ยกเลิก “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ทั้งหมด เพื่อเดินหน้าพลังงานหมุนเวียนอย่างแท้จริง

ประเด็นรณรงค์

หมดยุค “ถ่านหิน”

หันมาใช้พลังงานหมุนเวียน

 เราจะเปลี่ยน...ประเทศไปด้วยกัน !!!

 

        ปัจจุบันนี้ มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ 3 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา และโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีการคัดค้านในทุกพื้นที่ ทั้งจากคนในชุมชน นักธุรกิจเอกชน นักวิชาการ และอื่นๆ

        โรงไฟฟ้าเหล่านี้ ต้องนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศ มาเผาผลิตไฟฟ้าทุกๆ วัน ตลอด 25 ปี โดยนอกจาก 3 โครงการนี้แล้ว ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2558-2579 กำหนดจะสร้างอีกประมาณ 6 โรงโดยเป็นถ่านหินนำเข้าทั้งสิ้น แล้วโรงไฟฟ้าเหล่านี้ มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ทำไมเราต้องคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ?

เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็น ฆาตกรเงียบ !!! ส่งผลกระทบทั้งระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก

แต่เรายังต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แล้วเราจะผลิตไฟฟ้าด้วยอะไรดี?

        คำตอบที่สำคัญคือ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีอยู่หลายประเภท

        ผมขอยกตัวอย่างการผลิตไฟฟ้าจากน้ำเสียและเศษปาล์ม กรณี จ.กระบี่ เนื่องจากมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเป็นจำนวนมาก โรงงานเหล่านี้ จะมีน้ำเสีย ซึ่งสามารถหมักเป็นก๊าซชีวภาพ ใช้ผลิตไฟฟ้าได้ และมีเศษปาล์ม ที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ผลิตไฟฟ้าได้อีก

        หากรัฐบาล เปิดโอกาสให้โรงงานปาล์มต่างๆ สามารถขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฯ ได้ การเปลี่ยนจากน้ำเสียและเศษปาล์ม ให้เป็นไฟฟ้า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ทุกๆ ปี หมุนเวียนอยู่ในท้องถิ่นและในจังหวัด ซึ่งเมื่อเทียบมูลค่าเพิ่มดังกล่าว กับราคาปาล์มสดที่เกษตรกรขายได้ เรามีโอกาสเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรนับแสนคนได้ถึง 30 – 50 เปอร์เซ็นต์

นอกจาก จ.กระบี่แล้ว สุราษฎร์ธานี ชุมพร และตรัง ก็มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม อีกเป็นจำนวนมาก ก็สามารถผลิตไฟฟ้าในแบบเดียวกัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านบาท ทุกๆ ปี

        นอกจากธุรกิจเอกชนแล้ว ชุมชนก็สามารถทำได้หลายปีแล้ว ตัวอย่างเช่น ชุมชนป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเลี้ยงวัวมากและปลูกข้าวโพดเยอะ ก็ใช้มูลวัว หมักก๊าซชีวภาพ ผลิตไฟฟ้า และใช้ซังข้าวโพด เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ผลิตไฟฟ้าใช้เอง

        หากรัฐบาล เปิดโอกาสและสนับสนุน ชุมชนป่าเด็ง มีพลังงานหมุนเวียนเหลือเฟือ ที่จะผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบ เป็นรายได้หลายสิบล้านหรือหลายร้อยล้านบาท ทุกๆ ปี ซึ่งนอกจากป่าเด็งแล้ว ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ ย่อมสามารถเรียนรู้และลงมือผลิตไฟฟ้าได้เช่นกัน

        เมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ที่ต้องนำเข้าถ่านหินรวมประมาณปีละ 24,000 ล้านบาท ตลอด 25 ปี เป็นเงิน 6 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายกันทุกๆ เดือน ก็จะไหลออกไปนอกประเทศทั้งหมด

        ผมขอยกอีกหนึ่งตัวอย่างที่ใกล้ตัวคนไทยทุกๆ คน คือ การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เพื่อผลิตไฟฟ้า

        ลองจินตนาการดูนะครับ เพราะสิ่งนี้ยังไม่เกิดขึ้นซะที

ถ้ารัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนชัดเจน ธนาคารต่างๆ ก็ให้กู้เงินเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ ประชาชนก็นำเงินที่ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ มาผ่อนคืนเงินกู้ ประมาณ 6 – 10 ปีก็หมด หากมีการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ก็จะยิ่งคืนเงินกู้เร็วขึ้น หลังจากนั้นก็เป็นกำไรของประชาชน เพราะระบบโซลาร์เซลล์ มีอายุ 25 ปี ยิ่งหากใครพอมีเงินเก็บ ก็แบ่งมาลงทุนติดโซลาร์เซลล์เลย

