ร่วมกันลงชื่อถอดถอน กกต

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 1,000,000 คน!

อานนท์ นำภา
อานนท์ นำภา ลงชื่อสนับสนุนแคมเปญนี้

ขออำนาจพลังประชาชนร่วมกันลงชื่อสนับสนุนแคมเปญล่ารายชื่อถอดถอนกรรมการการเลือกตั้งที่ดูมีมลทินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

[อัพเดทเพิ่มเติมวันที่ 27 มีนา]   --------------------------------------

ขณะนี้แคมเปญนี้คือเรื่องที่มีคนลงชื่อมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Change.org ประเทศไทย ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่มาร่วมกันแสดงพลังและความต้องการของประชาชนครับ

แม้การลงชื่อออนไลน์และการเคลื่อนไหวของประชาชนจะไม่ได้มีข้อผูกมัดทางกฏหมาย แต่เราเชื่อว่ามันส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฏหมายและนโยบายได้ครับ

เมื่อพูดถึงกระบวนการทางกฏหมาย มีหลายคนเสนอว่าให้รวบรวมเอกสารหน้าบัตรประชาชนด้วย เราขอชี้แจงแบบนี้นะครับ

  • ตามรัฐธรรมนูญปี 50 (ของเก่า) มาตรา 271 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอน กกต. ออกจากตำแหน่งได้
  • ตามรัฐธรรมนูญปี 60 (ฉบับปัจจุบัน) มาตรา 235 ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีการกล่าวหาผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ (เช่น กกต.) ให้ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง หาก ป.ป.ช. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เห็นว่าผู้นั้น มีพฤติการณ์หรือกระทําความผิดตามที่ไต่สวนให้ดําเนินการต่อ

เราได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญทางกฏหมาย รวมทั้งโทรถาม ป.ป.ช. เองด้วย ได้รับคำแนะนำว่า ภายใต้รธน. ปัจจุบัน ประชาชนสามารถยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังส่วนราชการ (ป.ป.ช.) ได้ตามขั้นตอนปกติ ตามมาตรา 235 ข้างต้น คือคนๆ เดียวก็ร้องเรียนได้ครับ

ดังนั้น พวกเราและ ‘เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม’ จะเป็นตัวแทนนำรายชื่อทุกคนไปร้องเรียนกับ ป.ป.ช. ส่วนรายละเอียดและวันเวลาเข้ายื่น โปรดติดตามนะครับ

[เนื้อหาแคมเปญเดิม]------------------------------------------------

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
1) รัฐธรรมนูญ มาตรา 164 ว่าด้วยสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน
2) รัฐธรรมนูญมาตรา 270-274 ว่าด้วยการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่นๆ
3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ป.ป.ช.) มาตรา 58-65 ว่าด้วย การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่นๆ                                                                       

 ตำแหน่งที่อาจถูกถอดถอนได้ :
1) นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
3) ประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา และผู้พิพากษาที่ป.ป.ช.กำหนด
4) ประธานศาลปกครองสูงสุด รองประธานศาลปกครองสูงสุด และผู้พิพากษาที่ป.ป.ช.กำหนด
5) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหลาย
6) อัยการสูงสุด รองอัยการสูงสุด และอัยการทั้งหลายที่ป.ป.ช.กำหนด
7) กรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.)
8) ผู้ตรวจการแผ่นดิน
9) ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
10) หัวหน้าสํานักตุลาการทหาร
11) ปลัดกระทรวง อธิบดีกรม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปลัดกรุงเทพมหานคร
12) หัวหน้าหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มีฐานะเป็น
นิติบุคคล
13) กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ
ฯลฯ
 
เหตุในการถอดถอน :
1) มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
2) ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่
3) ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ / หน้าที่ในการยุติธรรม
4) ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
5) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
 
ขั้นตอน :
1) ผู้ริเริ่มไม่เกิน 100 คน ไปแสดงตนต่อประธานวุฒิสภาก่อนเริ่มต้นรวบรวมรายชื่อ
2) ผู้ริเริ่มรวบรวมลายมือชื่อประชาชน พร้อมเอกสารระบุชื่อ อายุ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน สำเนาบัตรประชาชนหรือเอกสารที่มีรูปถ่ายที่ทางราชการออกให้ ให้ครบ 20,000 คน ภายใน 180 วัน
3) ผู้ริเริ่มนำรายชื่อประชาชน พร้อมระบุพฤติการที่กล่าวหาผู้ที่จะถูกถอดถอน และพยานหลักฐานตามสมควรยื่นต่อประธานวุฒิสภา
4) ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนโดยเร็ว
5) หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เห็นว่ามีมูลให้ทำรายงานเสนอต่อวุฒิสภา ระหว่างนี้ผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่อไปไม่ได้ และให้ประธานวุฒิสภาจัดประชุมวุฒิสภาโดยเร็วเพื่อลงมติ
6) สมาชิกวุฒิสภาลงมติให้ถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่ง โดยอาศัยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
 
ผล : ผู้ที่ถูกถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับตั้งแต่วันที่วุฒิสภาลงมติ และให้ตัดสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองและสิทธิรับราชการ 5 ปี มติของวุฒิสภาให้เป็นที่สุด ใครจะมาร้องบุคคลเดิมด้วยเหตุเดิมอีกไม่ได้
 
ผู้ที่มีบทบาทมาก : คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
 
ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจจริงๆ : วุฒิสภา โดยมติ 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด