ยกเลิก EEC หยุดให้ต่างชาติถือโฉนดที่ดินไทย

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 200 คน!


คสช.ออกประกาศ ๓ ฉบับ ต่อมาแปลงประกาศทั้ง ๓ ฉบับ เป็น พ.ร.บ.EEC หรือ พ.ร.บ.พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก สาระสำคัญคือ ให้ต่างชาติถือโฉนดที่ดินไทยได้โดยไม่มีข้อจำกัดทั้งขนาดและเวลา หรือเช่าที่ดินไทยได้ ๕๐+๔๙ รวม ๙๙ปี  รวมทั้งให้อำนาจพ่อค้านักธุรกิจเข้าไปมีอำนาจเทียบเท่ารัฐมนตรี คือ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย ร่วมเป็นคณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีรวม ๑๕ คนในคณะรัฐบาลเป็นกรรมการ  มีอำนาจขีดพื้นที่เพื่อเวนคืนที่ดินของประชาชน แก้ไขผังเมืองจากเกษตรกรรมเป็นอุตหสากรรม  และคณะกรรมการมีอำนาจทำการแทนกฎหมายอื่นและมีอำนาจในกฎหมายใหม่รวมกัน ๓๓ ฉบับ ไม่ต้องใช้เงินบาทในพื้นที่ EEC ยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคลยาวนานถึง ๑๓ และ ๑๕ ปี ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักณและวัตถุดิย และสิทธิประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย  ต่อมาได้ประกาศให้ที่ดินรถไฟมักกะสันสมบัติ/มรดกของในหลวงรัชกาลที่ ๕ เป็นเขต EEC อีกด้วย เป็นการลดคุณค่าของมรดกบรรพชน ยกประโยชน์ให้เอกชนอย่างไร้เหตุผล จึงสมควรยกเลิกกฎหมายนี้ และพัฒนาประเทศตามหลักแห่งความพอเพียง พอประมาณ  มีเหตุผล และพร้อมที่จะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง  เพราะการให้ต่างชาติถือโฉนดที่ดินไทยหรือเช่า ๙๙ ปี เป็นการผูกมัดนโยบายอนาคต โดยเฉพาะทำให้คนไทยที่มีรายได้น้อยสิ้นโอกาสมีที่ดินทำกินของตนเอง เป็นการทำลายโอกาสและศักดิ์ศรีคนไทยอย่างร้ายแรง

ภายหลังประกาศใช้กฎหมาย ทำให้ประชาชนถูกขับไล่ออกจากที่ดินทำกินทั้งที่เป็นการกระทำผิดกฎหมายการเช่าที่นา มีการทำลายบ่อปลานาข้าวของชาวนาและรื้อบ้านชาวนาทันที แม้จะยังมิได้รับการประกาศเป็นเขต EEC  เกิดการแบ่งแยกขัดแย้งในชุมชน  เป็นการทำลายอาชีพดั้งเดิมของประชาชนที่ประกอบสัมมาอาชีพ ก่อให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนแสนสาหัส เพราะ EEC มิได้นำมาเพียงโรงงานเท่านั้น แต่ยังมีระบบคมนาคมขนส่งอีกจำนวนมาก ระบบขนถ่ายสินค้าตามมาด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนปักลงบนที่นาและบ่อปลาของชาวบ้านทั้งสิ้น 

นอกจากนั้น เขต EEC ส่วนมากเป็นการประกาศทับลงบนนิคมอุตสาหกรรมเดิมเกือบทั้งหมด เพื่อเอื้อประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษียืดยาวออกไปให้แก่กลุ่มทุน ขณะที่รองนายกฝ่ายกฎหมายเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม ที่ได้รับการประกาศมากที่สุด ซึ่งลาออกจากประธานบริษัทนั้นเพียง ๑ วัน ก็ได้เป็นรองนายกฯ และยังเป็นประธานพิจารณากฎหมาย EEC อีกด้วย

