คิดเงินค่าถุงพลาสติกเพื่อลดปริมาณขยะ #NoFreePlastic #ขยะฆ่ามาเรียม

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 35,000 คน!


(อัพเดท 23 ส.ค 2019)

เมื่อปีที่แล้ว ผมเริ่มแคมเปญเรียกร้องให้ห้างร้านต่างๆ เก็บเงินค่าถุงพลาสติกบน Change.org ครั้งนั้นได้รับทั้งการสนับสนุน และกระแสต่อต้านมากมาย...  

การจากไปของวาฬนำร่อง เต่ามะเฟือง พะยูนน้อยมาเรียมและกวางในเขตอุทยานฯ เป็นผลกระทบที่น่าสะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องคิดว่านี่อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราได้ยินว่าสัตว์ป่าอีกหลายชีวิตต้องตายด้วยขยะพลาสติก

ด้วยพลังของผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนในแคมเปญ เกิน 2 หมื่น 7 พันคน บวกกับกระแสสังคม ทำให้ที่ผ่านมา ภาคเอกชนเริ่มพยายามรณรงค์ให้คนทั่วไปลดการใช้ถุงพลาสติก เช่น การไม่แจกถุง ให้แต้มเพิ่ม หรือคิดเงินค่าถุง (แต่ก็เป็นในลักษณะกะปริบกะปรอย)

เร็วๆ นี้ ผมได้พูดคุยกับพี่ๆ เครือข่ายกลุ่มอาสาสมัครที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ทะเลและแก้ปัญหาขยะพลาสติก อย่าง Thai Whales Mahasamut Patrol และ ReReef เราเห็นตรงกันว่า ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐ นำโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและรัฐบาล จะต้องออกกฎหมายให้มีการเก็บค่าถุงพลาสติกจากจุดซื้อ คือให้เบ็ดเสร็จ ทำกันทุกเจ้าไม่ใช่เน้นความสมัครใจที่ว่าใครอยากทำ ก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ติดอยู่ที่ตรงไหน เพราะความจริงกระทรวงการคลังก็ศึกษาเรื่องนี้มา 1-2 ปี แถมเคยเรียกประชุม retailer มาแล้ว

ท้ายสุด รบกวนทุกคนช่วยกันแชร์แคมเปญ เพิ่มจำนวนผู้สนับสนุนผลักดันให้งานรรณรงค์นี้สำเร็จด้วยกันนะครับ 

ขอบคุณแทนมาเรียมด้วยครับ

---------

ทำไมถึงต้องเปลี่ยน ?

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเลเป็นอันดับที่ 6 ของโลก หนึ่งในแหล่งที่มาของพลาสติกเหล่านั้นคือถุงพลาสติกใส่สินค้าต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่และถูกใช้เป็นจำนวนมาก เมื่อถุงพลาสติกเหล่านี้ถูกทิ้งลงไปในแม่น้ำจนกระทั่งลงสู่ทะเล จะเกิดเป็นมลพิษแก่สัตว์และสิ่งแวดล้อมระยะยาว เพราะถุงพลาสติก 1 ใบใช้เวลานานถึง 450 ปีในการย่อยสลาย หรือแม้ว่าบางคนจะไม่สนใจเรื่องสัตว์และสิ่งแวดล้อม ขยะพลาสติกเหล่านี้ก็ยังก่อปัญหาอื่นๆ ที่กระทบต่อทุกคนโดยตรง เช่น ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาเศษพลาสติก (Micro Plastic) ที่สัตว์น้ำกินเข้าไปก็กลับเข้ามาเป็นอาหารที่เรากินกันอยู่เป็นประจำ 

วิธีการเปลี่ยนแปลง

ขอเรียกร้องให้ธุรกิจห้างร้านรายใหญ่ เช่น 7-11, Tesco Lotus, และ Big C และกลุ่ม The Mall ริเริ่มหรือจับมือกันในการเปลียนนโยบาย เลิกการแจกถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียว หากลูกค้าต้องการถุง ก็ให้คิดเงินค่าถุงในราคาที่เหมาะสม 

ทำไมถึงต้องใช้วิธีนี้?

