญ ผู้หญิงไม่สามารถเลือกได้ว่าจะไม่มีมดลูก และประจำเดือนมันก็ติดมาพร้อมการมีมดลูก ผ้าอนามัยควรถูกมองว่าเป็น ‘สินค้าจำเป็น’ ต่อสุขภาพอนามัย ไม่ใช่คิดแค่ว่าเป็น ‘ความรับผิดชอบส่วนตัว’ ของผู้หญิง
เราจึงอยากขอแรงสนับสนุนให้มากที่สุด ช่วยกันส่งเสียงไปยังรัฐบาลให้เร่งออกมาตรการกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็น การแจกเป็นสวัสดิการ กำหนดราคากลาง ราคาแนะนำ การลด หรือการยกเลิกเก็บภาษีสำหรับสินค้าประเภทนี้ ให้ผู้หญิงทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แล้วแต่สมควร แล้วเราจะเดินหน้าเข้าปรึกษาหารือกับ กรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรีฯ ต่อไป
ขอยืนยันว่านี่ ไม่ใช่ ‘การมอบอภิสิทธิ์’ ให้ผู้หญิง แต่คือ ‘สิทธิในเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิง’ ที่ต้องได้รับการคุ้มครองจากรัฐ
#ของมันต้องมี
ขอบคุณภาพจาก A Day BULLETIN

ประเด็นรณรงค์
23 ก.ค 62 หลังราชกิจจาฯ ประกาศผ้าอนามัยชนิดสอดจัดเป็นเครื่องสำอาง สรุปคือไม่เสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย 30% เสียแค่แวต 7% เหมือนสินค้าอื่นๆ ทั่วไป >> ไม่ได้อยากดราม่า.. แต่ทำไม “ผ้าอนามัย” แจกฟรีไม่ได้?
----------
วันที่ 16 ธ.ค. #ภาษีผ้าอนามัย กลายเป็นเทรนด์ในทวิตเตอร์ หลายคนนำไปโยงเข้ากับเรื่องการเมือง แต่เราขอย้ำว่าสิ่งที่ต้องการก็คือ เรียกร้องให้กรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรีฯ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาทำงานร่วมกันเพื่อออกมาตรการกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็น การแจก การกำหนดราคากลาง ราคาแนะนำ การลด หรือการยกเลิกเก็บภาษีสำหรับสินค้าประเภทนี้ อย่างที่หลายๆ ประเทศได้ทำแล้ว เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนสามารถเข้าถึงได้
- รัฐบาลอังกฤษ - ประกาศลดภาษีผ้าอนามัย พร้อมบริจาคเงินภาษี 15 ล้านปอนด์ให้องค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือผู้หญิงทุกปี
- รัฐบาลสก็อตแลนด์ - ทุ่มเงินกว่า 4 ล้านยูโร แจกผ้าอนามัยฟรีให้แก่ประชาชน เพราะเห็นว่าเป็นกลไกทางร่างกายที่ผู้หญิงเลือกไม่ได้
- รัฐบาลอินเดีย - ยกเลิกภาษีผ้าอนามัย 100% เพราะเห็นว่าการมีประจำเดือนเป็นหนึ่งในเหตุผลแรกๆ ที่เด็กหญิงจำนวนมากต้องทิ้งการเรียน เพราะไม่มีผ้าอนามัยใช้ในเวลาจำเป็น บางส่วนใช้เศษผ้า กระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- รัฐบาลออสเตรเลีย และแคนาดา ประกาศยกเลิกภาษีผ้าอนามัย ตามเสียงเรียกร้องของหลายหมื่นคนบน Change.org
------------
“ปจด. เป็นกลไกทางร่างกายที่ทำให้ผู้หญิงมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ...มันไม่เกี่ยวกับได้เงินเดือนเท่าไหร่จะจ่ายพอมั้ยด้วยซ้ำอะค่ะ มันเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ผู้หญิงจำเป็นต้องจ่าย เพราะเราเลือกเกิดไม่ได้”
