ยกเลิก EEC หยุดให้ต่างชาติถือโฉนดที่ดินไทย

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 200 คน!


เหตุผลความจำเป็นที่ต้องรณรงค์ เพราะลูกหลานไทยอาจไร้แผ่นดิน

เนื่องจากมีคำสั่งคสช. ๓ ฉบับ ที่ต่อมาแปลงเป็น พ.ร.บ.EEC หรือ พ.ร.บ.พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มีสาระสำคัญที่ทำมให้เกิดข้อห่วงกังวล ที่ยินยอมให้ต่างชาติถือโฉนดที่ดินไทยได้โดยไม่มีข้อจำกัดทั้งขนาดพื้นที่ และกรอบเวลา ดังนี้

มาตรา ๔๘ ให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้รับสิทธิประโยชน์อย่างใด อย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามหมวดนี้ตามที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด ดังต่อไปนี้

(๑) สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อการประกอบกิจการหรือห้องชุดเพื่อการประกอบกิจการ หรือการอยู่อาศัยตามมาตรา ๔๙

(๒) สิทธิในการนําคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร
(๓) สิทธิในการที่จะได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากร
(๔) สิทธิในการทําธุรกรรมทางการเงิน
(๕) สิทธิประโยชน์อื่นตามมาตรา ๕๙

ในการกําหนดสิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการนโยบายจะกําหนดให้แตกต่างกันก็ได้โดยคํานึงถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง

มาตรา ๔๙ ให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อการประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน

ให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นคนต่างด้าว ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดมีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด โดยได้รับการยกเว้นจากการจํากัดสิทธิ ของคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

ผู้ประกอบกิจการซึ่งจะมีสิทธิ และจํานวนที่ดินหรือห้องชุดตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบ ของคณะรัฐมนตรี แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือ กฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

.....

นอกจากนั้นยังให้เช่าที่ดินไทยได้นาน (๕๐+๔๙)  รวม ๙๙ปี  รวมทั้งให้อำนาจพ่อค้านักธุรกิจเข้าไปมีอำนาจเทียบเท่ารัฐมนตรี คือ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย ร่วมเป็นคณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีรวม ๑๕ คนในคณะรัฐบาลเป็นกรรมการ  มีอำนาจขีดพื้นที่เพื่อเวนคืนที่ดินของประชาชน แก้ไขผังเมืองจากเกษตรกรรมเป็นอุตหสากรรม  และคณะกรรมการมีอำนาจทำการแทนกฎหมายอื่นและมีอำนาจในกฎหมายใหม่รวมกัน ๓๓ ฉบับ ไม่ต้องใช้เงินบาทในพื้นที่ EEC ยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคลยาวนานถึง ๑๓ และ ๑๕ ปี ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักณและวัตถุดิย และสิทธิประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย  ต่อมาได้ประกาศให้ที่ดินรถไฟมักกะสันสมบัติ/มรดกของในหลวงรัชกาลที่ ๕ เป็นเขต EEC อีกด้วย เป็นการลดคุณค่าของมรดกบรรพชน ยกประโยชน์ให้เอกชนอย่างไร้เหตุผล จึงสมควรยกเลิกกฎหมายนี้ และพัฒนาประเทศตามหลักแห่งความพอเพียง พอประมาณ  มีเหตุผล และพร้อมที่จะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง  เพราะการให้ต่างชาติถือโฉนดที่ดินไทยหรือเช่า ๙๙ ปี เป็นการผูกมัดนโยบายอนาคต โดยเฉพาะทำให้คนไทยที่มีรายได้น้อยสิ้นโอกาสมีที่ดินทำกินของตนเอง เป็นการทำลายโอกาสและศักดิ์ศรีคนไทยอย่างร้ายแรง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ภายหลังประกาศใช้กฎหมาย ทำให้ประชาชนถูกขับไล่ออกจากที่ดินทำกินทั้งที่เป็นการกระทำผิดกฎหมายการเช่าที่นา มีการทำลายบ่อปลานาข้าวของชาวนาและรื้อบ้านชาวนาทันที แม้จะยังมิได้รับการประกาศเป็นเขต EEC  เกิดการแบ่งแยกขัดแย้งในชุมชน  เป็นการทำลายอาชีพดั้งเดิมของประชาชนที่ประกอบสัมมาอาชีพ ก่อให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนแสนสาหัส เพราะ EEC มิได้นำมาเพียงโรงงานเท่านั้น แต่ยังมีระบบคมนาคมขนส่งอีกจำนวนมาก ระบบขนถ่ายสินค้าตามมาด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนปักลงบนที่นาและบ่อปลาของชาวบ้านทั้งสิ้น 