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ได้รับการประกาศไปแล้วมีจำนวน ๒๔ ฉบับ  และยังมีโครงการที่คาดหวังว่าจะได้รับการประกาศเป็นเขต EEC เพิ่มขึ้น แต่จากการศึกษาพบว่ามีพื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะทำเป็นเขตอุตสาหกรรมบางประเภท จึงควรทบทวนแก้ไขให้ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงของสภาพภูมิประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย  เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่นายกรัฐมนตรีลงนามต่อสหประชาชาติ  และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และในพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(รายละเอียดเบื้องต้น) ซึ่งมีข้อมูลความจริงพอสังเขป ดังนี้

๑. ประกาศเขต EEC ทับพื้นที่สีเขียว และมีโครงการบลูเทค ซิตี้ ที่คาดหวังว่าจะได้รับการประกาศอีก ๑ โครงการ รวมพื้นที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ ในเขตอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ติดกับเขตอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา(รายละเอียด ๑.๑)

นอกจากนั้นในเขตอำเภอบ้านโพธิ์ ยังมีโครงการท่าเรือบก และมีโครงการสร้างสถานีซ่อมรถไฟ ในเขตฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมในภาคตะวันออก(รายละเอียด ๑.๒)

๒. ทำผิดกฎหมายผังเมือง พื้นที่นิคมฯอมตะ๒ ที่ประกาศเป็นเขต EEC , พื้นที่ท่าเรือบก และพื้นที่โครงการบลูเทค ซิตี้ เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อเกษตรกรรมตามประกาศผังเมือง ห้ามมิให้มีการก่อสร้างคลังสินค้า แต่ใบอนุญาตของ อบต.ระบุว่าเพื่อทำคลังสินค้า อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายผังเมือง(รายละเอียด ๒)

๓. ทำผิดกฎหมายที่ดิน พื้นที่โครงการบลูเทค ซิตี้ ขณะนี้ยังไม่ผ่าน EIA แต่ผู้ลงทุนกำลังถมบ่อปลาและที่นา โดยการซื้อขายที่ดินในบริเวณนี้ เป็นการทำผิดกฎหมายการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(รายละเอียด ๓)

๔. สร้างความเสียหายต่อวิถีชีวิตที่ดำเนินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง พื้นที่เป้าหมายที่จะก่อสร้างนิคมฯอมตะ๒  พื้นที่โครงการบลูเทค ซิตี้  พื้นที่ท่าเรือบก  และสถานีซ่อมรถไฟ  ล้วนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญยิ่งของประเทศ โดยมีสถิติผลผลิตทางการเกษตรที่มีนัยสำคัญ  เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดใหญ่ที่สุดเพื่อส่งไปเพาะเลี้ยงทั่วประเทศ มีบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปู สลับกับนาข้าว มีวัดและโรงเรียนหลายแห่งอยู่ใกล้โครงการ เป็นเมืองแบบอย่างที่ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้ครบทุกขั้นตอน ผลผลิตบางชนิดได้รับการส่งไปขายในต่างประเทศ ดังนั้นจึงนับได้ว่าการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแผนการปัจจุบันเป็นการสร้างความเสียหายอย่างชัดเจน ต่อวิถีชีวิตที่ดำเนินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง (รายละเอียด ๔)

๕. เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำ ผิดหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ทำให้ภาคเกษตรกรรมเป็นฝ่ายสูญเสียแต่ภาคอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ โดยมีความพยายามที่จะเปลี่ยนสีผังเมืองจากสีเขียวเป็นสีม่วง ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมเป็นเขตอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่ออาชีพเกษตรกร(ดูรายละเอียด ๕)

