“กลั่นแกล้งในโรงเรียน” ต้อง “ลงโทษผู้บริหาร”


“กลั่นแกล้งในโรงเรียน” ต้อง “ลงโทษผู้บริหาร”
ประเด็นรณรงค์
อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยสถานการณ์การรังแกกันในโรงเรียน ปี 2560 พบว่า มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น และไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อยอย่างที่ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่เข้าใจ โดยมีเด็กถูกรังแกในสถานศึกษาปีละประมาณ 600,000 คน และมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น
ปัญหาการกลั่นแกล้ง ล้อเลียน ขู่เข็ญ ระหว่างนักเรียนภายในสถานศึกษาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานและปรากฏเป็นข่าวอยู่เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงหลังซึ่งมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้นรวมถึงมีความรุนแรงมากขึ้นจนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย ทั้งนี้ ในหลายกรณีได้มีการนำภาพขนาดเกิดการกลั่นแกล้งมาเผยแพร่ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนเป็นวงกว้างทำให้เกิดผลกระทบกับทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ รวมถึงสร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้กับผู้พบเห็น โดยผู้คนในสังคมส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่านักเรียนที่มีพฤติกรรมชอบกลั่นแกล้ง ล้อเลียน ขู่เข็ญนักเรียนคนอื่นนั้นเกิดจากความคึกคะนองตามวัยหรือเกิดจากการทำตามๆ กัน ซึ่งควรนำนักเรียนกลุ่มนี้มาเข้าสู่กระบวนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขณะที่ผู้คนส่วนมากมีความคิดเห็นว่าผู้บริหารสถานศึกษาและครูอาจารย์ไม่สนใจและปล่อยปละละเลยรวมถึงไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว
ขณะเดียวกันผู้บริหารและครูอาจารย์ยังอาจไม่เข้าใจวิธีการดูแลนักเรียนพิเศษหรือนักเรียนพิการซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีแนวโน้มถูกกลั่นแกล้งอย่างถูกต้องเหมาะสม และเวลาเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นก็มักจะแก้ปัญหาโดยให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของสถานศึกษาเป็นหลัก จากประเด็นดังกล่าวสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อปัญหานักเรียนมีพฤติกรรมกลั่นแกล้ง-ล้อเลียน-ขู่เข็ญภายในสถานศึกษา
จากผลสำรวจ มีถึงร้อยละ 73.92 เห็นด้วยที่จะมีการกำหนดบทลงโทษทางวินัย/อาญากับผู้บริหารสถานศึกษาที่ปล่อยปละละเลยให้สถานศึกษาของตนเกิดปัญหานักเรียนมีพฤติกรรมกลั่นแกล้ง-ล้อเลียน-ขู่เข็ญอย่างต่อเนื่องซึ่งบทลงโทษนั้น อาจจะเป็นการพักงาน ปรับลดเงินเดือน หรือ จะกำหนดโทษลักษณะใด ก็แล้วแต่ทางกระทรวงศึกษาธิการจะเห็นสมควรอีกที ครับ
โดยนโยบายนี้ที่ผมมาเสนอไม่ได้มุ่งเน้นให้ผู้บริหารสถานศึกษาถูกลงโทษ แต่หวังให้ผู้บริหารตระหนักถึงปัญหามากขึ้น แล้วหาแนวทาง วิธีการ และมาตรการ เพื่อป้องกันการลั่นแกล้งที่จะเกิดขึ้นในโรงเรียนนั่นเองครับ
ประเด็นรณรงค์
อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยสถานการณ์การรังแกกันในโรงเรียน ปี 2560 พบว่า มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น และไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อยอย่างที่ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่เข้าใจ โดยมีเด็กถูกรังแกในสถานศึกษาปีละประมาณ 600,000 คน และมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น
ปัญหาการกลั่นแกล้ง ล้อเลียน ขู่เข็ญ ระหว่างนักเรียนภายในสถานศึกษาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานและปรากฏเป็นข่าวอยู่เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงหลังซึ่งมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้นรวมถึงมีความรุนแรงมากขึ้นจนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย ทั้งนี้ ในหลายกรณีได้มีการนำภาพขนาดเกิดการกลั่นแกล้งมาเผยแพร่ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนเป็นวงกว้างทำให้เกิดผลกระทบกับทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ รวมถึงสร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้กับผู้พบเห็น โดยผู้คนในสังคมส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่านักเรียนที่มีพฤติกรรมชอบกลั่นแกล้ง ล้อเลียน ขู่เข็ญนักเรียนคนอื่นนั้นเกิดจากความคึกคะนองตามวัยหรือเกิดจากการทำตามๆ กัน ซึ่งควรนำนักเรียนกลุ่มนี้มาเข้าสู่กระบวนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ขณะที่ผู้คนส่วนมากมีความคิดเห็นว่าผู้บริหารสถานศึกษาและครูอาจารย์ไม่สนใจและปล่อยปละละเลยรวมถึงไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว
ขณะเดียวกันผู้บริหารและครูอาจารย์ยังอาจไม่เข้าใจวิธีการดูแลนักเรียนพิเศษหรือนักเรียนพิการซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีแนวโน้มถูกกลั่นแกล้งอย่างถูกต้องเหมาะสม และเวลาเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นก็มักจะแก้ปัญหาโดยให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของสถานศึกษาเป็นหลัก จากประเด็นดังกล่าวสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อปัญหานักเรียนมีพฤติกรรมกลั่นแกล้ง-ล้อเลียน-ขู่เข็ญภายในสถานศึกษา
จากผลสำรวจ มีถึงร้อยละ 73.92 เห็นด้วยที่จะมีการกำหนดบทลงโทษทางวินัย/อาญากับผู้บริหารสถานศึกษาที่ปล่อยปละละเลยให้สถานศึกษาของตนเกิดปัญหานักเรียนมีพฤติกรรมกลั่นแกล้ง-ล้อเลียน-ขู่เข็ญอย่างต่อเนื่องซึ่งบทลงโทษนั้น อาจจะเป็นการพักงาน ปรับลดเงินเดือน หรือ จะกำหนดโทษลักษณะใด ก็แล้วแต่ทางกระทรวงศึกษาธิการจะเห็นสมควรอีกที ครับ
โดยนโยบายนี้ที่ผมมาเสนอไม่ได้มุ่งเน้นให้ผู้บริหารสถานศึกษาถูกลงโทษ แต่หวังให้ผู้บริหารตระหนักถึงปัญหามากขึ้น แล้วหาแนวทาง วิธีการ และมาตรการ เพื่อป้องกันการลั่นแกล้งที่จะเกิดขึ้นในโรงเรียนนั่นเองครับ
ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 6 ธันวาคม ค.ศ. 2018 แล้ว