        แล้วทำไมรัฐบาลปัจจุบัน  รวมถึงทุกๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ไม่เปิดโอกาส ไม่สนับสนุน และมีอุปสรรคต่างๆ มากมาย ก็เพราะมุ่งแต่โรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ที่ใช้ถ่านหิน หรือโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ประเภทอื่นๆ เท่านั้น

ถ้าเราไม่ยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน พลังงานหมุนเวียนต่างๆ เหล่านี้ อีกกี่ปี ก็ยังไม่เกิดขึ้นทั่วประเทศ

        เมื่อรวมพลังงานหมุนเวียน 5 ประเภท เฉพาะ 14 จังหวัดภาคใต้ พบว่า มีเหลือเฟือ หากเรามุ่งมั่นพัฒนาให้เต็มที่ จะได้มากกว่าการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ถึง 27 เท่าตัว ดังนั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา จึงไม่มีความจำเป็น และทุกๆ ภูมิภาค ทุกๆ จังหวัด ก็มีพลังงานหมุนเวียนจำนวนมากเช่นกัน

        แล้วพลังงานหมุนเวียนมีบ้าง ไม่มีบ้าง จึงจำเป็นต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง นั่นเป็นเพราะรัฐบาลมุ่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นหลัก แต่ไม่เปิดโอกาสให้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก เหมือนในหลายๆ ประเทศ ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

        เพราะการผลิตไฟฟ้า ก็เปรียบเหมือนการวางของลงไปในกล่อง หากวางโรงไฟฟ้าถ่านหินลงไปก่อน ก็เหลือที่ว่างน้อยมาก สำหรับพลังงานหมุนเวียน

แต่หากรัฐบาล เปลี่ยนเป็นวางพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ลงไปก่อน ส่วนที่เหลือ ค่อยให้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น ก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว มาเติมให้เต็ม พลังงานหมุนเวียน จึงจะเบ่งบานได้ทั่วประเทศ

ด้วยเหตุนี้ผมจึง...

ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

ยกเลิก “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ทั้งหมด

คือ ทั้งที่กำหนดเป็นโครงการไว้แล้วและที่วางแผนไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ

แล้วพลังงานหมุนเวียน จะมีโอกาสอย่างแท้จริงครับ

avatar of the starter
นายศุภกิจ นันทะวรการผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 75 คน

ประเด็นรณรงค์

หมดยุค “ถ่านหิน”

หันมาใช้พลังงานหมุนเวียน

 เราจะเปลี่ยน...ประเทศไปด้วยกัน !!!

 

        ปัจจุบันนี้ มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ 3 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา และโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีการคัดค้านในทุกพื้นที่ ทั้งจากคนในชุมชน นักธุรกิจเอกชน นักวิชาการ และอื่นๆ

        โรงไฟฟ้าเหล่านี้ ต้องนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศ มาเผาผลิตไฟฟ้าทุกๆ วัน ตลอด 25 ปี โดยนอกจาก 3 โครงการนี้แล้ว ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2558-2579 กำหนดจะสร้างอีกประมาณ 6 โรงโดยเป็นถ่านหินนำเข้าทั้งสิ้น แล้วโรงไฟฟ้าเหล่านี้ มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ทำไมเราต้องคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ?

เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็น ฆาตกรเงียบ !!! ส่งผลกระทบทั้งระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก

แต่เรายังต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แล้วเราจะผลิตไฟฟ้าด้วยอะไรดี?

        คำตอบที่สำคัญคือ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีอยู่หลายประเภท

        ผมขอยกตัวอย่างการผลิตไฟฟ้าจากน้ำเสียและเศษปาล์ม กรณี จ.กระบี่ เนื่องจากมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเป็นจำนวนมาก โรงงานเหล่านี้ จะมีน้ำเสีย ซึ่งสามารถหมักเป็นก๊าซชีวภาพ ใช้ผลิตไฟฟ้าได้ และมีเศษปาล์ม ที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ผลิตไฟฟ้าได้อีก

        หากรัฐบาล เปิดโอกาสให้โรงงานปาล์มต่างๆ สามารถขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฯ ได้ การเปลี่ยนจากน้ำเสียและเศษปาล์ม ให้เป็นไฟฟ้า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ทุกๆ ปี หมุนเวียนอยู่ในท้องถิ่นและในจังหวัด ซึ่งเมื่อเทียบมูลค่าเพิ่มดังกล่าว กับราคาปาล์มสดที่เกษตรกรขายได้ เรามีโอกาสเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรนับแสนคนได้ถึง 30 – 50 เปอร์เซ็นต์