เขต EEC ส่วนมากเป็นการประกาศทับลงบนนิคมอุตสาหกรรมเดิมเกือบทั้งหมด เพื่อเอื้อประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษียืดยาวออกไปให้แก่กลุ่มทุน ขณะที่รองนายกฝ่ายกฎหมายเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม ที่ได้รับการประกาศมากที่สุด ซึ่งลาออกจากประธานบริษัทนั้นเพียง ๑ วัน ก็ได้เป็นรองนายกฯ และยังเป็นประธานพิจารณากฎหมาย EEC อีกด้วย

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ได้รับการประกาศไปแล้วมีจำนวน ๒๔ ฉบับ  และยังมีโครงการที่คาดหวังว่าจะได้รับการประกาศเป็นเขต EEC เพิ่มขึ้น แต่จากการศึกษาพบว่ามีพื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะทำเป็นเขตอุตสาหกรรมบางประเภท จึงควรทบทวนแก้ไขให้ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงของสภาพภูมิประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย  เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่นายกรัฐมนตรีลงนามต่อสหประชาชาติ  และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และในพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(รายละเอียดเบื้องต้น) ซึ่งมีข้อมูลความจริงพอสังเขป ดังนี้

๑. ประกาศเขต EEC ทับพื้นที่สีเขียว และมีโครงการบลูเทค ซิตี้ ที่คาดหวังว่าจะได้รับการประกาศอีก ๑ โครงการ รวมพื้นที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ ในเขตอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ติดกับเขตอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา(รายละเอียด ๑.๑)

นอกจากนั้นในเขตอำเภอบ้านโพธิ์ ยังมีโครงการท่าเรือบก และมีโครงการสร้างสถานีซ่อมรถไฟ ในเขตฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมในภาคตะวันออก(รายละเอียด ๑.๒)

๒. ทำผิดกฎหมายผังเมือง พื้นที่นิคมฯอมตะ๒ ที่ประกาศเป็นเขต EEC , พื้นที่ท่าเรือบก และพื้นที่โครงการบลูเทค ซิตี้ เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อเกษตรกรรมตามประกาศผังเมือง ห้ามมิให้มีการก่อสร้างคลังสินค้า แต่ใบอนุญาตของ อบต.ระบุว่าเพื่อทำคลังสินค้า อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายผังเมือง(รายละเอียด ๒) เพิ่มติม ณ ๒๗ พ.ค.๖๒ ทราบจากคนพื้นที่ว่า หลังจากมีการร้องเรียน สผ.สั่งหยุดถมที่ดิน และอยู่ระหว่างการพิจารณา

๓. ทำผิดกฎหมายที่ดิน พื้นที่โครงการบลูเทค ซิตี้ ขณะนี้ยังไม่ผ่าน EIA แต่ผู้ลงทุนกำลังถมบ่อปลาและที่นา โดยการซื้อขายที่ดินในบริเวณนี้ เป็นการทำผิดกฎหมายการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(รายละเอียด ๓)

๔. สร้างความเสียหายต่อวิถีชีวิตที่ดำเนินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่เป้าหมายที่จะก่อสร้างนิคมฯอมตะ๒  พื้นที่โครงการบลูเทค ซิตี้  พื้นที่ท่าเรือบก  และสถานีซ่อมรถไฟ  ล้วนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญยิ่งของประเทศ โดยมีสถิติผลผลิตทางการเกษตรที่มีนัยสำคัญ  เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดใหญ่ที่สุดเพื่อส่งไปเพาะเลี้ยงทั่วประเทศ มีบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปู สลับกับนาข้าว มีวัดและโรงเรียนหลายแห่งอยู่ใกล้โครงการ เป็นเมืองแบบอย่างที่ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้ครบทุกขั้นตอน ผลผลิตบางชนิดได้รับการส่งไปขายในต่างประเทศ ดังนั้นจึงนับได้ว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแผนการปัจจุบันเป็นการสร้างความเสียหายอย่างชัดเจน ต่อวิถีชีวิตที่ดำเนินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง (รายละเอียด ๔)

๕. เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำ ผิดหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ทำให้ภาคเกษตรกรรมเป็นฝ่ายสูญเสียแต่ภาคอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ โดยมีความพยายามที่จะเปลี่ยนสีผังเมืองจากสีเขียวเป็นสีม่วง ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมเป็นเขตอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่ออาชีพเกษตรกร(ดูรายละเอียด ๕)

๖. การเลือกปฎิบัติ ทำผิดกฎหมาย EEC

๖.๑ ใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ เจตนารมณ์ของกฎหมายระบุการใช้ที่ดินให้เป็นไปอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง แต่อุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากพื้นที่อำเภอบางปะกง บ้านโพธิ์ และพานทอง เป็นพื้นที่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม สภาพภูมิประเทศเป็นพิื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นที่รองรับน้ำหลากตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน จึงทำให้ลดการใช้สารเคมีการเกษตรลงได้มาก พื้นที่ดังกล่าวเป็นเมืองสองน้ำคือฤดูน้ำจืดทำนา ฤดูน้ำเค็มเลี้ยงปลา กุ้ง ปู  เป็นพื้นที่ป่าชายเลน มีนกและสัตว์ตามธรรมชาติหลายชนิดอาศัยอยู่อย่างสมดุลย์กับระบบนิเวศ  จึงควรส่งเสริมเกษตรกรรม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและชุมชน ซึ่งอยู่ในเป้าหมายของ พรบ.EEC(รายละเอียด ๖.๑)

๖.๒ มีเขต EEC ที่ประกาศแล้วขัดกับเหตุผลของกฎหมาย เขต EEC นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนมากประกาศทับนิคมอุตสาหกรรมเดิม มีโรงงานจำนวนมากที่เปิดมานานกว่า ๑๐ ปี บางโรงงานในเขต EEC ทำกิจการรับซื้อเศษเหล็ก ย่อมขัดกับกฎหมายที่ระบุว่า “..ส่งเสริมการประกอบพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทันสมัย สร้างนวัตกรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม..” (ดูรายละเอียด ๖.๒)

๗. อาจมีประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากพบว่ารองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมาธิการพิจารณาร่าง พรบ.EEC  ลาออกจาก ประธานบริษัท เพียง ๑ วัน ก็ได้เข้าสู่ตำแหน่งรองนายกฯ ต่อมา นิคมอุตสาหกรรมของบริษัทดังกล่าวได้รับการประกาศเป็นเขต EEC มีพื้นที่มากที่สุดถึงร้อยละ ๔๒ หรือจำนวน ๔๑,๘๓๔ ไร่ ของพื้นที่ที่ได้รับการประกาศทั้งหมดรวม ๙๘,๗๑๔ - ๓ - ๔.๐๕ ไร่  จึงควรตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด(รายละเอียด ๗)

