Topic

COVID-19

20 petitions

Update posted 3 months ago

Petition to กระทรวงสาธารณสุข

ประกันสุขภาพต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายวันให้ผู้เอาประกัน กรณีติดโควิด

เนื่องจากได้มีการประกาศกฎเกณฑ์เรื่องการเบิกเคลมค่ารักษาพยาบาล Covid-19 และค่าชดเชยรายได้ ทำให้ทางประชาชนที่ได้มีการวางแผนการทำประกันชีวิตไว้เกิดความไม่เป็นธรรมเพราะประชาชนที่วางแผนทำประกันเพราะต้องการการดูแลรักษากรณีเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยและไม่สามารถจ่ายเงินก้อนใหญ่ไหวจึงทำประกันเพื่อกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าเงินที่เสียค่าประกันสุขภาพส่วนนี้ กลับเบิกสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลไม่ได้และยังทำให้มองว่าทาง คปภ.และบริษัทประกันเอาเปรียบประชาชน และทางสาธารณสุข จนท.ของภาครัฐกลับนิ่งเฉย ไม่มีการตรวจสอบเงื่อนไขกฎเกณฑ์การเบิกค่ารักษาประกันสุขภาพว่าเหมาะสมกับใช้จริงมั๊ย กฎเกณฑ์จะเบิกได้ต้องมีข้อบ่งชี้ 1 ใน 5 ข้อดังนี้ 1. มีอาการไข้สูงกว่า 39 องศา ระยะเวลานานกว่า 24 ชม. 2. หายใจเร็วกว่า 25 ครั้ง ต่อนาทีในผู้ใหญ่ 3. มีความเข้มข้นของ Oxygen Saturation ในเลือดน้อยกว่า94% 4. มีโรคร่วมสำคัญ หรือโรคประจำตัวที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือจำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ตามดุลพินิจของแพทย์  5. ในเด็กที่มีอาการหายใจลำบาก ซึม หรือทานอาหารน้อยลง ซึ่งจากเหตุการณ์จริงการเราเห็นว่าถ้าท่านที่เกี่ยวข้องจะออกกฎ ก็ควรจะออกให้เห็นถึงสถานการณ์ความเป็นจริง ถ้าคนมีไข้ 38 องศาก็สูง และสมควรให้เข้ารับการรักษาพยาบาลได้แล้ว เพราะเหตุการณ์จริงบางคนใช้ชีวิตตัวคนเดียว เกิดเป็นไข้สูง 39 องศาและต้องรอให้ครบ 24 ชั่วโมง บางคนคงหมดสติหรือไม่รู้สึกตัวแล้วและอาจไม่มีแรงที่จะพาตัวเองเดินทางไปรักษาได้ และโควิดก็เป็นโรคติดต่อที่จะให้คนอื่นเข้ามาใกล้ชิดหรือมาช่วยเหลือก็ลำบาก และบางคนที่บ้านอาจอยู่ร่วมกันหลายคน สถานที่พักไม่เพียงพอที่จะให้แยกกักตัว และมีคนสูงอายุ และมีผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่ร่วมด้วยเป็นเหตุทำให้ไม่สะดวกในการกักตัวอยู่ที่บ้านได้ กลายเป็นว่าประชาชนที่ทำประกันสุขภาพไว้และเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดเจ็บป่วยขึ้นมาหวังพึ่งพาการรักษาพยาบาลที่เค้าวางแผนจ่ายเงินประกันไว้กลับใช้สิทธิ์นั้นไม่ได้ และกลายเป็นต้องไปแย่งกันใช้สิทธ์ร่วมกับทางภาครัฐที่มีไว้สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ที่เค้ามีสิทธิ์ เช่น ประกันสังคม สิทธิ์ 30 บาท แต่สิทธิ์ที่เค้ายอมจ่ายเงินส่วนตัวเพื่อต้องการการรักษาพยาบาลที่สะดวกและรวดเร็วกว่ากลับกลายเป็นต้องไปแย่งกันใช้สิทธิ์ร่วมกับคนส่วนมากของรัฐ และเงินที่เค้าทำประกันสุขภาพส่วนตัวมากับเบิกทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายได้ไม่ได้เลยถ้าไม่เข้าข่าย 1ใน 5 ข้อ อยากร้องขอความเป็นธรรมให้กับประชาชนด้วย การออกกฎเกณฑ์แบบนี้ดูเหมือนเป็นการบีบคั้นหัวใจประชาชนมากเกินไปทั้งๆที่พวกเขาได้เสียสละทรัพย์ส่วนตัวเพื่อสวัสดิภาพที่ดีขึ้น แต่ไม่มีใครออกมาถามความเห็น ความถูกต้องของประชาชนกลุ่มนี้เลยว่าถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่ ถ้าท่านใดเห็นด้วยกลับการลงชื่อเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ความเป็นธรรมให้ตัวท่านและสังคมที่ท่านอยู่อย่างเป็นธรรม เรียนเชิญลงนามให้ครบ 20,000 ชื่อ เราจะส่งเรื่องไปยังศาลปกครอง เพื่อวินิจฉัยกฏเกณฑ์ดังกล่าวอีกครั้ง และเป็นธรรมโดยด่วน

