ปฎิรูปการเมืองไทย คัดกรองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง


ปฎิรูปการเมืองไทย คัดกรองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ประเด็นรณรงค์
ปัญหาความขัดแย้งในการเมืองไทย เกิดจาก การเลือกตั้งที่เน้นแต่ปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพ เปิดช่องให้คนจนที่รับเงินจากนักการเมือง แล้วเลือกนักการเมืองคุณภาพต่ำเข้ามา เมื่อคนจนมีจำนวนมากกว่าชนชั้นกลาง นักการเมืองคุณภาพต่ำจึงมีเสียงข้างมากในสภา แล้วนักการเมืองพวกนี้ก็อาศัยเสียงข้างมากลากไป สร้างปัญหาให้กับประเทศ
ทางแก้คือ แยกอำนาจบริหารออกจากอำนาจนิติบัญญัติ การเลือกตั้งฝ่ายบริหารต้องมีคัดกรองคุณภาพของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง โดยให้สิทธิ์แก่คนที่มีเงินเท่านั้น เช่น ผู้เสียภาษี, คนที่มีเงินฝากธนาคาร ฯลฯ ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติ ใช้การเลือกตั้ง สส.เขต แบบเดิม และลดอำนาจบริหารของ สส.เขต ลงเหลือเพียงที่ปรึกษาของฝ่ายบริหาร
หลายคนกังวลว่า การให้คนมีเงินเป็นคนเลือก จะทอดทิ้งคนจน แต่จากประวัติศาสตร์ ไม่เป็นเช่นนั้น มีตัวอย่างของ ยายไฮ ขันจันทา ชาวนาจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเรียกร้องค่าชดเชย จากการสร้างอ่างเก็บน้ำบนที่นาของตน เรียกร้องมาหลายยุคสมัย ตั้งแต่ยุครัฐบาลพลเอกเปรม จนในที่สุด ได้รับเงินชดเชย ในยุคของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มีฐานเสียงมาจากชนชั้นกลาง และไม่ได้มีฐานเสียงอยู่ในภาคอีสาน ในทางกลับกัน รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีฐานเสียงเป็นคนจน กลับเลือกปฎิบัติกับคนทั้งประเทศ ตามคำกล่าวที่ว่า "จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้ เราต้องดูแลเป็นพิเศษ"
บรรดานักการเมืองและสาวก ที่เสียผลประโยชน์จากการคัดกรอง มักจะอ้างว่า วิธีนี้จะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน โดยไม่ได้พูดถึงเรื่องที่พวกเขาโกงเลือกตั้งเข้ามา ในความเป็นจริงแล้ว การเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่เคยมีความเท่าเทียมกัน เพราะ ยังมีคนอีกหลายกลุ่ม ที่ไม่ได้รับสิทธิเลือกตั้ง เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี, พระสงฆ์, คนวิกลจริต, นักโทษ ฯลฯ แต่ถึงกระนั้น ในสังคมก็ยังควรมีความเท่าเทียมกันอยู่หลายด้าน เช่น เด็กทุกคนควรได้รับการศึกษาโดยเท่าเทียมกัน หรือ ทุกคนควรได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน จะเห็นว่าความเท่าเทียมกันจะใช้ได้โดยไม่เกิดปัญหา ก็ต่อเมื่อมีแต่ผู้รับเพียงอย่างเดียว แต่ในทางการเมืองที่ต้องมีการออกเสียง ถ้าคนหมู่มากเลือกผิด บ้านเมืองจะมีปัญหา ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามคัดกรองนักการเมืองด้วยวิธีต่างๆเช่น ต้องจบปริญญาตรี หรือ กำหนดกฎหมายลงโทษให้แรงขึ้น แต่วิธีเหล่านั้นล้วนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งนักการเมืองที่มีเงินและมีอำนาจ สามารถหลบเลี่ยงได้ (เช่น ซื้อกระบวนการยุติธรรม, ข่มขู่พยาน ฯลฯ)
ภาพแสดง ตัวอย่างของสังคม ที่คนจนมีจำนวนมากกว่าชนชั้นกลางและคนรวย คนจนจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งเสมอ แต่คนจนถูกซื้อได้ง่าย ความเท่าเทียมกัน จึงทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้น
ประชาธิปไตยของไทย ลอกมาจากชาติตะวันตก ประชาธิปไตยของชาติตะวันตก มีต้นแบบมาจากประชาธิปไตยในสมัยกรีกโบราณเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว หลักประชาธิปไตยของกรีกโบราณ ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ผู้ออกเสียงมีเสรีภาพ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเสรีภาพในการใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเสรีภาพทางการเมืองด้วย แต่ในทางปฎิบัติ เสรีภาพที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ส่งผลให้คนที่มีเงินมาก สามารถซื้อเสียงสนับสนุนได้มาก ถึงแม้ว่ามหาเศรษฐีจะซื้อประเทศไม่ได้ แต่สามารถทำให้การเมืองปั่นป่วนได้ การปกครองในสมัยกรีกโบราณ จึงกำหนดว่า คนที่มีสิทธิ์ออกเสียง ต้องมีทรัพย์สิน และถ้ายังมีใครทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพ ทำให้ประชาชนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คนเหล่านั้นจะต้องถูกเนรเทศออกไปจากเมือง (ostracism) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามกลางเมือง ระหว่างฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้าน หากเขายังย้อนกลับมา จะมีโทษถึงประหารชีวิต
การเลือกตั้งของไทยที่ผ่านมา พยายามทำให้ง่ายที่สุด เพื่อให้มีจำนวนผู้มาลงคะแนนมากที่สุด ช่วยให้คนจนที่สุดและคนที่ไม่รู้เรื่องการเมืองเลย มีโอกาสได้เลือกตั้ง แต่ผลเสียที่ตามมาจากแนวคิดแบบนี้คือ คนเหล่านี้ถูกนักการเมืองใช้เป็นเครื่องมือในการก้าวเข้าสู่อำนาจ มีตัวอย่างของ คนจนในชนบท ที่ได้รับฉายาว่า เงินไม่มากาไม่เป็น หลายคนไม่รู้ว่าการให้เงิน คือการซื้อเสียงเลือกตั้ง เข้าใจว่าเป็นสินน้ำใจ พอได้รับเงินจากใครมา พวกเขาก็จะไปลงคะแนนให้คนนั้น ด้วยเหตุผลว่า กลัวบาป กลัวโดนจับได้ และกลัวถูกคิดบัญชีคืนพร้อมดอกเบี้ย แต่ถ้ามีผู้สมัครมากกว่า 1 คนที่ให้เงิน พวกเขาจะเลือกคนที่ให้เงินมากกว่า หรือเชื่อหัวคะแนน พวกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เพราะพวกเขายังต้องพึ่งพาคนเหล่านี้
ประชาธิปไตยในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น ใช้การเลือกตั้งแบบเน้นปริมาณ (universal suffrage) แล้วการเมืองมีเสถียรภาพ เพราะประเทศเหล่านี้มีคนจนน้อย แต่ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ของประเทศที่ "กำลังพัฒนา" ที่เริ่มใช้การเลือกตั้งแบบเน้นปริมาณ ในขณะที่ยังมีคนจนอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างเช่นใน ฟิลิปปินส์, ยูเครน, เวเนซุเอลา, รัสเซีย, อียิปต์ ฯลฯ จะพบว่า ประเทศเหล่านั้นมีปัญหาทางการเมืองคล้ายกับเมืองไทย ที่คนจนเลือกรัฐบาล แล้วชนชั้นกลางออกมาต่อต้านรัฐบาล แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมลาออก โดยท่องว่า มาจากการเลือกตั้ง ส่วนผู้ประท้วงไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งปัญหาล่าสุดของไทยคือ คนจนยังต้องการความช่วยเหลืออยู่เสมอ นักการเมืองที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ระดับประเทศ จึงอาศัยจุดโหว่ของคนจน สัญญากับคนจนว่าจะให้สิ่งต่างๆ คนจนจึงหลงเชื่อเลือกเข้ามา รัฐบาลที่ได้รับเลือกโดยคนจน ต้องออกนโยบายเอาใจคนจน เพื่อรักษาฐานเสียงของตน แต่คนจนตามชนบทส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจเรื่องผลประโยชน์ของชาติ พวกเขารู้จักแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง นโยบายที่ได้คะแนนเสียงจากคนจน ต้องเห็นผลทางตรง นั่นคือประชานิยม ที่ให้เงินคนจน โดยไม่ได้แก้ปัญหาความยากจนที่แท้จริง พอเงินหมดแล้วก็ไปกู้ต่างชาติมาเพิ่ม ผลที่ตามมาคือ ความเสียหายของประเทศ ที่ชนชั้นกลางและคนรวยมองว่าไม่ควรจะเสีย เพราะพวกเขารู้ว่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้ ประเทศจะล่มจม มีหนี้ท่วมตัว แล้วคนรุ่นต่อไปจะลำบาก เมื่อรวมกับปัญหาอื่นๆ เช่น การใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขตและขาดเหตุผล จึงทำให้ทั้งชนชั้นกลางและคนรวย ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยากที่จะสู้กับอำนาจรัฐที่ใหญ่กว่าได้ แถมพวกเขายังโดนรัฐบาลทำร้าย จนต้องบาดเจ็บล้มตาย
ภาพแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่แตกต่างกันระหว่าง ม็อบต้านรัฐบาลที่ราชดำเนิน (4 ธค.56) กับม็อบเสื้อแดงที่ราชมังคลากีฬาสถาน (1 ธค.56)
หากเราย้อนดูประวัติศาสตร์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างใน ยุโรป สหรัฐอเมริกา จะพบว่า ประเทศเหล่านี้ล้วนเริ่มต้นมาจากการคัดกรองผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (suffrage) โดยให้สิทธิ์เฉพาะผู้เสียภาษี (สมัยนั้นมีแต่ภาษีที่ดิน) ต่อมาจึงค่อยๆขยายสิทธิ์ไปยังคนกลุ่มอื่นที่มีความพร้อม หากดูประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา (U.S. Voting Rights Timeline) จะพบว่ามีการใช้ระบบคัดกรองมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการโต้เถียงเรื่องนี้กันอยู่ แม้แต่ปัญหาเรื่องคอรัปชั่นและโกงเลือกตั้ง ก็แก้ด้วยการเพิ่มการคัดกรองคุณภาพของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ถึงแม้ว่าอังกฤษจะใช้การเลือกตั้งแบบเน้นปริมาณ มาเกือบร้อยปีแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังมีการคัดกรอง เช่น ต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะเลือกตั้งได้ (register to vote) และล่าสุด ประเทศที่มีปัญหาการเมืองมาตลอดอย่างฟิลิปปินส์ ก็มีผู้ที่เสนอเรื่องการเลือกตั้งโดยผู้เสียภาษี คือ วุฒิสมาชิก Miriam Defensor โดยเธอให้เหตุผลว่า การเมืองในปัจจุบันมีปัญหาเพราะคนจน
พรรคเพื่อไทยพูดอยู่เสมอว่า ระบอบทักษิณมีฐานเสียงเป็นคนจน ถ้าเราจะทำลายระบอบทักษิณ อย่างแรกต้องให้คนไม่จน เช่น ผู้เสียภาษีเงินได้ เป็นคนเลือกรัฐบาลฝ่ายบริหาร พร้อมกับลดอำนาจบริหารประเทศลง ด้วยการกระจายอำนาจบริหารลงสู่ระดับจังหวัด การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดแบบเน้นปริมาณ จะสะท้อนความต้องการของคนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นได้ ในขณะที่รัฐบาลฝ่ายบริหารยังคงควบคุมงบประมาณ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลฝ่ายบริหารจึงต้องมีที่มาแตกต่างจากผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อป้องกันนายทุนรวบอำนาจ ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด และในเมื่อรัฐบาลฝ่ายบริหารควบคุมงบประมาณ จึงสมเหตุสมผลที่จะถูกเลือกโดยผู้เสียภาษี กลุ่มผู้เสียภาษีได้แก่ คนวัยทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่มีการศึกษาค่อนข้างดี
ภาพแสดง จำนวนผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในปี 2554
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีรายได้จากภาษีหลายชนิด เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีสรรพสามิต ฯลฯ แต่ภาษีเหล่านั้น เป็นภาษีที่จำเป็นต้องจ่ายเวลาซื้อของ จึงไม่เหมาะที่จะนำมาประเมินคุณภาพของคน เพราะจะส่งเสริมลัทธิบริโภคนิยม, ทำลายผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีใบกำกับภาษี, แถมยังเปิดช่องให้นักการเมืองซื้อเสียง ผ่านทางการซื้อสินค้า
ความแตกต่างระหว่างคนจน กับ ผู้มีอันจะกิน คือ คนจนไม่มีเงินเก็บ ต้องหาเช้ากินค่ำ พอได้เงินมา พวกเขามักจะใช้อย่างสิ้นเปลืองจนหมด เพราะพวกเขามองแต่ปัจจุบัน ไม่มองไกลๆไปถึงอนาคต พอวันไหนไม่มีรายได้เข้ามาหรือมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ชีวิตประจำวันของพวกเขาก็จะติดขัด ต้องขอยืมเงินคนอื่นอยู่เสมอ ต่างจากผู้มีอันจะกิน ที่จะเก็บเงินฝากธนาคารไว้เป็นเงินก้นถุง เผื่อเวลารายได้ไม่พอกับรายจ่าย พวกเขาก็จะดึงเงินก้นถุงมาใช้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น เงินฝากในบัญชีธนาคาร จึงเป็นตัววัดความเป็นชนชั้นกลางได้เช่นกัน แต่ปัญหาของการใช้เงินออมเป็นตัววัดคือ เงินสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย จึงเปิดช่องให้มีการโกงได้ง่าย โดยนักการเมืองจะจ้างคนจนในชนบท ไปเปิดบัญชีธนาคารไว้ แล้วโอนเงินเข้าบัญชี ทำสัญญาเงินกู้ไว้ แล้วยึดบัญชีไปเก็บไว้ ด้วยเหตุนี้ คนที่มีเงินฝากธนาคารไม่มากนัก จึงต้องมีมาตรการอื่นเป็นตัววัด เพื่อป้องกันการโกง เช่น จะต้องไม่มีหนี้ และต้องแสดงแหล่งที่มาของรายได้ พวกสำเนาบัญชีเงินฝากที่ใช้หมุนเวียนในกิจการ หรือ เงินบำนาญ ฯลฯ ส่วนคนที่สามารถใช้ยอดเงินออมในธนาคารเพียงอย่างเดียวได้ จะต้องมีเงินฝากธนาคารจำนวนมากพอ ซึ่งอ้างอิงได้จากยอดเงินบำเหน็จของรัฐวิสาหกิจ คือ 1 ล้านบาทขึ้นไป นอกจากนี้ ยังต้องมาตรการอื่นๆ เพื่อป้องกันคนโกง โอนเงินเข้ามาจำนวนมากในระยะสั้น เช่น ควรจะมีฝากไว้นานพอสมควร และยอดเงินที่นำมาอ้างอิง ต้องใช้ค่าต่ำสุด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย
ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลระบอบทักษิณ เป็นกลุ่มคนที่มีเงินออม คือ เหตุการณ์ที่ธนาคารออมสิน ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยืมเงิน ทำให้ผู้ต่อต้านระบอบทักษิณที่ได้ยินข่าว เกิดความไม่พอใจ แล้วแห่กันไปถอนเงินออกจากธนาคารออมสิน ในช่วงวันที่ 17-19 กพ.57 มีเงินไหลออกจากธนาคาร 9 หมื่นล้านบาท (เฉลี่ยวันละ 3 หมื่นล้านบาท) หลายสาขาในกรุงเทพ ภาคใต้ และชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก มีคนมาถอนเงินกันจนแน่นธนาคาร จนธนาคารมีเงินสดไม่พอจ่าย ในขณะเดียวกัน แกนนำคนเสื้อแดง ก็ได้ประกาศให้กลุ่มคนเสื้อแดง นำเงินไปฝากธนาคารออมสิน แต่ปรากฎว่า มียอดเงินไหลเข้าธนาคารเพียง 3 หมื่นล้านบาท (เฉลี่ยวันละ 1 หมื่นล้านบาท) และไม่มีข่าวว่า คนที่มาฝากเงิน มาต่อคิวจนแน่นธนาคาร มีเพียงคนเสื้อแดงฐานะดีกลุ่มหนึ่งมาฝากเงิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ระบอบทักษิณมีฐานเสียงเป็นคนจนที่ไม่มีเงินออม และคนรวยกระจุกเล็กๆ เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ที่คนเสื้อแดงทั่วประเทศได้รวมตัวกันไปถอนเงินออกจากธนาคารกรุงเทพ แต่กลับไม่มีผลกระทบใดๆกับธนาคาร
ภาพผู้ที่ไปปิดบัญชีธนาคารออมสินสาขาต่างๆ ช่วงวันที่ 17-19 กพ.57
ภาพผู้ต่อต้านรัฐบาล ที่ไปปิดบัญชีธนาคารออมสิน เสร็จแล้วฉีกสมุดบัญชีเงินฝากทิ้ง เพื่อแสดงอารยะขัดขืน
ผู้ที่ผ่านการคัดกรอง ข้อใดข้อหนึ่ง จะได้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 1 เสียง ถึงแม้ว่าจะรวยมาก หรือผ่านเกณฑ์หลายข้อ แต่จะไม่ได้จำนวนเสียงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อปรับเสียงของคนรวย ให้เท่ากับชนชั้นกลาง เพื่อป้องกันคนรวย เลือกนักการเมืองที่เอื้อประโยชน์ให้คนรวย ผลการเลือกตั้งที่ได้ จึงเป็นเสียงจากชนชั้นกลางอย่างแท้จริง ชนชั้นกลางคือผู้ที่มีรายได้เพียงพอที่จะพึ่งพาตนเอง ไม่ต้องพึ่งนักการ เมือง พวกเขาจึงสามารถเลือกผู้นำที่มีความเป็นกลาง ไม่เอาใจคนรวยหรือคนจน มากเกินไป