“ถ้ารัฐจะช่วยให้มันเท่าเทียมขึ้นสักนิดได้ก็จะดี ...เรื่องเพศไม่ใช่เรื่องพิลึกอะ ถ้ามองกันว่าแปลก พิลึกกันแต่แรก ชาตินี้ก็ไม่มีวันเข้าใจความหลากหลายได้หรอก จริงๆ ของที่จำเป็นในการดำรงชีวิตพื้นฐานลักษณะนี้ ควรได้รับการยกเว้นภาษีด้วยซ้ำ”
--- นี่คือความรู้สึกที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของผ้าอนามัย ซึ่งส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่าย ที่ผู้หญิงต้องแบกรับในแต่ละเดือน
ในบ้านเราผ้าอนามัย ถูกจัดให้อยู่ในหมวดเครื่องสำอาง มีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น และแพงเมื่อเทียบกับค่าแรงหรือรายได้ขั้นต่ำ แม้ว่าจะมีการรวมเอาผ้าอนามัยอยู่ในรายการสินค้าควบคุม แต่ก็ไม่ได้มีการบังคับกำหนดราคาที่ชัดเจน
คิดง่ายๆ “ผ้าอนามัย 1 ห่อ ประมาณ 40-60 บาท แบบสอดประมาณ 80 บาท ตอนกลางวันบางคนมามากต้องใช้แบบตอนกลางคืน (ซึ่งการมามากมาน้อยขึ้นอยู่กับบุคคล) แต่ผ้าอนามัยควรเปลี่ยนทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อสุขอนามัยที่ดี เฉลี่ยใช้วันละ 7 แผ่น เมนส์มาประมาณ 4-7 วันแล้วแต่คน เฉลี่ยแล้วเมนส์มา 1 ครั้งใช้ผ้าอนามัยประมาณ 30 กว่าแผ่น... ก็ประมาณ 400 บาทต่อเดือน” ถ้าผู้หญิงหนึ่งคนมีช่วงที่มีประจำเดือนสัก 30 ปี ก็จะเสียค่าใช่จ่ายประมาณ 140,000 บาท
ถ้าจำกันได้ ครั้งหนึ่ง ช่วงที่น้ำดื่มแพง กระทรวงพาณิชย์เคยออกประกาศ ‘ราคาแนะนำ’ น้ำขวด (ขนาด 500-600 ซีซี) ควรอยู่ที่ราคา 7 บาท ตรงนี้ รัฐมองผ่านมิติที่ว่า นี่คือสินค้าอุปโภคบริโภคที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน ต้องได้รับการคุ้มครองราคา ….ไม่ต่างอะไรกับผ้าอนามัย ที่รัฐต้องให้ความสำคัญ ผู้หญิงไม่สามารถเลือกได้ว่าจะไม่มีมดลูก และประจำเดือนมันก็ติดมาพร้อมการมีมดลูก ผ้าอนามัยควรถูกมองว่าเป็น ‘สินค้าจำเป็น’ ต่อสุขภาพอนามัย ไม่ใช่คิดแค่ว่าเป็น ‘ความรับผิดชอบส่วนตัว’ ของผู้หญิง
เราจึงอยากขอแรงสนับสนุนให้มากที่สุด ช่วยกันส่งเสียงไปยังรัฐบาลให้เร่งออกมาตรการกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็น การแจกเป็นสวัสดิการ กำหนดราคากลาง ราคาแนะนำ การลด หรือการยกเลิกเก็บภาษีสำหรับสินค้าประเภทนี้ ให้ผู้หญิงทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แล้วแต่สมควร แล้วเราจะเดินหน้าเข้าปรึกษาหารือกับ กรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรีฯ ต่อไป
ขอยืนยันว่านี่ ไม่ใช่ ‘การมอบอภิสิทธิ์’ ให้ผู้หญิง แต่คือ ‘สิทธิในเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิง’ ที่ต้องได้รับการคุ้มครองจากรัฐ
#ของมันต้องมี
ขอบคุณภาพจาก A Day BULLETIN

ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 2019 แล้ว