Phanpasoo Chinveerabhand
1,808 supporters
Started 4 months ago

Petition to กระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาล

ต้องมีการปรับมาตราการให้ญาติเข้าเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้

เนื่องจากสถานการณ์โควิด ทำให้โรงพยาบาลหลายโรงพยาบาลจำกัดการเข้าเยี่ยมผู้ป่วยที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ทำให้ไม่ได้เจอกับญาติ และมีผลกระทบโดยตรงกับเรื่องกำลังใจของผู้ป่วย โดยบางโรงพยาบาลจะอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ 5-10 นาที ในกรณีที่ผู้ป่วยกำลังจะเสียชีวิต เพื่อเป็นการล่ำลากันเท่านั้น ทางเราจึงเห็นว่า สิ่งนี้กำลังเป็นปัญหาที่กระทบกับเรื่องกำลังใจในการต่อสู้ก้บความเจ็บป่วยของผู้ป่วยเอง โดยที่ผ่านมา ไม่มีมาตรการใดที่เป็นการแก้ปัญหาร่วมกันที่สมดุลระหว่างญาติ กับ ทางโรงพยาบาลได้เลย จึงขอเชิญชวนให้ทุกคนช่วยกันลงชื่อ เพื่อให้ทางกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้ทบทวนหาแนวทางร่วมกัน  เช่น 1. ญาติต้องแสดงประวัติการฉีดวัคซีนก่อนเข้าเยี่ยม 2. ญาติต้องแสดงผล RT - PCR ภายใน 7 วัน ก่อนเข้าเยี่ยม 3. ญาติต้องตรวจ ATK ก่อนการเข้าเยี่ยมทุกครั้ง โดยญาติจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และซื้อ ATK เอง 4. ให้ญาติทำการลงทะเบียน นัดวันเข้าเยี่ยมล่วงหน้า เพื่อป้องกันความแออัดของจำนวนคน   ขอความร่วมมือ และความเข้าใจ เพื่อสนับสนุนให้แคมเปญนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่เราต้องผลักดันอีกหนึ่งเรื่องด้วยค่ะ   