ระบอบทักษิณ ใช้เงินซื้อทุกอย่าง แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ระบอบทักษิณซื้อไม่ได้ คือ กลุ่มชนชั้นกลาง ตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า ประชานิยม ไม่สามารถซื้อชนชั้นกลางได้ คือ ถึงแม้ว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะออกนโยบายประชานิยมเพื่อเอาใจชนชั้นกลาง เช่น รถคันแรก หรือการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 แต่ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2556 กลับมีผู้ออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า คนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล ส่วนใหญ่เป็นคนมีเงิน เช่น พนักงานบริษัท, ข้าราชการ, เจ้าของธุรกิจ ฯลฯ แม้แต่ชาวนาเกษตรอินทรีย์จากภาคอีสาน ที่ทำนาได้แค่ปีละครั้ง พอเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วจึงมาร่วมต่อต้านระบอบทักษิณ ยังบอกว่า พวกเขาเป็นคนละชนชั้นกับชาวนาทั่วไป ไม่ได้ยากจน และไม่ได้เข้าโครงการประชานิยมจำนำข้าว แค่ทำตามที่ในหลวงบอก คือ พอเพียง ปลูกข้าวเก็บไว้กินเอง รอจนถึงฤดูปลูกข้าวครั้งถัดไป มั่นใจว่ามีข้าวเหลือ จึงค่อยขาย การขายนอกฤดูเก็บเกี่ยว ทำให้ได้ราคาดีขึ้น
การปกครองโดยชนชั้นกลาง มาจากแนวคิดของอริสโตเติลที่ว่า ระบอบการปกครองที่ดีที่สุดคือ การปกครองที่ก่อตั้งโดยชนชั้นกลาง และรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยจะมีเสถียรภาพเมื่อจำนวนชนชั้นกลาง มีมากกว่าคนรวยหรือคนจน ถ้าคนจนเพิ่มจำนวนขึ้น ปัญหาก็จะมากขึ้น "it is manifest that the best political community is formed by citizens of the middle class...democracies are safer and more permanent than oligarchies, because they have a middle class which is more numerous and has a greater share in the government; for when there is no middle class, and the poor greatly exceed in number, troubles arise, and the state soon comes to an end." (ที่มา Aristotle. Politics.)
การกำหนดให้ ผู้ที่ต้องการมีสิทธิ์เลือกตั้ง ต้องเดินทางไปลงทะเบียนก่อน (voter registration) แล้วจึงส่งบัตรเลือกตั้งกลับมาที่บ้าน นอกจากจะช่วยป้องกันการสวมสิทธิ์ได้แล้ว ยังสามารถคัดกรองเสียงที่ไม่มีคุณภาพออกไปได้ส่วนหนึ่ง เพราะคนจนและคนที่ไม่จริงจังเรื่องการเมือง จะไม่ลำบากเดินทางไปลงทะเบียน เพื่อรับสิทธิเลือกตั้ง ที่ตนเองไม่รู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร มีการพิสูจน์มาแล้วว่า ยิ่งทำให้การลงทะเบียนยากขึ้น จะยิ่งกำจัดเสียงไม่มีคุณภาพออกไปมากขึ้น การเก็บเงินค่าธรรมเนียมการเลือกตั้ง สามารถคัดกรองคนได้เช่นกัน เพราะคนที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของชาติจริงๆ จะไม่อยากเสียเงิน แต่ลำพังวิธีเหล่านี้ ยังไม่เพียงพอ ที่จะป้องกันการแจกเงินแล้วขนคนไปลงทะเบียน นอกจากนี้ การให้คนเดินทางไปลงทะเบียน ยังช่วยให้สามารถจัดการเลือกตั้งทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไปพร้อมๆ กันได้ โดยผู้ที่เดินทางไปรับสิทธิเลือกตั้ง จะได้รับแจ้งว่า เขามีสิทธิ์เลือกฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างเดียว หรือ มีสิทธิ์เลือกได้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร
มีบางคนบอกว่า ไม่จบปริญญาตรี ไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งจากการสำรวจโดยคณะผู้เขียนพบว่า วุฒิการศึกษา ไม่ใช่ตัววัดที่เที่ยงตรงมากนัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ครอบครัวและวัฒนธรรมท้องถิ่นมีพื้นฐานมาจากความยากจน ทำให้คนด้อยพัฒนาเรื่องการรู้จักแยกแยะถูกผิด (moral development) พวกเขาจึงยอมรับได้กับการทำผิด หากตนเองหรือญาติพี่น้องได้ผลประโยชน์ แต่ที่เราเห็นมีลูกคนรวยบางคน คิดต่างจากความถูกต้องดีงามนั้น เกิดจากพวกเขามีปมในใจ เช่น มีปัญหามาจากในครอบครัว
ยังมีผู้สูงอายุหลายคนจบแค่ ป.4 แต่ออกมาร่วมชุมนุมต่อต้านระบอบทักษิณ ซึ่งจากการลงสำรวจโดยคณะผู้เขียนพบว่า คนกลุ่มนี้มีกินมีใช้ ไม่อดอยาก ส่วนใหญ่เติบโตมาจากในเขตเมืองทั่วประเทศ (ในเมืองหาเงินได้ง่าย) หรือ แถบใกล้ทะเล (จึงมีอาหารอุดมสมบูรณ์ บางคนหาอาหารทะเล, บางคนปลูกพืชได้ผลผลิตดี) มีคนส่วนน้อยที่มาจากแถบชนบทไกลทะเล (ถึงแม้ว่าจะเป็นชาวนาชาวสวน แต่ทำเกษตรพอเพียง ใช้เกษตรอินทรีย์ พวกเขาจึงกินดีอยู่ดีกว่าเกษตรกรทั่วไป ที่ทำเกษตรเชิงพาณิชย์ ใช้สารเคมี ทำให้ต้นทุนสูงแต่ผลผลิตน้อย) คนเหล่านี้ถึงแม้จะไม่ร่ำรวย แต่ไม่ยากจน พวกเขาจึงมีนิสัยพึ่งพาตนเอง ไม่ชอบขอความช่วยเหลือจากใคร เห็นความถูกต้องสำคัญกว่าเงินทองเล็กน้อย เมื่อได้รับข่าวสาร จึงรู้สึกได้ถึงความไม่ถูกต้อง พอเห็นคนออกมาประท้วง จึงติดตามข่าว แล้วตามมาสมทบ หลายคนมีเงินฝากธนาคารถึงหลักแสนบาท ไม่ชอบเป็นหนี้ บางคนไม่มีเงินเก็บแต่หาเงินคล่องอยู่แล้ว
มีบางคนเสนอว่า ให้ใช้การเลือกตั้งแบบถ่วงน้ำหนัก (โดยให้ทุกคนมีเสียงเลือกตั้งคนละ 1 เสียง แล้วเพิ่มจำนวนเสียงให้กับคนที่มีคุณภาพ) เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากการเลือกตั้งแบบเน้นปริมาณ มาเป็นระบบใหม่ นุ่มนวลขึ้น เพราะไม่่มีใครเสียสิทธิ์เลือกตั้ง แต่ปัญหาคือ ยังไม่มีสถิติที่ชัดเจนมารองรับว่า ควรจะถ่วงน้ำหนักเท่าใดจึงจะเหมาะสม นอกจากนี้ การให้คนจนมีสิทธิ์ออกเสียง จะทำให้กลไกการโหวตล้มนักการเมืองโดยตรงจากประชาชนที่เป็นคนเลือก เกิดขึ้นได้ยาก เพราะยังมีความกังวลเรื่อง นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม จ้างคนมาโหวตล้มรัฐบาล แต่ถ้าหากเราใช้การคัดกรองจนได้เสียงคุณภาพมาแล้ว ก็จะไม่มีความจำเป็นต้องถ่วงน้ำหนักอีก
จุดอ่อนของการให้เฉพาะคนมี เงินเลือกรัฐบาล คือจะทำให้คนจนที่ไม่ผ่านการคัดกรอง ไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองระดับชาติ แล้วคนจนเหล่านี้จะทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพได้เช่นกัน แต่เราไม่สามารถให้อำนาจบริหารประเทศทางตรง แก่คนจน เพราะคนจนจะเลือกนักการเมืองเพียงเพื่อบรรเทาปัญหาความอดอยากของตัวเอง ดังคำสอนของหลวงปู่มั่น ที่ว่า "คนหิว...เจออะไรก็คว้าติดมือมา โดยไม่สำนึกว่าผิดหรือถูก ครั้นแล้วสิ่งที่คว้ามา ก็เผาตัวเอง ให้ร้อนยิ่งกว่าไฟ" ดังที่เราเคยเห็นมาแล้วจากปัญหาเรื่อง ชาวนาทวงเงินจำนำข้าว ที่มีชาวนาหลายคนผูกคอตาย อย่างไรก็ตาม อำนาจที่เราพอจะให้แก่คนจนได้คือ ที่ปรึกษาของฝ่ายบริหาร เพื่อเปิดโอกาสให้คนจนสะท้อนปัญหาท้องถิ่นไปยังฝ่ายบริหาร ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารประเทศ มากกว่าการบริหารจากตัวแทนของคนมีเงินเพียงกลุ่มเดียว นอกจากนี้ คนจนมักจะไม่ได้รับความยุติธรรมจากรัฐ ดังคำกล่าวที่ว่า "คุกมีไว้ขังคนจน" แค่เก็บเห็ดยังต้องติดคุก การให้อำนาจทางกฎหมายแก่คนจน จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องคนจนถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งหากนำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้กับการปฎิรูปการเมืองไทยในปัจจุบันคือ จัดให้มีการเลือกตั้ง สส.เขต ตามปกติ โดยให้ สส.