หยุดบังคับตรวจเอชไอวี ลบหรือบวกไม่สำคัญ ทำงานได้

หยุดบังคับตรวจเอชไอวี ลบหรือบวกไม่สำคัญ ทำงานได้

ประเด็นรณรงค์

          หยุดบังคับตรวจเอชไอวี ลบหรือบวกไม่สำคัญ ทำงานได้

            อคติ และการเลือกปฏิบัติ ต่อผู้ติดเชื้อ HIV ยังมีอยู่ก็คือ การถูกกีดกันการรับเข้าศึกษา และทำงาน ในหลายองค์กร ยังต้องให้ผู้สมัครตรวจหาเชื้อและหากพบว่าติดเชื้อ ก็จะไม่รับเข้าสถานศึกษา หรือ ที่ทำงานนั้นๆ  การบังคับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ ยังคงเป็นปัญหาที่พบบ่อย ทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งกฎหมายที่ใช้คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ มีเพียงพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 7 ระบุว่า ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เท่านั้น

            แม้จะบอกว่าการตรวจหาเชื้อเอดส์ มีข้อดีในแง่ของการรักษาอย่างทันท่วงที หรือหากไม่พบเชื้อ ก็จะรู้จักป้องกันตัวเองมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน การตรวจหาเชื้อเอดส์ยังก่อโทษในแง่อคติของสังคม เสียชื่อเสียง กังวล เครียด ถูกสังคมรังเกียจ หรือถูกไล่ออกจากงาน สิ่งเหล่านี้หากไม่มีการป้องกันการละเมิดสิทธิ ย่อมส่งผลเสียต่อผู้ติดเชื้ออย่างมาก

            โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ฯ​ และ กฎหมายรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ไม่ได้มีระบุเกี่ยวกับการบังคับนักเรียน นักศึกษา และ ลูกจ้าง ตรวจหาเชื้อ HIVก่อนเข้าทำงาน และสามารถปฏิเสธผู้ที่มีเชื้อ HIV เข้าเรียน และ ทำงานได้ ทำให้ผู้ติดเชื้อ HIV ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และสูญเสียโอกาส  รวมถึงกฎหมายแรงงานของไทย ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง  โดยให้สิทธิกับนายจ้างเลิกจ้างได้ ทั้งที่ลูกจ้างไม่มีความผิด โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าชดเชยเท่านั้น  โดยเฉพาะเหตุผลการเลิกจ้าง จากการติดเชื้อ HIV ที่ถือว่าไม่เป็นธรรม        

            การบังคับให้ตรวจเชื้อก่อนเรียนและทำงาน หรือระหว่างเรียนและทำงาน อย่างการตรวจสุขภาพประจำปี  สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการริดรอนสิทธิอย่างมาก จึงขอเรียกร้องให้ หยุดบังคับตรวจเอชไอวี  เพราะไม่ว่าผลจะเป็นลบหรือบวกไม่สำคัญ ก็สามารถทำงานได้

            โดยเสนอให้รัฐบาลต้องทำให้รูปธรรม โดยกำหนดให้เป็นข้อกำหนด และมีบทลงโทษทางกฎหมาย หากสถานศึกษา หน่วยงาน หรือ องค์กรนั้นๆ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

avatar of the starter
กฤตนันท์ ดิษฐบรรจงผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 122 คน

ประเด็นรณรงค์

          หยุดบังคับตรวจเอชไอวี ลบหรือบวกไม่สำคัญ ทำงานได้

            อคติ และการเลือกปฏิบัติ ต่อผู้ติดเชื้อ HIV ยังมีอยู่ก็คือ การถูกกีดกันการรับเข้าศึกษา และทำงาน ในหลายองค์กร ยังต้องให้ผู้สมัครตรวจหาเชื้อและหากพบว่าติดเชื้อ ก็จะไม่รับเข้าสถานศึกษา หรือ ที่ทำงานนั้นๆ  การบังคับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ ยังคงเป็นปัญหาที่พบบ่อย ทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งกฎหมายที่ใช้คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ มีเพียงพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 7 ระบุว่า ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เท่านั้น

            แม้จะบอกว่าการตรวจหาเชื้อเอดส์ มีข้อดีในแง่ของการรักษาอย่างทันท่วงที หรือหากไม่พบเชื้อ ก็จะรู้จักป้องกันตัวเองมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน การตรวจหาเชื้อเอดส์ยังก่อโทษในแง่อคติของสังคม เสียชื่อเสียง กังวล เครียด ถูกสังคมรังเกียจ หรือถูกไล่ออกจากงาน สิ่งเหล่านี้หากไม่มีการป้องกันการละเมิดสิทธิ ย่อมส่งผลเสียต่อผู้ติดเชื้ออย่างมาก

            โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ฯ​ และ กฎหมายรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ไม่ได้มีระบุเกี่ยวกับการบังคับนักเรียน นักศึกษา และ ลูกจ้าง ตรวจหาเชื้อ HIVก่อนเข้าทำงาน และสามารถปฏิเสธผู้ที่มีเชื้อ HIV เข้าเรียน และ ทำงานได้ ทำให้ผู้ติดเชื้อ HIV ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และสูญเสียโอกาส  รวมถึงกฎหมายแรงงานของไทย ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง  โดยให้สิทธิกับนายจ้างเลิกจ้างได้ ทั้งที่ลูกจ้างไม่มีความผิด โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าชดเชยเท่านั้น  โดยเฉพาะเหตุผลการเลิกจ้าง จากการติดเชื้อ HIV ที่ถือว่าไม่เป็นธรรม        

            การบังคับให้ตรวจเชื้อก่อนเรียนและทำงาน หรือระหว่างเรียนและทำงาน อย่างการตรวจสุขภาพประจำปี  สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการริดรอนสิทธิอย่างมาก จึงขอเรียกร้องให้ หยุดบังคับตรวจเอชไอวี  เพราะไม่ว่าผลจะเป็นลบหรือบวกไม่สำคัญ ก็สามารถทำงานได้

            โดยเสนอให้รัฐบาลต้องทำให้รูปธรรม โดยกำหนดให้เป็นข้อกำหนด และมีบทลงโทษทางกฎหมาย หากสถานศึกษา หน่วยงาน หรือ องค์กรนั้นๆ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

avatar of the starter
กฤตนันท์ ดิษฐบรรจงผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 20 กันยายน ค.ศ. 2018 แล้ว