please stay stand
900 supporters
Update posted 6 months ago

Petition to กระทรวงมหาดไท

อย่าทอดทิ้งกลุ่มชาติพันธุ์มานิในช่วงโควิด

แม้ว่าทางการไทยไม่เคยยอมรับถึงการมีอยู่ของชนเผ่าพื้นเมือง แต่จริงๆ แล้วเรามีกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในหลายกลุ่มชาติพันธุ์กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพวกเขามักเป็นกลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติจากนโยบายต่างๆ ที่ออกมา แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐยังคงให้การดูแลไม่ทั่วถึง รวมทั้งยังขาดการเป็นที่ยอมรับจากสังคมภายนอก จนพวกเขาถูกผลักให้กลายเป็นคนด้อยโอกาส เป็นกลุ่มคนในสังคมที่มักถูกลืมอยู่เสมอ หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ในไทยคือ "กลุ่มมานิ" เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเล็กๆ ราว 20-30 คน กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ป่าในจังหวัดพัทลุง สตูลและตรัง มักอพยพโยกย้ายไปตามความสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร เรียกได้ว่าสภาพความเป็นอยู่ของชาวมานิก่อนหน้าที่จะมีโควิด-19 ก็น่าเป็นห่วงอยู่แล้ว ไม่มีอาหาร น้ำสะอาด ไฟฟ้า หรือแม้แต่ห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ และเข้าไม่ถึงการบริการด้านสาธารณสุขและการศึกษา (คนไทยเรียกชาวมานิว่าซาไก ซึ่งไม่ใช่ชื่อที่ชาวมานิใช้เรียกตัวเอง และยังแฝงความหมายด้านลบกับกลุ่มชาวมานิด้วย) เมื่อโควิด-19 ระบาดนานกว่า 2 ปี ผลกระทบก็ยิ่งรุนแรงกว่าเดิมมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะชาวมานิส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยจึงเข้าไม่ถึงข้อมูลเรื่องโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง เช่น หน้ากากอนามัย เจล/สเปรย์แอลกอฮอล์ และยังมีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถป้องกันตนเองจากการติดเชื้อได้ ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐ ซึ่งต้องลงทะเบียนผ่านอินเทอร์เน็ตในการขอรับการเยียวยา และแทบจะไม่รู้เลยว่าจะได้วัคซีนหรือไม่ บางคนที่ไม่มีบัตรประชาชนก็จะลงทะเบียนอะไรไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้ก็เสี่ยงจากการที่บางคนต้องออกไปทำงานรับจ้าง หาเลี้ยงชีพในหลายพื้นที่ก่อนกลับมาอยู่กับครอบครัว บางกลุ่มก็ยังเสี่ยงเพราะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในชุมชนด้วย แม้จะยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่าชาวมานิติดเชื้อหรือเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 มากน้อยเพียงใด แต่ด้วยความร้ายแรงโรคที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐควรเข้ามามีบทบาท ให้ความช่วยเหลือกลุ่มมานิอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด…..อย่าผลักให้ชาวมานิต้องต่อสู้กับวิกฤตนี้อย่างโดดเดี่ยว เพราะ “ไม่มีใครปลอดภัย จนกว่าทุกคนจะปลอดภัย” เราจึงขอเรียกร้องให้สาธารณสุขจังหวัดพัทลุง สตูลและตรัง รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ดูแลประชาชน ดูแลชาวมานิอย่างเร่งด่วน ดังต่อไปนี้ 1. จัดสรรงบประมาณ แจกจ่ายอุปกรณ์ในการป้องกันตัวเองให้กับชาวมานิอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ป้องกันอย่างหน้ากากอนามัย เจล/สเปรย์แอลกอฮอล์ และอำนวยความสะดวกให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ทันทีเมื่อพบว่าติดเชื้อโควิด-192. จัดอาสาสมัครชุมชนเพื่อกระจายความช่วยเหลือ เพื่อลดช่องว่างจากการที่กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้ใช้ภาษาไทย ให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือในหลายๆ ด้าน โดยให้อาสาสมัครลงพื้นที่เพื่อให้ความรู้ในการดูแลรักษาตัวเองในเบื้องต้น 3. จัดทำชุดข้อมูลที่กลุ่มชาติพันธุ์สามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ ทั้งเรื่องการป้องกันตัวเองจากการระบาดของโรคโควิด-19 และข้อมูลการเยียวยา และข้อมูลในการรับบริการอื่นๆ จากรัฐ4. จัดให้มีกระจายและให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนแก่กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับทราบ เพื่อเป็นการตัดสินใจในการเข้าถึงวัคซีน ........................................... แคมเปญนี้เริ่มโดย: บิว ณัฏฐา ทองแก้ว Miss Face of Humanity Thailand 2021IG: missfaceofhumanity.thailandFB: missfaceofhumanity.thailand  

บิว ณัฏฐา ทองแก้ว, Miss Face of Humanity Thailand 2021
1,170 supporters
Update posted 9 months ago