เขต มีอำนาจร่างกฎหมายและเสนอความคิดเห็นแก่ฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายบริหารจะให้คนมีเงินเลือกเพิ่มเติมเข้ามา ในลักษณะของการเลือกพรรค เนื่องจากฝ่ายบริหารต้องทำงานเป็นทีม วิธีนี้จะช่วยให้การปฎิรูปการเมืองไทย เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น เพราะไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติออกจากอำนาจบริหารนี้ มาจากแนวคิดของอริสโตเติลที่ว่า "what power should be assigned to the mass of freemen and citizens, who are not rich and have no personal merit- are both solved. There is still a danger in allowing them to share the great offices of state, for their folly will lead them into error, and their dishonesty into crime. But there is a danger also in not letting them share, for a state in which many poor men are excluded from office will necessarily be full of enemies. The only way of escape is to assign to them some deliberative and judicial functions. For this reason Solon and certain other legislators give them the power of electing to offices, and of calling the magistrates to account, but they do not allow them to hold office singly. When they meet together their perceptions are quite good enough, and combined with the better class they are useful to the state (just as impure food when mixed with what is pure sometimes makes the entire mass more wholesome than a small quantity of the pure would be), but each individual, left to himself, forms an imperfect judgment." (ที่มา Aristotle. Politics.)
การคัดกรองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยึดตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า "ให้ส่งเสริมคนดีมาปกครองบ้านเมือง อย่าให้คนไม่ดีมีอำนาจ"
ผู้นำประเทศที่เป็นคนดีอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอ ประเทศต้องการทั้งคนเก่งและคนดี ซึ่งการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองด้อยความสามารถ เข้ามารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศได้ง่ายเกินไป อย่างเช่น อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ที่ได้รับฉายาว่า "ดีแต่พูด" และ "มาร์คโพเดียม" วิธีคัดกรองคนเก่งคือ วัดจากผลงาน (meritocracy) โดยกำหนดให้ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องผ่านการปกครองระดับต่างๆมาก่อน เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้เขาได้แสดงผลงาน ทั้งในด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จนถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ประเทศที่ใช้วิธีนี้อยู่ คือ จีน ส่งผลให้จีน มีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก มีมูลค่าการค้าขายระหว่างประเทศมากที่สุดแซงหน้าสหรัฐ มีชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนจีนเกือบทั้งประเทศมองเห็นอนาคตที่ดี ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ตาม มีตัวอย่างของ สี จิ้นผิง ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ปกครองในหลายมณฑล ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
สว.มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลทั้ง ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ จึงควรมีที่มาแตกต่างออกไปจากทั้่ง 2 ฝ่าย หลักการของ สว. คือต้องทำงานด้านความถูกต้อง จึงควรถูกเลือกโดยกลุ่มคนที่ทำงานด้านความถูกต้อง โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านตรวจสอบถ่วงดุลอยู่แล้ว เช่น องค์กรอิสระ, เอ็นจีโอ, ผู้พิพากษาทั้งที่ยังทำงานอยู่และที่เกษียณแล้ว ฯลฯ การให้กลุ่มผู้พิพากษาที่ยังทำงานอยู่ มีโอกาสเลือก สว. จัดว่าเป็น มวยถูกคู่ เพราะ ผู้พิพากษาต้องนำกฎหมายไปปฎิบัติ กฎหมายที่ออกโดย สส. จึงสมควรที่จะถูกกลั่นกรองโดย ตัวแทนของกลุ่มผู้พิพากษา ซึ่งเลือกมาจากผู้พิพากษาที่เกษียณแล้ว ส่วนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ถึงแม้จะมีอำนาจดำเนินคดีกับนักการเมือง แต่ต้องรอให้ความผิดเกิดขึ้นก่อน แถมกระบวนการดำเนินคดียังล่าช้ามาก จนทำให้ความเสียหายลุกลาม ดังที่ สตง.เคยเตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่ สค.54 ว่าเรื่องจำนำข้าวจะสร้างความเสียหายให้กับงบประมาณแผ่นดิน แต่รัฐบาลไม่ฟัง จนทำให้ต่อมาในปลายปี 56 รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายค่าข้าวให้ชาวนา เช่นเดียวกับ ปปช.ที่เคยทำหนังสือเตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ระวังเรื่องทุจริตจำนำข้าว ตั้งแต่ 7 ตค.54 ด้วยเหตุนี้ องค์กรอิสระจึงควรมีโอกาสเลือกตัวแทน เข้าไปยับยั้งนโยบายของรัฐบาล ก่อนที่จะสร้างความเสียหายขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่ม เอ็นจีโอ ซึ่งมีผลงานเรื่องการตรวจสอบภาครัฐมาโดยตลอด ตั้งแต่การยับยั้งการแปรรูป กฟผ. โดย นางสาวรสนา โตสิตระกูล จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จนถึงการยับยั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา จากสมาคมลดโลกร้อน ฯลฯ เมื่อรวมคนทั้งหมดนี้ เข้าเป็นกลุ่มคนที่ปกครองตนเอง จะมีอำนาจถอดถอน สว. รวมทั้งสามารถเพิ่มหรือลดสมาชิกในกลุ่มได้ โดยพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ยังไม่เหมาะที่จะเลือกฝ่ายบริหาร เพราะ ยิ่งผู้เลือกมีจำนวนน้อยลงและมีรายชื่อชัดเจน จะยิ่งถูกซื้อได้ง่าย การเลือกฝ่ายบริหาร ต้องมีคนจำนวนมากพอที่จะไม่ถูกซื้อ ชนชั้นกลางจึงเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ ยังสมควรยุบ สว.ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน เนื่องจาก สว.ที่มาจากการเลือกตั้งตามพื้นที่ ไม่ได้ร้บประกันความถูกต้อง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีคนจนอยู่เป็นจำนวนมาก มักจะได้ สว.ขายตัว ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา บางจังหวัดที่มีชนชั้นกลางมากกว่าคนจน อย่างเช่น กรุงเทพ จะเลือก สว.ที่ถูกต้องได้ แต่ยังมีปัญหาว่า คนที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ ในด้านความถูกต้องเที่ยงธรรม มักจะมาแย่งกันสมัครเป็น สว.อยู่ในกรุงเทพ ซึ่งถึงแม้ว่ากรุงเทพจะเป็นจังหวัดที่มีประชากรอยู่มากที่สุด แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กลับกำหนดให้มี สว.ได้เพียงคนเดียว เท่ากับจังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุด แถมยังมีแต่ สว.กรุงเทพเท่านั้น ที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ส่วน สว.จากจังหวัดอื่นไม่ค่อยมีใครรู้จักนอกจากคนในท้องถิ่น และที่สำคัญคือ ผลการเลือกตั้ง สว.ส่วนใหญ่ ยังคงเป็นไปตามฐานคะแนนของพรรคการเมืองในแต่ละพื้นที่ ดังที่เห็นจากการเลือกตั้ง สว. พ.ศ.2557 ที่ สว.จาก 77 จังหวัด มี สว.สายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึง 40 คน สว.สายฝ่ายค้าน 16 คน มี สว.อิสระเพียง 21 คน (ที่มา เนชั่นทีวี) ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การเลือกตั้ง สว.ตามพื้นที่ จึงเป็นแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