๖. การเลือกปฎิบัติ ทำผิดกฎหมาย EEC

๖.๑ ใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ เจตนารมณ์ของกฎหมายระบุการใช้ที่ดินให้เป็นไปอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง แต่อุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากพื้นที่อำเภอบางปะกง บ้านโพธิ์ และพานทอง เป็นพื้นที่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม สภาพภูมิประเทศเป็นพิื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นที่รองรับน้ำหลากตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน จึงทำให้ลดการใช้สารเคมีการเกษตรลงได้มาก พื้นที่ดังกล่าวเป็นเมืองสองน้ำคือฤดูน้ำจืดทำนา ฤดูน้ำเค็มเลี้ยงปลา กุ้ง ปู  เป็นพื้นที่ป่าชายเลน มีนกและสัตว์ตามธรรมชาติหลายชนิดอาศัยอยู่อย่างสมดุลย์กับระบบนิเวศ  จึงควรส่งเสริมเกษตรกรรม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและชุมชน ซึ่งอยู่ในเป้าหมายของ พรบ.EEC(รายละเอียด ๖.๑)

๖.๒ มีเขต EEC ที่ประกาศแล้วขัดกับเหตุผลของกฎหมาย เขต EEC นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนมากประกาศทับนิคมอุตสาหกรรมเดิม มีโรงงานจำนวนมากที่เปิดมานานกว่า ๑๐ ปี บางโรงงานในเขต EEC ทำกิจการรับซื้อเศษเหล็ก ย่อมขัดกับกฎหมายที่ระบุว่า “..ส่งเสริมการประกอบพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทันสมัย สร้างนวัตกรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม..” (ดูรายละเอียด ๖.๒)

๗. อาจมีประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากพบว่ารองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมาธิการพิจารณาร่าง พรบ.EEC  ลาออกจาก ประธานบริษัท เพียง ๑ วัน ก็ได้เข้าสู่ตำแหน่งรองนายกฯ ต่อมา นิคมอุตสาหกรรมของบริษัทดังกล่าวได้รับการประกาศเป็นเขต EEC มีพื้นที่มากที่สุดถึงร้อยละ ๔๒ หรือจำนวน ๔๑,๘๓๔ ไร่ ของพื้นที่ที่ได้รับการประกาศทั้งหมดรวม ๙๘,๗๑๔ - ๓ - ๔.๐๕ ไร่  จึงควรตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด(รายละเอียด ๗)

๘. เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ขาดมาตรการคุ้มครองอาชีพเกษตรกรรมให้มีความมั่นคง มีรายงานอย่างเป็นทางการที่ระบุว่าพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และชลบุรี เป็นพื้นที่ผลิตอาหารและสินค้าภาคเกษตรที่มีนัยสำคัญ โดยที่อาชีพเหล่านี้สามารถกระจายรายได้แก่คนในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน สามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วยความศรัทธาต่อแนวพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นวิถีที่มั่งคั่งยั่งยืนเพราะเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารราคาสูง เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้จึงไม่เป็นภาระแก่รัฐ แต่ไม่ปรากฎว่ามีโครงการหรือนโยบายที่จะคุ้มครองพื้นที่ทำกินและอาชีพของเกษตรกรเหล่านี้ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น กลับปล่อยให้บริษัทกว้านซื้อที่ดิน และปล่อยให้นายหน้าข่มขู่บีบคั้นชาวบ้านดั้งเดิมให้เกิดความอึดอัดคับแค้นสูญเสียอาชีพ อีกทั้ง พรบ.EEC ก็ให้อำนาจคณะกรรมการเวนคืนที่ดินได้ อันจะส่งผลให้ชุมชนดั้งเดิมต้องล่มสลายไปในที่สุด(ดูรายละเอียด ๘)

ดังนั้น พวกข้าพเจ้าผูัมีนามท้ายหนังสือนี้ ซึ่งบางส่วนได้เป็นตัวแทนลงพื้นที่ดูสภาพภูมิประเทศพบกับชาวบ้านเพื่อศึกษาความจริง จนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสมควรที่รัฐบาลและประชาชนคนไทยทั้งมวลจะช่วยกันปกป้องรักษาวิถีชุมชนลุ่มน้ำบางปะกงแห่งนี้ไว้ให้มั่นคง จึงมีข้อเสนอดังนี้ คือ