Petition to กระทรวงการศึกษาธิการ

ลดเวลาเรียนออนไลน์ที่ไม่จำเป็น ลดการบ้าน #นรเครียดไม่ไหวแล้ว

อยู่กับโควิดมาเกือบสองปี ทุกคนได้รับความเดือดร้อน แต่ก็อยากขอใช้พื้นที่นี้เล่าความอัดอั้นใจของเด็กๆ อย่างเราให้ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการฟังบ้าง...ได้โปรดรับฟังเสียงเล็กๆ นี้ และช่วยแก้ไขด้วย เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ แต่ตอนนี้พวกเราหลายคนขอพูดตรงๆ ว่ามองไม่เห็นอนาคตตัวเองในประเทศนี้เลย.... เรียนออนไลน์ไม่ได้เหมาะกับทุกคน สำหรับพวกเราที่อยู่ ม. ปลาย ที่เครียดกับการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ยิ่งมีสุขภาพจิตแย่ลงมากจากการเรียนกับหน้าจอ เพื่อนๆ อีกหลายคนที่ได้คุยกัน ได้ร่วมลงชื่อในแคมเปญนี้แล้ว ก็บอกเหมือนกันว่าเครียดมาก สภาพจิตเด็กไทยแย่ลงทุกวันๆ หลายคนก็เป็นซึมเศร้า บางคนถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย  ในฐานะของนักเรียน...เราก็แค่อยากเรียนอย่างมีความสุข อยากให้ผู้ใหญ่ฟังบ้าง ว่าเรียนออนไลน์ไม่เหมือนเรียนในห้อง เข้าใจเนื้อหาน้อยลง บางทีอินเตอร์เน็ตก็มีปัญหา ครูบางคนก็ไม่เห็นใจพวกเราเลย หักคะแนนจากเหตุผลที่ไม่ใช่ความผิดของเรา เช่น ถ้าคอมร้อน เปิดกล้องไม่ได้ ก็ถูกหักคะแนน แถมครูบางคนก็บังคับให้เราต้องเข้าไปรวมกลุ่มกันฟังในยูทูปแทนการสอนจริง สั่งงานแบบไม่ได้ดูภาพรวมเลยว่าทุกวิชาก็ต่างสั่งจนเยอะไปหมด ตามมาทางไลน์ก็มี แถมยังบังคับให้ปริ้นท์งานส่ง จะไปหาปริ้นท์เตอร์มาจากไหน บางงานก็ต้องหาอุปกรณ์อื่นๆ มาใช้เรียนเพิ่มอีก...แล้วหลายอย่างมันก็หาไม่ได้ในช่วงเวลานี้ พอไม่มีก็ถูกตัดคะแนน  ที่กระทรวงศึกษาบอกว่ามีคำสั่งและนโยบายให้โรงเรียนลดการบ้านและชั่วโมงเรียน ก็ยังมีอีกหลายโรงเรียนที่ยังไม่ได้เอามาใช้จริงๆ เราเลยอยากส่งเสียงถึงกระทรวงศึกษาอีกครั้ง ว่าขอให้ช่วยลงมาตรวจสอบแบบเข้มวงดและจัดการอย่างจริงจังว่าทุกโรงเรียนทำตามนโยบาย “ลดเวลาเรียนจากจอ ลดการบ้าน ประเมินยืดหยุ่นช่วยเด็ก” ให้เหมาะกับเด็กในแต่ละช่วงวัย โรงเรียนของเราตอนนี้ยังเรียนวันละ 8 คาบ คาบละ 50 นาทีหน้าจอ ไม่ได้ลุกไปไหน กลัวถูกหักคะแนน ยังไม่นับว่ามีเรียนชดเชยวันเสาร์ และครูสอนเกินเวลาอีก  นอกจากนี้ เราก็ขอให้กระทรวงตัดเอาวิชา ‘เกินจำเป็น’ ไม่เหมาะกับการเรียนออนไลน์ออกไป หรือเปลี่ยนเป็นวิชาเลือกแทน เช่นนักเรียน ม. ปลายที่ต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ได้ประโยชน์จากการเรียนวิชาลีลาศหรือเทสนิสออนไลน์ที่ต้องเรียนทฤษฎีทั้งเทอม วิชาดนตรีไทยก็ต้องร้องโน้ตออนไลน์ ส่วนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ พวกเราก็ต้องหาใบตอง มาพับให้ครูดูอยู่หน้าจอ เรียนไปก็สงสัยไปว่าทำไมต้องเรียน และทำไมต้องเรียนตอนนี้ทั้งๆ ที่อยากมีเวลาติววิชาสำคัญเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยมากกว่า  เด็กเครียด ครูก็เครียด ผู้ปกครองก็เครียด เลยขอส่งเสียงไปที่กระทรวงศึกษาว่าต้องมีทางออกที่แบ่งเบาภาระของทุกฝ่ายด้วย ช่วยฟังเสียงเด็กๆ อย่างเราด้วยนะคะ

อชิรญา เพชรคง
957 supporters