๘. เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ขาดมาตรการคุ้มครองอาชีพเกษตรกรรมให้มีความมั่นคง มีรายงานอย่างเป็นทางการที่ระบุว่าพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และชลบุรี เป็นพื้นที่ผลิตอาหารและสินค้าภาคเกษตรที่มีนัยสำคัญ โดยที่อาชีพเหล่านี้สามารถกระจายรายได้แก่คนในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน สามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วยความศรัทธาต่อแนวพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นวิถีที่มั่งคั่งยั่งยืนเพราะเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารราคาสูง เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้จึงไม่เป็นภาระแก่รัฐ แต่ไม่ปรากฎว่ามีโครงการหรือนโยบายที่จะคุ้มครองพื้นที่ทำกินและอาชีพของเกษตรกรเหล่านี้ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น กลับปล่อยให้บริษัทกว้านซื้อที่ดิน และปล่อยให้นายหน้าข่มขู่บีบคั้นชาวบ้านดั้งเดิมให้เกิดความอึดอัดคับแค้นสูญเสียอาชีพ อีกทั้ง พรบ.EEC ก็ให้อำนาจคณะกรรมการเวนคืนที่ดินได้ อันจะส่งผลให้ชุมชนดั้งเดิมต้องล่มสลายไปในที่สุด(ดูรายละเอียด ๘)

ข้อเสนอ

ดังนั้น  จึงมีข้อเสนอดังนี้ คือ

๑) ยกเลิกความในมตรา ๔๘ แงะ ๔๙ ของ พ.ร.บ.EEC 

๒) ในกรณีพื้นที่ที่ประกาศเขต EEC ไปแล้ว ขอให้เปิดเวทีสาธารณะรับฟังเสียงประชาชน โดยให้หน่วยงานต่างๆชี้แจงแสดงภาพรวมแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน แผนการพัฒนาอุตสาหกรรม การขนส่ง ฯลฯ กล่าวคือ แสดงแผนที่และแผนผังการพัฒนาของทุกหน่วยงานบนแผ่นเดียวกันเพื่อให้ประชาขนเข้าใจภาพสุดท้ายของการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในเขตอำเภอบางปะกง อำเภอบ้านโพธิ์ และอำเภอพานทอง เปิดโอกาสให้ประชาชนเสนอความต้องการของตนอย่างทั่วถึง มีสัดส่วนประชาชนเข้าร่วมเวทีที่อาศัยในพื้นที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐  และให้มีเวทีวิชาการ โดยมีนักวิชาการอิสระ ประกอบด้วยผู้มีประสบการณ์ทุกแขนงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักวิชาการและผู้รู้ในพื้นที่ นักวิชาการด้านน้ำ ระบบนิเวศ เกษตร ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สุขภาพชุมชน ฯลฯ ซึ่งต้องเป็นผู้ไม่มีส่วนได้เสียกับโครงการของรัฐ หรือบริษัทที่ปรึกษา เพื่อนำเสนอแนวคิด โดยให้ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของ คณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายเชิงพื้นที่ (อกขร.พื้นที่)  ที่มีนายแพทย์ อำพล จินดาวัฒนะ เป็นประธาน

๓) นำผลการรายงานจากข้อ (๒)  ปรับปรุงหรือทบทวนนโยบาย คำสั่ง หรือประกาศที่ออกไปแล้วให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ สอดคล้องกับศักยภาพ และสภาพภูมิประเทศอย่างแท้จริงตามแนวทางภูมิสังคม ซึ่งเป็นหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

๔) เมื่อมีประชาชนที่แสดงความต้องการที่จะดำรงชีพตามแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอพียงไม่ว่าจะมีจำนวนเท่าใด หรืออยู่ในพื้นที่ใด ขอให้รัฐบาลออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อคุ้มครองประชาชนเหล่านั้น โดยศักดิ์ของกฎหมายต้องอยู่ในระดับเดียวกับกฎหมายคุ้มครองภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งให้ประชาชนเหล่านั้นมีสิทธิพิเศษที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐเมื่อเทียบคุณค่าหรืองบประมาณแล้วต้องไม่น้อยไปกว่าที่ให้กับภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งระยะเวลาออกกฎหมายต้องไม่ช้านานกว่าการออกกฎหมาย EEC หรือ ต้องประกาศกฎหมายเขตเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่ชักช้า หรือไม่เกิน ๑ ปี หลังจากวันที่ประชาชนแสดงความต้องการของตนตามข้อ ๒)