เริ่มรณรงค์ 10 ธค.56

ประเด็นรณรงค์
ปัญหาความขัดแย้งในการเมืองไทย เกิดจาก การเลือกตั้งที่เน้นแต่ปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพ เปิดช่องให้คนจนที่รับเงินจากนักการเมือง แล้วเลือกนักการเมืองคุณภาพต่ำเข้ามา เมื่อคนจนมีจำนวนมากกว่าชนชั้นกลาง นักการเมืองคุณภาพต่ำจึงมีเสียงข้างมากในสภา แล้วนักการเมืองพวกนี้ก็อาศัยเสียงข้างมากลากไป สร้างปัญหาให้กับประเทศ
ทางแก้คือ แยกอำนาจบริหารออกจากอำนาจนิติบัญญัติ การเลือกตั้งฝ่ายบริหารต้องมีคัดกรองคุณภาพของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง โดยให้สิทธิ์แก่คนที่มีเงินเท่านั้น เช่น ผู้เสียภาษี, คนที่มีเงินฝากธนาคาร ฯลฯ ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติ ใช้การเลือกตั้ง สส.เขต แบบเดิม และลดอำนาจบริหารของ สส.เขต ลงเหลือเพียงที่ปรึกษาของฝ่ายบริหาร
หลายคนกังวลว่า การให้คนมีเงินเป็นคนเลือก จะทอดทิ้งคนจน แต่จากประวัติศาสตร์ ไม่เป็นเช่นนั้น มีตัวอย่างของ ยายไฮ ขันจันทา ชาวนาจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเรียกร้องค่าชดเชย จากการสร้างอ่างเก็บน้ำบนที่นาของตน เรียกร้องมาหลายยุคสมัย ตั้งแต่ยุครัฐบาลพลเอกเปรม จนในที่สุด ได้รับเงินชดเชย ในยุคของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มีฐานเสียงมาจากชนชั้นกลาง และไม่ได้มีฐานเสียงอยู่ในภาคอีสาน ในทางกลับกัน รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีฐานเสียงเป็นคนจน กลับเลือกปฎิบัติกับคนทั้งประเทศ ตามคำกล่าวที่ว่า "จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้ เราต้องดูแลเป็นพิเศษ"
บรรดานักการเมืองและสาวก ที่เสียผลประโยชน์จากการคัดกรอง มักจะอ้างว่า วิธีนี้จะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน โดยไม่ได้พูดถึงเรื่องที่พวกเขาโกงเลือกตั้งเข้ามา ในความเป็นจริงแล้ว การเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่เคยมีความเท่าเทียมกัน เพราะ ยังมีคนอีกหลายกลุ่ม ที่ไม่ได้รับสิทธิเลือกตั้ง เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี, พระสงฆ์, คนวิกลจริต, นักโทษ ฯลฯ แต่ถึงกระนั้น ในสังคมก็ยังควรมีความเท่าเทียมกันอยู่หลายด้าน เช่น เด็กทุกคนควรได้รับการศึกษาโดยเท่าเทียมกัน หรือ ทุกคนควรได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน จะเห็นว่าความเท่าเทียมกันจะใช้ได้โดยไม่เกิดปัญหา ก็ต่อเมื่อมีแต่ผู้รับเพียงอย่างเดียว แต่ในทางการเมืองที่ต้องมีการออกเสียง ถ้าคนหมู่มากเลือกผิด บ้านเมืองจะมีปัญหา ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามคัดกรองนักการเมืองด้วยวิธีต่างๆเช่น ต้องจบปริญญาตรี หรือ กำหนดกฎหมายลงโทษให้แรงขึ้น แต่วิธีเหล่านั้นล้วนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งนักการเมืองที่มีเงินและมีอำนาจ สามารถหลบเลี่ยงได้ (เช่น ซื้อกระบวนการยุติธรรม, ข่มขู่พยาน ฯลฯ)
ภาพแสดง ตัวอย่างของสังคม ที่คนจนมีจำนวนมากกว่าชนชั้นกลางและคนรวย คนจนจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งเสมอ แต่คนจนถูกซื้อได้ง่าย ความเท่าเทียมกัน จึงทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้น
ประชาธิปไตยของไทย ลอกมาจากชาติตะวันตก ประชาธิปไตยของชาติตะวันตก มีต้นแบบมาจากประชาธิปไตยในสมัยกรีกโบราณเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว หลักประชาธิปไตยของกรีกโบราณ ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ผู้ออกเสียงมีเสรีภาพ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเสรีภาพในการใช้ชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเสรีภาพทางการเมืองด้วย แต่ในทางปฎิบัติ เสรีภาพที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ส่งผลให้คนที่มีเงินมาก สามารถซื้อเสียงสนับสนุนได้มาก ถึงแม้ว่ามหาเศรษฐีจะซื้อประเทศไม่ได้ แต่สามารถทำให้การเมืองปั่นป่วนได้ การปกครองในสมัยกรีกโบราณ จึงกำหนดว่า คนที่มีสิทธิ์ออกเสียง ต้องมีทรัพย์สิน และถ้ายังมีใครทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพ ทำให้ประชาชนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คนเหล่านั้นจะต้องถูกเนรเทศออกไปจากเมือง (ostracism) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามกลางเมือง ระหว่างฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายต่อต้าน หากเขายังย้อนกลับมา จะมีโทษถึงประหารชีวิต
การเลือกตั้งของไทยที่ผ่านมา พยายามทำให้ง่ายที่สุด เพื่อให้มีจำนวนผู้มาลงคะแนนมากที่สุด ช่วยให้คนจนที่สุดและคนที่ไม่รู้เรื่องการเมืองเลย มีโอกาสได้เลือกตั้ง แต่ผลเสียที่ตามมาจากแนวคิดแบบนี้คือ คนเหล่านี้ถูกนักการเมืองใช้เป็นเครื่องมือในการก้าวเข้าสู่อำนาจ มีตัวอย่างของ คนจนในชนบท ที่ได้รับฉายาว่า เงินไม่มากาไม่เป็น หลายคนไม่รู้ว่าการให้เงิน คือการซื้อเสียงเลือกตั้ง เข้าใจว่าเป็นสินน้ำใจ พอได้รับเงินจากใครมา พวกเขาก็จะไปลงคะแนนให้คนนั้น ด้วยเหตุผลว่า กลัวบาป กลัวโดนจับได้ และกลัวถูกคิดบัญชีคืนพร้อมดอกเบี้ย แต่ถ้ามีผู้สมัครมากกว่า 1 คนที่ให้เงิน พวกเขาจะเลือกคนที่ให้เงินมากกว่า หรือเชื่อหัวคะแนน พวกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เพราะพวกเขายังต้องพึ่งพาคนเหล่านี้
ประชาธิปไตยในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น ใช้การเลือกตั้งแบบเน้นปริมาณ (universal suffrage) แล้วการเมืองมีเสถียรภาพ เพราะประเทศเหล่านี้มีคนจนน้อย แต่ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ของประเทศที่ "กำลังพัฒนา" ที่เริ่มใช้การเลือกตั้งแบบเน้นปริมาณ ในขณะที่ยังมีคนจนอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างเช่นใน ฟิลิปปินส์, ยูเครน, เวเนซุเอลา, รัสเซีย, อียิปต์ ฯลฯ จะพบว่า ประเทศเหล่านั้นมีปัญหาทางการเมืองคล้ายกับเมืองไทย ที่คนจนเลือกรัฐบาล แล้วชนชั้นกลางออกมาต่อต้านรัฐบาล แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมลาออก โดยท่องว่า มาจากการเลือกตั้ง ส่วนผู้ประท้วงไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งปัญหาล่าสุดของไทยคือ คนจนยังต้องการความช่วยเหลืออยู่เสมอ นักการเมืองที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ระดับประเทศ จึงอาศัยจุดโหว่ของคนจน สัญญากับคนจนว่าจะให้สิ่งต่างๆ คนจนจึงหลงเชื่อเลือกเข้ามา รัฐบาลที่ได้รับเลือกโดยคนจน ต้องออกนโยบายเอาใจคนจน เพื่อรักษาฐานเสียงของตน แต่คนจนตามชนบทส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจเรื่องผลประโยชน์ของชาติ พวกเขารู้จักแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง นโยบายที่ได้คะแนนเสียงจากคนจน ต้องเห็นผลทางตรง นั่นคือประชานิยม ที่ให้เงินคนจน โดยไม่ได้แก้ปัญหาความยากจนที่แท้จริง พอเงินหมดแล้วก็ไปกู้ต่างชาติมาเพิ่ม ผลที่ตามมาคือ ความเสียหายของประเทศ ที่ชนชั้นกลางและคนรวยมองว่าไม่ควรจะเสีย เพราะพวกเขารู้ว่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้ ประเทศจะล่มจม มีหนี้ท่วมตัว แล้วคนรุ่นต่อไปจะลำบาก เมื่อรวมกับปัญหาอื่นๆ เช่น การใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขตและขาดเหตุผล จึงทำให้ทั้งชนชั้นกลางและคนรวย ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยากที่จะสู้กับอำนาจรัฐที่ใหญ่กว่าได้ แถมพวกเขายังโดนรัฐบาลทำร้าย จนต้องบาดเจ็บล้มตาย
ภาพแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ที่แตกต่างกันระหว่าง ม็อบต้านรัฐบาลที่ราชดำเนิน (4 ธค.56) กับม็อบเสื้อแดงที่ราชมังคลากีฬาสถาน (1 ธค.56)
หากเราย้อนดูประวัติศาสตร์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างใน ยุโรป สหรัฐอเมริกา จะพบว่า ประเทศเหล่านี้ล้วนเริ่มต้นมาจากการคัดกรองผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (suffrage) โดยให้สิทธิ์เฉพาะผู้เสียภาษี (สมัยนั้นมีแต่ภาษีที่ดิน) ต่อมาจึงค่อยๆขยายสิทธิ์ไปยังคนกลุ่มอื่นที่มีความพร้อม หากดูประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา (U.S. Voting Rights Timeline) จะพบว่ามีการใช้ระบบคัดกรองมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการโต้เถียงเรื่องนี้กันอยู่ แม้แต่ปัญหาเรื่องคอรัปชั่นและโกงเลือกตั้ง ก็แก้ด้วยการเพิ่มการคัดกรองคุณภาพของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ถึงแม้ว่าอังกฤษจะใช้การเลือกตั้งแบบเน้นปริมาณ มาเกือบร้อยปีแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังมีการคัดกรอง เช่น ต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะเลือกตั้งได้ (register to vote) และล่าสุด ประเทศที่มีปัญหาการเมืองมาตลอดอย่างฟิลิปปินส์ ก็มีผู้ที่เสนอเรื่องการเลือกตั้งโดยผู้เสียภาษี คือ วุฒิสมาชิก Miriam Defensor โดยเธอให้เหตุผลว่า การเมืองในปัจจุบันมีปัญหาเพราะคนจน
พรรคเพื่อไทยพูดอยู่เสมอว่า ระบอบทักษิณมีฐานเสียงเป็นคนจน ถ้าเราจะทำลายระบอบทักษิณ อย่างแรกต้องให้คนไม่จน เช่น ผู้เสียภาษีเงินได้ เป็นคนเลือกรัฐบาลฝ่ายบริหาร พร้อมกับลดอำนาจบริหารประเทศลง ด้วยการกระจายอำนาจบริหารลงสู่ระดับจังหวัด การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดแบบเน้นปริมาณ จะสะท้อนความต้องการของคนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นได้ ในขณะที่รัฐบาลฝ่ายบริหารยังคงควบคุมงบประมาณ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลฝ่ายบริหารจึงต้องมีที่มาแตกต่างจากผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อป้องกันนายทุนรวบอำนาจ ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด และในเมื่อรัฐบาลฝ่ายบริหารควบคุมงบประมาณ จึงสมเหตุสมผลที่จะถูกเลือกโดยผู้เสียภาษี กลุ่มผู้เสียภาษีได้แก่ คนวัยทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่มีการศึกษาค่อนข้างดี
ภาพแสดง จำนวนผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในปี 2554
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีรายได้จากภาษีหลายชนิด เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีสรรพสามิต ฯลฯ แต่ภาษีเหล่านั้น เป็นภาษีที่จำเป็นต้องจ่ายเวลาซื้อของ จึงไม่เหมาะที่จะนำมาประเมินคุณภาพของคน เพราะจะส่งเสริมลัทธิบริโภคนิยม, ทำลายผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีใบกำกับภาษี, แถมยังเปิดช่องให้นักการเมืองซื้อเสียง ผ่านทางการซื้อสินค้า
ความแตกต่างระหว่างคนจน กับ ผู้มีอันจะกิน คือ คนจนไม่มีเงินเก็บ ต้องหาเช้ากินค่ำ พอได้เงินมา พวกเขามักจะใช้อย่างสิ้นเปลืองจนหมด เพราะพวกเขามองแต่ปัจจุบัน ไม่มองไกลๆไปถึงอนาคต พอวันไหนไม่มีรายได้เข้ามาหรือมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ชีวิตประจำวันของพวกเขาก็จะติดขัด ต้องขอยืมเงินคนอื่นอยู่เสมอ ต่างจากผู้มีอันจะกิน ที่จะเก็บเงินฝากธนาคารไว้เป็นเงินก้นถุง เผื่อเวลารายได้ไม่พอกับรายจ่าย พวกเขาก็จะดึงเงินก้นถุงมาใช้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น เงินฝากในบัญชีธนาคาร จึงเป็นตัววัดความเป็นชนชั้นกลางได้เช่นกัน แต่ปัญหาของการใช้เงินออมเป็นตัววัดคือ เงินสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย จึงเปิดช่องให้มีการโกงได้ง่าย โดยนักการเมืองจะจ้างคนจนในชนบท ไปเปิดบัญชีธนาคารไว้ แล้วโอนเงินเข้าบัญชี ทำสัญญาเงินกู้ไว้ แล้วยึดบัญชีไปเก็บไว้ ด้วยเหตุนี้ คนที่มีเงินฝากธนาคารไม่มากนัก จึงต้องมีมาตรการอื่นเป็นตัววัด เพื่อป้องกันการโกง เช่น จะต้องไม่มีหนี้ และต้องแสดงแหล่งที่มาของรายได้ พวกสำเนาบัญชีเงินฝากที่ใช้หมุนเวียนในกิจการ หรือ เงินบำนาญ ฯลฯ ส่วนคนที่สามารถใช้ยอดเงินออมในธนาคารเพียงอย่างเดียวได้ จะต้องมีเงินฝากธนาคารจำนวนมากพอ ซึ่งอ้างอิงได้จากยอดเงินบำเหน็จของรัฐวิสาหกิจ คือ 1 ล้านบาทขึ้นไป นอกจากนี้ ยังต้องมาตรการอื่นๆ เพื่อป้องกันคนโกง โอนเงินเข้ามาจำนวนมากในระยะสั้น เช่น ควรจะมีฝากไว้นานพอสมควร และยอดเงินที่นำมาอ้างอิง ต้องใช้ค่าต่ำสุด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย
ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลระบอบทักษิณ เป็นกลุ่มคนที่มีเงินออม คือ เหตุการณ์ที่ธนาคารออมสิน ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยืมเงิน ทำให้ผู้ต่อต้านระบอบทักษิณที่ได้ยินข่าว เกิดความไม่พอใจ แล้วแห่กันไปถอนเงินออกจากธนาคารออมสิน ในช่วงวันที่ 17-19 กพ.57 มีเงินไหลออกจากธนาคาร 9 หมื่นล้านบาท (เฉลี่ยวันละ 3 หมื่นล้านบาท) หลายสาขาในกรุงเทพ ภาคใต้ และชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก มีคนมาถอนเงินกันจนแน่นธนาคาร จนธนาคารมีเงินสดไม่พอจ่าย ในขณะเดียวกัน แกนนำคนเสื้อแดง ก็ได้ประกาศให้กลุ่มคนเสื้อแดง นำเงินไปฝากธนาคารออมสิน แต่ปรากฎว่า มียอดเงินไหลเข้าธนาคารเพียง 3 หมื่นล้านบาท (เฉลี่ยวันละ 1 หมื่นล้านบาท) และไม่มีข่าวว่า คนที่มาฝากเงิน มาต่อคิวจนแน่นธนาคาร มีเพียงคนเสื้อแดงฐานะดีกลุ่มหนึ่งมาฝากเงิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ระบอบทักษิณมีฐานเสียงเป็นคนจนที่ไม่มีเงินออม และคนรวยกระจุกเล็กๆ เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ที่คนเสื้อแดงทั่วประเทศได้รวมตัวกันไปถอนเงินออกจากธนาคารกรุงเทพ แต่กลับไม่มีผลกระทบใดๆกับธนาคาร
ภาพผู้ที่ไปปิดบัญชีธนาคารออมสินสาขาต่างๆ ช่วงวันที่ 17-19 กพ.57
ภาพผู้ต่อต้านรัฐบาล ที่ไปปิดบัญชีธนาคารออมสิน เสร็จแล้วฉีกสมุดบัญชีเงินฝากทิ้ง เพื่อแสดงอารยะขัดขืน
ผู้ที่ผ่านการคัดกรอง ข้อใดข้อหนึ่ง จะได้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 1 เสียง ถึงแม้ว่าจะรวยมาก หรือผ่านเกณฑ์หลายข้อ แต่จะไม่ได้จำนวนเสียงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อปรับเสียงของคนรวย ให้เท่ากับชนชั้นกลาง เพื่อป้องกันคนรวย เลือกนักการเมืองที่เอื้อประโยชน์ให้คนรวย ผลการเลือกตั้งที่ได้ จึงเป็นเสียงจากชนชั้นกลางอย่างแท้จริง ชนชั้นกลางคือผู้ที่มีรายได้เพียงพอที่จะพึ่งพาตนเอง ไม่ต้องพึ่งนักการ เมือง พวกเขาจึงสามารถเลือกผู้นำที่มีความเป็นกลาง ไม่เอาใจคนรวยหรือคนจน มากเกินไป
