Big C, Lotus's, Tops, Makro: เพิ่มตัวเลือกขายไก่สดที่ไม่ได้เลี้ยงด้วยข้าวโพดจากการเผา

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 5,000 คน!

หากถึง5,000รายชื่อประเด็นอาจถูกพูดถึงในวงกว้าง และสื่อสนใจนำเสนอข่าว

PM2.5 ฝุ่นพิษที่พวกเราทนกันมานานปีแล้วปีเล่า จนตา จมูก ปอดพังแล้วก็ยังไม่รู้ว่ามีใครคิดจะแก้ปัญหานี้จริงๆ มั้ย (บ่น) หลายคนคงรู้ว่าเรื่องนี้แก้ยากเพราะพัวพันหลายตัวละครหลายปัจจัย แต่ใครบ้างจะรู้ว่าหนึ่งในตัวการที่ทำให้เกิด PM2.5 ก็คือ ไก่! เรื่องจริงน่าตกใจที่ดิฉันเพิ่งรู้และอยากแชร์

ดิฉันเป็นผู้บริโภคซื้อของตามซูเปอร์ทั่วไป แต่เมื่อปีที่แล้วได้ติดตามแคมเปญ ‘ผู้บริโภคที่รัก’ ของ Oxfam (อ็อกแฟม) ประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายสายกินแบบคลีนและยั่งยืน ทำให้เริ่มตั้งคำถามถึงที่มาของอาหาร แล้วก็เพิ่งได้รับการ “เบิกเนตร” ว่าไก่กระเทียม กะเพราไก่ ไก่ต้มน้ำปลา และเมนูไก่ทุกอย่างที่เป็นอาหารโปรดของดิฉัน คือตัวการก่อฝุ่นพิษ PM2.5 มาทำร้ายคนกินไก่อีกที! รู้แบบนี้ดิฉันก็เลยทนเป็น “ผู้บริโภคเฉย” ต่อไปไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาทำแคมเปญนี้บน Change.org ร่วมกับอ็อกแฟมและเครือข่าย

ตอนแรกดิฉันก็สับสนว่าไก่กะฝุ่นเกี่ยวกันยังไง เล่าง่ายๆ ก็คือ พวกเรากินไก่ ไก่ในฟาร์มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่กินข้าวโพดเป็นหลัก (เริ่มเอ๊ะรึยัง) แล้วข้าวโพดมาจากไหน ข้าวโพดก็มาจากอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ โดยมีแหล่งปลูกหลักอยู่ทางภาคเหนือ เมื่อความต้องการไก่มากล้น ความต้องการผลิตข้าวโพดก็มากตาม ทำให้เกิดการปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ที่ราบสูง ที่ชันจนเอารถขึ้นไปไถกลบหน้าดินไม่ได้ ต้องใช้วิธีเผาเพื่อจัดการพวกวัชพืชและเศษซังข้าวโพด การเผานี่แหละเป็นตัวสร้าง PM2.5 กว่า 2 แสนล้านตันต่อปี ช่วงเดือน ม.ค.- เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงเตรียมหน้าดิน เราถึงได้เห็นข่าวทำนอง ‘ดอยอินทนนท์หายไปไหน’ ‘ทะเลเพลิงดอยสะเมิง’ ‘ไฟป่าเชียงใหม่’ ไปเที่ยวบนดอยก็ได้กลิ่นควันเผา ตามมาด้วยฝุ่นพิษหนาแน่นที่กระจายไปจังหวัดต่างๆ แบบเลี่ยงไม่ได้

ดิฉันในฐานะคนซื้อไก่รู้แบบนี้แล้วอึดอัดใจ เพราะอยากกินไก่แต่ไม่อยากมีส่วนก่อ PM2.5 แต่จะเลี่ยงยังไง ในเมื่อไก่ที่ซูเปอร์ขายกันมาจากการผลิตแบบอุตสาหกรรมโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้า ผู้ส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและปุ๋ยของตัวให้เกษตรกรปลูก เพื่อเอามาเป็นอาหารเลี้ยงไก่ของตัวเองอีกที ไก่พวกนี้เลี้ยงแบบอุตสาหกรรมยังไม่ครบเดือนก็โตผิดตา พร้อมขายให้เราซื้อกินตามซูเปอร์ทั่วไป ทำให้เรากลายเป็นตัวการร่วมสร้างฝุ่นพิษไปแบบไม่รู้ตัว ยิ่งขาย ก็ยิ่งเผา วนไปแบบนี้