มีตัวอย่างทั้งในและต่างประเทศว่าการคิดเงินค่าถุงพลาสติกเพียงเล็กน้อย สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมและลดปริมาณการใช้ถุงได้มหาศาล 

  • ร้านค้าในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ไม่แจกถุงพลาสติก หากลูกค้าต้องการก็จะคิดเงินค่าถุงพลาสติก 2 บาทต่อถุง สามารถลดจำนวนถุงจาก เดือนละ 102,465 ใบ เหลือเพียง 4,795 ใบต่อเดือนภายใน 3 เดือนแรกที่เริ่มโครงการ อีกหลายมหาลัย เช่น จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ก็มีนโยบายคล้ายๆ กันในการลดปริมาณขยะพลาสติก และก็มีผลลัพธ์ใกล้เคียงกับของมหาวิทยาลัยมหิดล ถึงแม้บางมหาลัยจะเปลี่ยนเป็นการแบน ห้ามใช้ถุงแทน นโยบายนี้ก็แสดงให้เห็นว่า การตั้งราคาถุงสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้รวดเร็วและชัดเจนกว่าการรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้ามาก
  • หลายประเทศในยุโรปใช้วิธีการนี้มานานแล้ว ผลที่ได้คือผู้บริโภคเตรียมถุงผ้าหรือถุงพลาสติกเก่าๆ กลับมาใช้ หากผู้บริโภคไม่ได้เตรียมถุงไป หลายคนก็จะเลือกซื้อถุงผ้าเพราะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง ซึ่งในอังกฤษสามารถลดประมาณถุงพลาสติกได้ถึง 83% ใน 1 ปี จากการคิดค่าถุงพลาสติกในราคาเพียง 5p (ประมาณ 2 บาท) อย่างไรก็ดี หลายประเทศเริ่มออกมาตรการที่เข้มงวดกว่า คือการแบนถุงพลาสติกโดยเด็ดขาดอีกด้วย
  • หากห้างร้านขนาดใหญ่ เช่น 7-11, Tesco Lotus, และ Big C จับมือกัน ริเริ่มการเปลี่ยนแปลงดีๆ สามารถช่วยโลกได้อย่างแท้จริง ไม่จำเป็นต้องรอกฎหมายหรือการบังคับจากรัฐบาล ผมเชื่อว่าผู้บริโภคมากมายน่าจะสนับสนุนแบรนด์เหล่านั้นในฐานะเป็นผู้นำที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ดังเช่น แบรนด์ที่ทำอยู่แล้วอย่าง Makro และ IKEA

ด้วยเหตุนี้ จึงอยากชวนทุกๆ ท่านร่วมกันลงชื่อให้ถึง 100,000 รายชื่อเพื่อที่จะไปเสนอกับห้างร้านขนาดใหญ่เหล่านี้ทราบว่า มีความต้องการจากผู้บริโภคอีกมากมายที่ยินดีอยากให้ธุรกิจเปลี่ยนนโยบายโดยการไม่แจกถุงพลาสติกให้ลูกค้า หากลูกค้าต้องการจะต้องซื้อถุงพลาสติกเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม

#NoFreePlastic

อัพเดต:

The Mall Group ได้เริ่มคิดค่าถุงพลาสติก 1 บาทต่อถุง ส่วนเครือ Central ได้หยุดแจกถุงพลาสติก ยกเว้นกรณีที่ลูกค้าขอ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ก็ยังมีอีกหลายธุรกิจที่ยังขาดความตระหนัก และใช้มาตรการที่ The Mall และ Central ใช้ จะสามารถลดการใช้ถุงได้อีกมากหากคิดราคาถุงที่มีมูลค่าสูงกว่านี้ เช่น 5 บาท เป็นต้น