(๑) ขอให้เปิดเวทีสาธารณะรับฟังเสียงประชาชน โดยให้หน่วยงานต่างๆชี้แจงแสดงภาพรวมแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน แผนการพัฒนาอุตสาหกรรม การขนส่ง ฯลฯ กล่าวคือ แสดงแผนที่และแผนผังการพัฒนาของทุกหน่วยงานบนแผ่นเดียวกันเพื่อให้ประชาขนเข้าใจภาพสุดท้ายของการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในเขตอำเภอบางปะกง อำเภอบ้านโพธิ์ และอำเภอพานทอง เปิดโอกาสให้ประชาชนเสนอความต้องการของตนอย่างทั่วถึง มีสัดส่วนประชาชนเข้าร่วมเวทีที่อาศัยในพื้นที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐  และให้มีเวทีวิชาการ โดยมีนักวิชาการอิสระ ประกอบด้วยผู้มีประสบการณ์ทุกแขนงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักวิชาการและผู้รู้ในพื้นที่ นักวิชาการด้านน้ำ ระบบนิเวศ เกษตร ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สุขภาพชุมชน ฯลฯ ซึ่งต้องเป็นผู้ไม่มีส่วนได้เสียกับโครงการของรัฐ หรือบริษัทที่ปรึกษา เพื่อนำเสนอแนวคิด โดยให้ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของ คณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายเชิงพื้นที่ (อกขร.พื้นที่)  ที่มีนายแพทย์ อำพล จินดาวัฒนะ เป็นประธาน

(๒) นำผลการรายงานจากข้อ (๑)  ปรับปรุงหรือทบทวนนโยบาย คำสั่ง หรือประกาศที่ออกไปแล้วให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ สอดคล้องกับศักยภาพ และสภาพภูมิประเทศอย่างแท้จริงตามแนวทางภูมิสังคม ซึ่งเป็นหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙

(๓) เมื่อมีประชาชนที่แสดงความต้องการที่จะดำรงชีพตามแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอพียงไม่ว่าจะมีจำนวนเท่าใด หรืออยู่ในพื้นที่ใด ขอให้รัฐบาลออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อคุ้มครองประชาชนเหล่านั้น โดยศักดิ์ของกฎหมายต้องอยู่ในระดับเดียวกับกฎหมายคุ้มครองภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งให้ประชาชนเหล่านั้นมีสิทธิพิเศษที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐเมื่อเทียบคุณค่าหรืองบประมาณแล้วต้องไม่น้อยไปกว่าที่ให้กับภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งระยะเวลาออกกฎหมายต้องไม่ช้านานกว่าการออกกฎหมาย EEC หรือ ต้องประกาศกฎหมายเขตเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่ชักช้า หรือไม่เกิน ๑ ปี หลังจากวันที่ประชาชนแสดงความต้องการของตนตามข้อ (๑)

(๔) สำหรับเกษตรกรรายย่อยผู้เคยเช่าที่ทำนา บ่อปลา หรือทำเกษตรกรรมและอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเจ้าของที่ดิน ได้ขายที่ดินที่เกษตรกรเคยเช่าทำกินไปแล้วนั้น หากเกษตรกรรายใดประสงค์ที่จะทำอาชีพเกษตรกรรมต่อไป ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อซื้อที่ดินเดิม ตามขนาดและจำนวนที่เกษตรกรรายเดิมประสงค์จะทำเกษตรกรรมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป โดยทำเป็นโฉนดร่วมกันของชุมชน ไม่สามารถซื้อขายหรือนำไปใช้ประโยชน์ในการอื่นที่นอกเหนือจากเกษตรกรรมและอยู่อาศัยเท่านั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การทำหน้าที่ของรัฐบาลเป็นไปตามเจตนรมณ์กฎหมาย หลักเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน อันจักนำความสุขสถาวรมาสู่ปวงชนชาวไทย

 

เอกสารประกอบทั้งหมด ดาวน์โหลด/อ่านได้ที่นี่ ....