๕) สำหรับเกษตรกรรายย่อยผู้เคยเช่าที่ทำนา บ่อปลา หรือทำเกษตรกรรมและอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขต EEC  ซึ่งเจ้าของที่ดิน ได้ขายที่ดินที่เกษตรกรเคยเช่าทำกินไปแล้วนั้น หากเกษตรกรรายใดประสงค์ที่จะทำอาชีพเกษตรกรรมต่อไป ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อซื้อที่ดินเดิม ตามขนาดและจำนวนที่เกษตรกรรายเดิมประสงค์จะทำเกษตรกรรมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป โดยทำเป็นโฉนดร่วมกันของชุมชน ไม่สามารถซื้อขายหรือนำไปใช้ประโยชน์ในการอื่นที่นอกเหนือจากเกษตรกรรมและอยู่อาศัยเท่านั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การทำหน้าที่ของรัฐบาลเป็นไปตามเจตนรมณ์กฎหมาย หลักเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน อันจักนำความสุขสถาวรมาสู่ปวงชนชาวไทย

 

เอกสารประกอบทั้งหมด ดาวน์โหลด/อ่านได้ที่นี่ .... 

ข้อความในข่าวที่เกี่ยวข้อง

19 กุมภาพันธ์ 2561 | 17:49 รัฐเปิดทางด่วนพิเศษ ระดมลงทุนในพื้นที่ไข่แดงบริเวณนิคมอุตสาหกรรมอีอีซี 10 โซนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง ได้รับยกเว้นกฏหมายผังเมือง ผังเมืองใหม่ และไฟเขียวนักลงทุนต่างด้าวได้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและซื้ออาคารชุดได้ 100% รวมทั้งได้สิทธิลดหย่อนภาษีหลายด้านเหนือกว่าบีโอไอ, ที่มา http://www.thaitribune.org/contents/detail/303?content_id=31326&rand=1518847384 และ พรบ.EEC มาตรา มาตรา ๔๘  ให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้รับสิทธิประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามหมวดนี้ตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ดังต่อไปนี้(๑) สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อการประกอบกิจการหรือห้องชุดเพื่อการประกอบกิจการหรือการอยู่อาศัยตามมาตรา ๔๙. (๒) สิทธิในการนำคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร (๓) สิทธิในการที่จะได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากร (๔) สิทธิในการทำธุรกรรมทางการเงิน (๕) สิทธิประโยชน์อื่นตามมาตรา ๕๙ ในการกำหนดสิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการนโยบายจะกำหนดให้แตกต่างกันก็ได้โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง , มาตรา ๔๙  ให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อการประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน  ให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดมีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด โดยได้รับการยกเว้นจากการจำกัดสิทธิของคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด  ผู้ประกอบกิจการซึ่งจะมีสิทธิ และจำนวนที่ดินหรือห้องชุดตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ,  มาตรา ๕๐  ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการตามมาตรา ๔๙ ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ แต่มิได้มีการประกอบกิจการภายในเวลาสามปี หรือหยุดประกอบกิจการในที่ดินดังกล่าว ผู้ประกอบกิจการนั้นต้องจำหน่ายที่ดินดังกล่าวภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สำนักงานแจ้งให้ทราบ มิฉะนั้นให้สำนักงานมีอำนาจดำเนินการให้มีการจำหน่ายที่ดินดังกล่าแทนผู้ประกอบกิจการแล้วคืนเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่หักค่าใช้จ่ายแล้วให้แก่ผู้ประกอบกิจการ