แล้วเราเลือกอะไรได้มั้ย? ดิฉันหันมองตัวเอง มันน่าจะมีอะไรที่เราทำได้ในฐานะคนซื้อไก่ มองไปที่คนใกล้ตัวในวงจรอาหารอย่างซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วก็นึกได้ว่าเวลาไปซูเปอร์ เรายังพอเลือกได้ว่าผักถุงไหนปลอดสารพิษ เราก็น่าจะขอให้ซูเปอร์ขาย “ไก่ไร้ฝุ่น” หรือไก่ที่ไม่ได้กินข้าวโพดจากการเผา มาให้เราเลือกซื้อได้เหมือนกัน

บางคนอาจสงสัยว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับซูเปอร์ เมื่อก่อนดิฉันก็เคยคิดแบบนี้ แต่ได้เรียนรู้ว่าซูเปอร์นี่แหละมีบทบาทสุดๆ เพราะเป็นตัวกลางรับซื้อจากผู้ผลิตและขายต่อให้ผู้บริโภคโดยตรง จึงสามารถช่วยตรวจสอบย้อนไปถึงต้นทางการผลิต ช่วยคัดสรรของดีมาขายให้เราได้ และออกนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เราจะได้ไม่ต้องจำใจเป็นคนซื้อไก่ก่อฝุ่นพิษ ที่ก็มาทำให้จมูกเราพังอีกที 

ดิฉันจึงขอชวนผู้บริโภคทุกคนมาร่วมกันเรียกร้องให้ซูเปอร์รายใหญ่ อย่าง บิ๊กซี โลตัส ท็อป และแม็คโคร ที่ประกาศนโยบายธรรมาภิบาล ใส่ใจสังคม และรับฟังผู้บริโภคมาโดยตลอด ให้ช่วยเพิ่มตัวเลือกขายไก่ที่ไม่ก่อฝุ่นพิษ เพิ่มพื้นที่ขายไก่ที่ไม่ได้มาจากวงจรผลิตที่สนับสนุนการเผาสร้างมลพิษ PM 2.5 

บางคนอาจสงสัยอีกว่าแล้วซูเปอร์จะฟังเราเหรอ ขอบอกว่าพวกเราก็มีพลังสุดๆ เหมือนกัน ซูเปอร์มีพลังในการซื้อมาขายต่อ เราก็มีพลังในการซื้อ (หรือไม่ซื้อ) จากซูเปอร์อีกที ซูเปอร์ไม่ฟังเรา แล้วเขาจะไปฟังใคร ดิฉันเห็นตัวอย่างจากแคมเปญ ‘ผู้บริโภคที่รัก’ นี่แหละที่ ส่งเสียงไปยังซูเปอร์ฯ รายใหญ่ๆ ขอให้ช่วยยืนยันว่าส้มที่วางขายไม่ปนเปื้อนสารพิษ ซึ่งซูเปอร์ก็รับฟังและสัญญาว่าจะพัฒนาระบบตรวจสอบที่มาของส้มให้ดีขึ้น 

มาชวนให้ซูเปอร์ร่วมทำสิ่งดีๆ ด้วยการส่งเสียงดังๆ ให้ซูเปอร์ได้ยิน ดิฉันมั่นใจว่าคนชอบกินไก่ไม่ได้อยากร่วมสร้างฝุ่นพิษ และที่แน่ๆ ไม่อยากหายใจเอาฝุ่นพวกนี้เข้าไปในปอด ขอเสียงสนับสนุนเยอะๆ ด้วยการลงชื่อและแชร์แคมเปญออกไปให้ทั่ว ดิฉัน อ็อกแฟม และเครือข่าย จะนำพลังเสียงของทุกคนไปเจรจากับซูเปอร์ ให้หาไก่ไร้ฝุ่นมาขายให้พวกเราได้เลือกซื้อกินกัน