นอกจาก จ.กระบี่แล้ว สุราษฎร์ธานี ชุมพร และตรัง ก็มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม อีกเป็นจำนวนมาก ก็สามารถผลิตไฟฟ้าในแบบเดียวกัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านบาท ทุกๆ ปี

        นอกจากธุรกิจเอกชนแล้ว ชุมชนก็สามารถทำได้หลายปีแล้ว ตัวอย่างเช่น ชุมชนป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเลี้ยงวัวมากและปลูกข้าวโพดเยอะ ก็ใช้มูลวัว หมักก๊าซชีวภาพ ผลิตไฟฟ้า และใช้ซังข้าวโพด เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ผลิตไฟฟ้าใช้เอง

        หากรัฐบาล เปิดโอกาสและสนับสนุน ชุมชนป่าเด็ง มีพลังงานหมุนเวียนเหลือเฟือ ที่จะผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบ เป็นรายได้หลายสิบล้านหรือหลายร้อยล้านบาท ทุกๆ ปี ซึ่งนอกจากป่าเด็งแล้ว ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ ย่อมสามารถเรียนรู้และลงมือผลิตไฟฟ้าได้เช่นกัน

        เมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ที่ต้องนำเข้าถ่านหินรวมประมาณปีละ 24,000 ล้านบาท ตลอด 25 ปี เป็นเงิน 6 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายกันทุกๆ เดือน ก็จะไหลออกไปนอกประเทศทั้งหมด

        ผมขอยกอีกหนึ่งตัวอย่างที่ใกล้ตัวคนไทยทุกๆ คน คือ การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เพื่อผลิตไฟฟ้า

        ลองจินตนาการดูนะครับ เพราะสิ่งนี้ยังไม่เกิดขึ้นซะที

ถ้ารัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนชัดเจน ธนาคารต่างๆ ก็ให้กู้เงินเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ ประชาชนก็นำเงินที่ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ มาผ่อนคืนเงินกู้ ประมาณ 6 – 10 ปีก็หมด หากมีการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ก็จะยิ่งคืนเงินกู้เร็วขึ้น หลังจากนั้นก็เป็นกำไรของประชาชน เพราะระบบโซลาร์เซลล์ มีอายุ 25 ปี ยิ่งหากใครพอมีเงินเก็บ ก็แบ่งมาลงทุนติดโซลาร์เซลล์เลย

        แล้วทำไมรัฐบาลปัจจุบัน  รวมถึงทุกๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ไม่เปิดโอกาส ไม่สนับสนุน และมีอุปสรรคต่างๆ มากมาย ก็เพราะมุ่งแต่โรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ที่ใช้ถ่านหิน หรือโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ประเภทอื่นๆ เท่านั้น

ถ้าเราไม่ยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน พลังงานหมุนเวียนต่างๆ เหล่านี้ อีกกี่ปี ก็ยังไม่เกิดขึ้นทั่วประเทศ

        เมื่อรวมพลังงานหมุนเวียน 5 ประเภท เฉพาะ 14 จังหวัดภาคใต้ พบว่า มีเหลือเฟือ หากเรามุ่งมั่นพัฒนาให้เต็มที่ จะได้มากกว่าการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ถึง 27 เท่าตัว ดังนั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา จึงไม่มีความจำเป็น และทุกๆ ภูมิภาค ทุกๆ จังหวัด ก็มีพลังงานหมุนเวียนจำนวนมากเช่นกัน

        แล้วพลังงานหมุนเวียนมีบ้าง ไม่มีบ้าง จึงจำเป็นต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง นั่นเป็นเพราะรัฐบาลมุ่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นหลัก แต่ไม่เปิดโอกาสให้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก เหมือนในหลายๆ ประเทศ ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

        เพราะการผลิตไฟฟ้า ก็เปรียบเหมือนการวางของลงไปในกล่อง หากวางโรงไฟฟ้าถ่านหินลงไปก่อน ก็เหลือที่ว่างน้อยมาก สำหรับพลังงานหมุนเวียน

แต่หากรัฐบาล เปลี่ยนเป็นวางพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ลงไปก่อน ส่วนที่เหลือ ค่อยให้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น ก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว มาเติมให้เต็ม พลังงานหมุนเวียน จึงจะเบ่งบานได้ทั่วประเทศ

ด้วยเหตุนี้ผมจึง...

ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

ยกเลิก “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ทั้งหมด

คือ ทั้งที่กำหนดเป็นโครงการไว้แล้วและที่วางแผนไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ

แล้วพลังงานหมุนเวียน จะมีโอกาสอย่างแท้จริงครับ

avatar of the starter
นายศุภกิจ นันทะวรการผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
อัพเดทล่าสุดเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 25 ธันวาคม ค.ศ. 2017 แล้ว