ข้อความเพิ่มเติมจากสื่อ

รัฐเปิดทางด่วนพิเศษ ระดมลงทุนในพื้นที่ไข่แดงบริเวณนิคมอุตสาหกรรมอีอีซี 10 โซนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง ได้รับยกเว้นกฏหมายผังเมือง ผังเมืองใหม่ และไฟเขียวนักลงทุนต่างด้าวได้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและซื้ออาคารชุดได้ 100% รวมทั้งได้สิทธิลดหย่อนภาษีหลายด้านเหนือกว่าบีโอไอ
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์  ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประธานเปิดงาน ASA Real Estate Forum Dinner Talk Awards "ปรับบ้าน ปรุงเมือง"  ซึ่งจัดโดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บริษัท อัลติเมท พร๊อพเพอร์ตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้กล่าวว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. .. ได้ผ่านความเห็นชอบของสภาในวาระ 2 และวาระ 3 แล้ว ซึ่งสภามีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย โดยมี 3 จังหวัด ที่อยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ที่จะได้รับสิทธิพิเศษทุกด้านตามที่นักลงทุน และภาคธุรกิจเคยเสนอให้พิจารณา เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ หุ่นยนต์ ซ่อมเครื่องบิน เป็นต้น

การส่งเสริมใน 3 จังหวัด จะแบ่งโซนที่ได้รับสิทธิพิเศษแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งมีประมาณ 10 โซนในพื้นที่ที่ได้รับการส่งเสริมพิเศษ หรือเรียกว่าพื้นที่ไข่แดง เช่น ได้รับการยกเว้นกฎหมายผังเมือง และผังเมืองใหม่ โดยจะมีกฎหมายเฉพาะด้านภายในพื้นที่ รวมถึงการให้สิทธิ์คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การซื้ออาคารชุดทั้ง 100% เป็นต้น

เกณฑ์นักลงทุนถือครองที่ดิน-อาคารชุดมาตรา 49 ให้ผู้ประกอบการในกิจการส่งเสริม ซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีสิทธิ ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษประกอบกิจการที่ได้รับ อนุญาตได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดินให้ผู้ประกอบ กิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดโดยได้รับการยกเว้นจากการจำกัดสิทธิของคน ต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดผู้ประกอบกิจการซึ่งจะมีสิทธิและจำนวนที่ดินหรือห้องชุดตามวรรคหนึ่ง และวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่บอร์ด EEC กำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นายวิษณุกล่าวว่า “ต้องดูว่าคนที่เข้ามาประกอบกิจการเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ถ้าเป็นนิติบุคคลต่างด้าว เข้าเป็นองค์ประกอบผู้ประกอบการ เป็นบริษัท ห้างร้าน และเป็นคนต่างด้าว ก็สามารถถือที่กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ คนเหล่านี้สามารถถือสิทธิที่ดินในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษโดยไม่ต้องได้รับ อนุญาตตามกฎหมายที่ดิน”

ที่มา http://www.thaitribune.org/contents/detail/303?content_id=31326&rand=1518847384

ที่มาของภาพปกต้นทางได้ลบไปแล้ว https://baania.com/th/article/เปิดทางทุนต่างชาติซื้อที่ดิน-คอนโด100-ในอีอีซี?gclid=Cj0KCQjww47nBRDlARIsAEJ34bnB_pjb0AzIhgItHpw5W-IePCdfS4kelKIj5Z33rgIclwD5LukNCwcaArRsEALw_wcB&fbclid=IwAR3x0z0eCy9x3daNiGH5C51sE8jc5rQyneHdOmEY7tzW8lfPscgX8Zf8jHI 

พรบ.EEC http://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=803559&ext=pdf

เขตส่งเสริมที่ประกาศแล้ว https://www.eeco.or.th/content/รายชื่อเขตส่งเสริมที่ประกาศแล้ว

 

หนังสือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ถึง คกก.EEC และหนังสือตอบของ EEC https://app.box.com/s/gl7fwad5udtclmw67fholwr3sz2jhsc5