ระบอบทักษิณ ใช้เงินซื้อทุกอย่าง แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ระบอบทักษิณซื้อไม่ได้ คือ กลุ่มชนชั้นกลาง ตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า ประชานิยม ไม่สามารถซื้อชนชั้นกลางได้ คือ ถึงแม้ว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะออกนโยบายประชานิยมเพื่อเอาใจชนชั้นกลาง เช่น รถคันแรก หรือการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 แต่ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2556 กลับมีผู้ออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า คนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล ส่วนใหญ่เป็นคนมีเงิน เช่น พนักงานบริษัท, ข้าราชการ, เจ้าของธุรกิจ ฯลฯ แม้แต่ชาวนาเกษตรอินทรีย์จากภาคอีสาน ที่ทำนาได้แค่ปีละครั้ง พอเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วจึงมาร่วมต่อต้านระบอบทักษิณ ยังบอกว่า พวกเขาเป็นคนละชนชั้นกับชาวนาทั่วไป ไม่ได้ยากจน และไม่ได้เข้าโครงการประชานิยมจำนำข้าว แค่ทำตามที่ในหลวงบอก คือ พอเพียง ปลูกข้าวเก็บไว้กินเอง รอจนถึงฤดูปลูกข้าวครั้งถัดไป มั่นใจว่ามีข้าวเหลือ จึงค่อยขาย การขายนอกฤดูเก็บเกี่ยว ทำให้ได้ราคาดีขึ้น
การปกครองโดยชนชั้นกลาง มาจากแนวคิดของอริสโตเติลที่ว่า ระบอบการปกครองที่ดีที่สุดคือ การปกครองที่ก่อตั้งโดยชนชั้นกลาง และรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยจะมีเสถียรภาพเมื่อจำนวนชนชั้นกลาง มีมากกว่าคนรวยหรือคนจน ถ้าคนจนเพิ่มจำนวนขึ้น ปัญหาก็จะมากขึ้น "it is manifest that the best political community is formed by citizens of the middle class...democracies are safer and more permanent than oligarchies, because they have a middle class which is more numerous and has a greater share in the government; for when there is no middle class, and the poor greatly exceed in number, troubles arise, and the state soon comes to an end." (ที่มา Aristotle. Politics.)
การกำหนดให้ ผู้ที่ต้องการมีสิทธิ์เลือกตั้ง ต้องเดินทางไปลงทะเบียนก่อน (voter registration) แล้วจึงส่งบัตรเลือกตั้งกลับมาที่บ้าน นอกจากจะช่วยป้องกันการสวมสิทธิ์ได้แล้ว ยังสามารถคัดกรองเสียงที่ไม่มีคุณภาพออกไปได้ส่วนหนึ่ง เพราะคนจนและคนที่ไม่จริงจังเรื่องการเมือง จะไม่ลำบากเดินทางไปลงทะเบียน เพื่อรับสิทธิเลือกตั้ง ที่ตนเองไม่รู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร มีการพิสูจน์มาแล้วว่า ยิ่งทำให้การลงทะเบียนยากขึ้น จะยิ่งกำจัดเสียงไม่มีคุณภาพออกไปมากขึ้น การเก็บเงินค่าธรรมเนียมการเลือกตั้ง สามารถคัดกรองคนได้เช่นกัน เพราะคนที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของชาติจริงๆ จะไม่อยากเสียเงิน แต่ลำพังวิธีเหล่านี้ ยังไม่เพียงพอ ที่จะป้องกันการแจกเงินแล้วขนคนไปลงทะเบียน นอกจากนี้ การให้คนเดินทางไปลงทะเบียน ยังช่วยให้สามารถจัดการเลือกตั้งทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไปพร้อมๆ กันได้ โดยผู้ที่เดินทางไปรับสิทธิเลือกตั้ง จะได้รับแจ้งว่า เขามีสิทธิ์เลือกฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างเดียว หรือ มีสิทธิ์เลือกได้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร
มีบางคนบอกว่า ไม่จบปริญญาตรี ไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งจากการสำรวจโดยคณะผู้เขียนพบว่า วุฒิการศึกษา ไม่ใช่ตัววัดที่เที่ยงตรงมากนัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ครอบครัวและวัฒนธรรมท้องถิ่นมีพื้นฐานมาจากความยากจน ทำให้คนด้อยพัฒนาเรื่องการรู้จักแยกแยะถูกผิด (moral development) พวกเขาจึงยอมรับได้กับการทำผิด หากตนเองหรือญาติพี่น้องได้ผลประโยชน์ แต่ที่เราเห็นมีลูกคนรวยบางคน คิดต่างจากความถูกต้องดีงามนั้น เกิดจากพวกเขามีปมในใจ เช่น มีปัญหามาจากในครอบครัว
ยังมีผู้สูงอายุหลายคนจบแค่ ป.4 แต่ออกมาร่วมชุมนุมต่อต้านระบอบทักษิณ ซึ่งจากการลงสำรวจโดยคณะผู้เขียนพบว่า คนกลุ่มนี้มีกินมีใช้ ไม่อดอยาก ส่วนใหญ่เติบโตมาจากในเขตเมืองทั่วประเทศ (ในเมืองหาเงินได้ง่าย) หรือ แถบใกล้ทะเล (จึงมีอาหารอุดมสมบูรณ์ บางคนหาอาหารทะเล, บางคนปลูกพืชได้ผลผลิตดี) มีคนส่วนน้อยที่มาจากแถบชนบทไกลทะเล (ถึงแม้ว่าจะเป็นชาวนาชาวสวน แต่ทำเกษตรพอเพียง ใช้เกษตรอินทรีย์ พวกเขาจึงกินดีอยู่ดีกว่าเกษตรกรทั่วไป ที่ทำเกษตรเชิงพาณิชย์ ใช้สารเคมี ทำให้ต้นทุนสูงแต่ผลผลิตน้อย) คนเหล่านี้ถึงแม้จะไม่ร่ำรวย แต่ไม่ยากจน พวกเขาจึงมีนิสัยพึ่งพาตนเอง ไม่ชอบขอความช่วยเหลือจากใคร เห็นความถูกต้องสำคัญกว่าเงินทองเล็กน้อย เมื่อได้รับข่าวสาร จึงรู้สึกได้ถึงความไม่ถูกต้อง พอเห็นคนออกมาประท้วง จึงติดตามข่าว แล้วตามมาสมทบ หลายคนมีเงินฝากธนาคารถึงหลักแสนบาท ไม่ชอบเป็นหนี้ บางคนไม่มีเงินเก็บแต่หาเงินคล่องอยู่แล้ว
มีบางคนเสนอว่า ให้ใช้การเลือกตั้งแบบถ่วงน้ำหนัก (โดยให้ทุกคนมีเสียงเลือกตั้งคนละ 1 เสียง แล้วเพิ่มจำนวนเสียงให้กับคนที่มีคุณภาพ) เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากการเลือกตั้งแบบเน้นปริมาณ มาเป็นระบบใหม่ นุ่มนวลขึ้น เพราะไม่่มีใครเสียสิทธิ์เลือกตั้ง แต่ปัญหาคือ ยังไม่มีสถิติที่ชัดเจนมารองรับว่า ควรจะถ่วงน้ำหนักเท่าใดจึงจะเหมาะสม นอกจากนี้ การให้คนจนมีสิทธิ์ออกเสียง จะทำให้กลไกการโหวตล้มนักการเมืองโดยตรงจากประชาชนที่เป็นคนเลือก เกิดขึ้นได้ยาก เพราะยังมีความกังวลเรื่อง นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม จ้างคนมาโหวตล้มรัฐบาล แต่ถ้าหากเราใช้การคัดกรองจนได้เสียงคุณภาพมาแล้ว ก็จะไม่มีความจำเป็นต้องถ่วงน้ำหนักอีก
จุดอ่อนของการให้เฉพาะคนมี เงินเลือกรัฐบาล คือจะทำให้คนจนที่ไม่ผ่านการคัดกรอง ไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองระดับชาติ แล้วคนจนเหล่านี้จะทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพได้เช่นกัน แต่เราไม่สามารถให้อำนาจบริหารประเทศทางตรง แก่คนจน เพราะคนจนจะเลือกนักการเมืองเพียงเพื่อบรรเทาปัญหาความอดอยากของตัวเอง ดังคำสอนของหลวงปู่มั่น ที่ว่า "คนหิว...เจออะไรก็คว้าติดมือมา โดยไม่สำนึกว่าผิดหรือถูก ครั้นแล้วสิ่งที่คว้ามา ก็เผาตัวเอง ให้ร้อนยิ่งกว่าไฟ" ดังที่เราเคยเห็นมาแล้วจากปัญหาเรื่อง ชาวนาทวงเงินจำนำข้าว ที่มีชาวนาหลายคนผูกคอตาย อย่างไรก็ตาม อำนาจที่เราพอจะให้แก่คนจนได้คือ ที่ปรึกษาของฝ่ายบริหาร เพื่อเปิดโอกาสให้คนจนสะท้อนปัญหาท้องถิ่นไปยังฝ่ายบริหาร ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารประเทศ มากกว่าการบริหารจากตัวแทนของคนมีเงินเพียงกลุ่มเดียว นอกจากนี้ คนจนมักจะไม่ได้รับความยุติธรรมจากรัฐ ดังคำกล่าวที่ว่า "คุกมีไว้ขังคนจน" แค่เก็บเห็ดยังต้องติดคุก การให้อำนาจทางกฎหมายแก่คนจน จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องคนจนถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งหากนำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้กับการปฎิรูปการเมืองไทยในปัจจุบันคือ จัดให้มีการเลือกตั้ง สส.เขต ตามปกติ โดยให้ สส.เขต มีอำนาจร่างกฎหมายและเสนอความคิดเห็นแก่ฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายบริหารจะให้คนมีเงินเลือกเพิ่มเติมเข้ามา ในลักษณะของการเลือกพรรค เนื่องจากฝ่ายบริหารต้องทำงานเป็นทีม วิธีนี้จะช่วยให้การปฎิรูปการเมืองไทย เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น เพราะไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติออกจากอำนาจบริหารนี้ มาจากแนวคิดของอริสโตเติลที่ว่า "what power should be assigned to the mass of freemen and citizens, who are not rich and have no personal merit- are both solved. There is still a danger in allowing them to share the great offices of state, for their folly will lead them into error, and their dishonesty into crime. But there is a danger also in not letting them share, for a state in which many poor men are excluded from office will necessarily be full of enemies. The only way of escape is to assign to them some deliberative and judicial functions. For this reason Solon and certain other legislators give them the power of electing to offices, and of calling the magistrates to account, but they do not allow them to hold office singly. When they meet together their perceptions are quite good enough, and combined with the better class they are useful to the state (just as impure food when mixed with what is pure sometimes makes the entire mass more wholesome than a small quantity of the pure would be), but each individual, left to himself, forms an imperfect judgment." (ที่มา Aristotle. Politics.)
การคัดกรองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยึดตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า "ให้ส่งเสริมคนดีมาปกครองบ้านเมือง อย่าให้คนไม่ดีมีอำนาจ"
ผู้นำประเทศที่เป็นคนดีอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอ ประเทศต้องการทั้งคนเก่งและคนดี ซึ่งการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองด้อยความสามารถ เข้ามารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศได้ง่ายเกินไป อย่างเช่น อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ที่ได้รับฉายาว่า "ดีแต่พูด" และ "มาร์คโพเดียม" วิธีคัดกรองคนเก่งคือ วัดจากผลงาน (meritocracy) โดยกำหนดให้ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องผ่านการปกครองระดับต่างๆมาก่อน เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้เขาได้แสดงผลงาน ทั้งในด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จนถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ประเทศที่ใช้วิธีนี้อยู่ คือ จีน ส่งผลให้จีน มีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก มีมูลค่าการค้าขายระหว่างประเทศมากที่สุดแซงหน้าสหรัฐ มีชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนจีนเกือบทั้งประเทศมองเห็นอนาคตที่ดี ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ตาม มีตัวอย่างของ สี จิ้นผิง ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ปกครองในหลายมณฑล ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี
สว.มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลทั้ง ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ จึงควรมีที่มาแตกต่างออกไปจากทั้่ง 2 ฝ่าย หลักการของ สว. คือต้องทำงานด้านความถูกต้อง จึงควรถูกเลือกโดยกลุ่มคนที่ทำงานด้านความถูกต้อง โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านตรวจสอบถ่วงดุลอยู่แล้ว เช่น องค์กรอิสระ, เอ็นจีโอ, ผู้พิพากษาทั้งที่ยังทำงานอยู่และที่เกษียณแล้ว ฯลฯ การให้กลุ่มผู้พิพากษาที่ยังทำงานอยู่ มีโอกาสเลือก สว. จัดว่าเป็น มวยถูกคู่ เพราะ ผู้พิพากษาต้องนำกฎหมายไปปฎิบัติ กฎหมายที่ออกโดย สส. จึงสมควรที่จะถูกกลั่นกรองโดย ตัวแทนของกลุ่มผู้พิพากษา ซึ่งเลือกมาจากผู้พิพากษาที่เกษียณแล้ว ส่วนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ถึงแม้จะมีอำนาจดำเนินคดีกับนักการเมือง แต่ต้องรอให้ความผิดเกิดขึ้นก่อน แถมกระบวนการดำเนินคดียังล่าช้ามาก จนทำให้ความเสียหายลุกลาม ดังที่ สตง.เคยเตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่ สค.54 ว่าเรื่องจำนำข้าวจะสร้างความเสียหายให้กับงบประมาณแผ่นดิน แต่รัฐบาลไม่ฟัง จนทำให้ต่อมาในปลายปี 56 รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายค่าข้าวให้ชาวนา เช่นเดียวกับ ปปช.ที่เคยทำหนังสือเตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ระวังเรื่องทุจริตจำนำข้าว ตั้งแต่ 7 ตค.54 ด้วยเหตุนี้ องค์กรอิสระจึงควรมีโอกาสเลือกตัวแทน เข้าไปยับยั้งนโยบายของรัฐบาล ก่อนที่จะสร้างความเสียหายขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่ม เอ็นจีโอ ซึ่งมีผลงานเรื่องการตรวจสอบภาครัฐมาโดยตลอด ตั้งแต่การยับยั้งการแปรรูป กฟผ. โดย นางสาวรสนา โตสิตระกูล จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จนถึงการยับยั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา จากสมาคมลดโลกร้อน ฯลฯ เมื่อรวมคนทั้งหมดนี้ เข้าเป็นกลุ่มคนที่ปกครองตนเอง จะมีอำนาจถอดถอน สว. รวมทั้งสามารถเพิ่มหรือลดสมาชิกในกลุ่มได้ โดยพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ยังไม่เหมาะที่จะเลือกฝ่ายบริหาร เพราะ ยิ่งผู้เลือกมีจำนวนน้อยลงและมีรายชื่อชัดเจน จะยิ่งถูกซื้อได้ง่าย การเลือกฝ่ายบริหาร ต้องมีคนจำนวนมากพอที่จะไม่ถูกซื้อ ชนชั้นกลางจึงเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ ยังสมควรยุบ สว.ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน เนื่องจาก สว.ที่มาจากการเลือกตั้งตามพื้นที่ ไม่ได้ร้บประกันความถูกต้อง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีคนจนอยู่เป็นจำนวนมาก มักจะได้ สว.ขายตัว ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา บางจังหวัดที่มีชนชั้นกลางมากกว่าคนจน อย่างเช่น กรุงเทพ จะเลือก สว.ที่ถูกต้องได้ แต่ยังมีปัญหาว่า คนที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ ในด้านความถูกต้องเที่ยงธรรม มักจะมาแย่งกันสมัครเป็น สว.อยู่ในกรุงเทพ ซึ่งถึงแม้ว่ากรุงเทพจะเป็นจังหวัดที่มีประชากรอยู่มากที่สุด แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กลับกำหนดให้มี สว.ได้เพียงคนเดียว เท่ากับจังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุด แถมยังมีแต่ สว.กรุงเทพเท่านั้น ที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ส่วน สว.จากจังหวัดอื่นไม่ค่อยมีใครรู้จักนอกจากคนในท้องถิ่น และที่สำคัญคือ ผลการเลือกตั้ง สว.ส่วนใหญ่ ยังคงเป็นไปตามฐานคะแนนของพรรคการเมืองในแต่ละพื้นที่ ดังที่เห็นจากการเลือกตั้ง สว. พ.ศ.2557 ที่ สว.จาก 77 จังหวัด มี สว.สายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึง 40 คน สว.สายฝ่ายค้าน 16 คน มี สว.อิสระเพียง 21 คน (ที่มา เนชั่นทีวี) ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การเลือกตั้ง สว.ตามพื้นที่ จึงเป็นแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
เริ่มรณรงค์ 10 ธค.56

ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 แล้ว