ปิดแคมเปญรณรงค์

ปรับหลักสูตรและแนวทางการศึกษาไทย ให้ก้าวทันโลก

แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 22 คน


ในปัจจุบันการศึกษาไทยยังคงมุ่งเน้น ให้นักเรียนมีการเรียนแบบให้เป็นผู้รู้รอบรู้ในเรื่องต่างๆ
ซึ่งในบางเรื่องอาจไม่จำเป็นที่จะต้องเรียน โดยส่วนตัวกระผมเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่ได้มีการให้นักเรียน เรียนรู้สิ่งต่างๆในห้องเรียน เพราะถ้านักเรียนสามารถรับรู้และเข้าใจได้ 100 % จะทำ
ให้บุคคลนั้นเป็นอัจฉริย แต่ในความเป็นจริงมนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่มีการรับรู้ที่ไม่เท่ากัน ความถนัด และการใช้สมองในแขนงที่ต่างกัน ทำให้ในปัจจุบัน นักเรียนมีปัญหาในการเรียน ไม่เข้าใจเนื้อหา เรียนไม่จบ และออกสู่เส้นทางการศึกษาในที่สุด
ปัญหที่เกิดในการศึกษาของประเทศไทยมีอะไรบ้าง
- นักเรียนไม่ยอมเข้าเรียน(โดดเรียน)
-นักเรียนไม่ประสบความสำเร็จในการเรียน (เกรดไม่ถึงเป้าหมาย)
-และอื่นๆอีกมากมาย
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น กระผมอยากให้ทุกคนที่ลองนึกถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสภาพสังคมที่มีการกดดันกันมาในการศึกษา การแบ่งชนชั้นนักเรียน เป็นต้น เมื่อลองคิดพิจรณาดูแล้วจะเห็นได้ว่าปัญหาที่แสนจะมากมายนั้นเกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ ที่เป็นพื้นฐานมาก

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรคำนึงถึงนักเรียนจิตใจ และความเป็นมนุษย์

การศึกษาของประเทศไทยนั้นไม่ดีอย่างไร
1.โรงเรียนรัฐบาล เรียนหนัก วันละ 7-8 คาบ
(จะดีกว่าไหมหากมีการลดหลักสูตรปรับให้เหมาะสมตามอายุ และปรับลดเวลาเรียนลง ให้นักเรียนมีเวลาเหลือเพียงพอที่จะได้ใช้ชีวิตประจำวัน ได้เรียนรู้ ได้ทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจ และอยากจะเรียนรู้)
2.เมื่อมีคาบว่าง คุณครูวิชาใดวิชาหนึ่ง มักขอ
(ความรู้สึกของนักเรียนส่วนใหญ่คาบว่างคือการพักผ่อนผ่อนคลายจากความเครียด เมื่อถูกขอไปโดยอาจารย์คนใดคนนึงทำให้นักเรียนรู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่มีเวลาพักนั้นอีก)
3.รร.ที่เก่าแก่ ยึดติดศักดิ์ศรีมากเกินไป บ่มเพาะให้เด็กเป็นศัตรูกับสถาบันอื่น
4..เด็กไทยขนหนังสือในกระเป๋าเป็นสิบกิโล หลังงอไปโรงเรียน
(สอดคล้องกับความเป็นจริงที่หลักสูตรบางอย่างไม่เหมาะกับอายุของนักเรียน)
สรุป
- ประเทศไทยควรลดเวลาเรียนนักเรียนลง ให้นักเรียนได้มีเวลาทำกิจกรรมที่ตนสนใจ
-การศึกษาของไทยควรมุ่งเน้นให้นักเรียนมองเห็นอนาคตของตนเอง เพราะในปัจจุบันสิ่งที่นักเรียนระดับมัธยม ส่วนใหญ่สนใจคือ อยากเรียนไปเป็นหมอ อยากหาที่เรียนมากกว่าการหางานหรืออาชีพ
- การสอบวัดผลไม่จำเป็นต้องเป็นข้อสอบที่ยากเกินไป ควรมีหลักสูตรที่สอดคล้องกับการสอบ การสอนต้องทำให้นักเรียนรู้ถึงการหาคำตอบ ไม่ใช่การเดาสุ่ม
- การให้อิสระนักเรียนในการทำกิจกรรม หรือศึกษาในด้านที่ตนเองสนใจ
(ข้อนี้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลและหน่อยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำ เช่นการเพิ่มหลักสูตรการเรียน IS เป็นต้น ซึ่งหากมองจากความเป็นจริงไม่ใช่การตอบโจทย์นักเรียน แต่เป็นการเพิ่มภาระให้นักเรียน เพิ่มความเครียด)
- การให้การบ้านกับนักเรียน ควรมีนโยบายที่กำกับดูแลการให้การบ้านของครูอาจารย์เพราะ ในปัจจุบันการให้การบ้านของครูอาจารย์นั้น ให้ตามอาจารย์มอบหมาย ซึ่งจะทำให้เกิดความเลื่มล้ำ อาจารย์บางคนสั่งการบ้านมากเกินไป
- ควรลดวิชาภาคบังคับ และควรให้นักเรียนเลือกเรียนตามความสนใจแต่ก็ต้องมีวิชาภาคบังคับเพื่อเป็นการคงคุณภาพของการศึกษา แต่หากวิชาบังคับมากเกินไปก็ไม่สมควรเหมือนในปัจจุบัน
หากนักเรียน เรียนได้อย่างมีความสุข มีความรู้สึกอยากมาโรงเรียน มีความเข้าใจในเนื้อหา ไม่มีการกีดกันมากเกินไป เมื่อนั้นการศึกษาไทยถึงจะตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์

ข้อมูลเปรียเทียบ
ตัวอย่างการศึกษาประเทศฟินแลนด์
เรียนมากไปใช่ว่าจะดี เด็กควรมีเวลาทำในสิ่งที่สนใจ
เด็กในวัยประถมศึกษาที่ฟินแลนด์ จะเรียนไม่เกินวันละ 5 ชั่วโมง เพราะเค้าเชื่อว่าเด็กวัยนี้ควรจะมีเวลาทำในกิจกรรมที่ตัวเองสนใจมากกว่า ในขณะที่เด็กไทยเรียนกันเช้ายันเย็น แล้วยังมีต่อเรียนพิเศษกันอีกในตอนค่ำ (อาจจะเพราะผู้ปกครองบางคนทำงานเลิกดึก ไม่มีเวลามารับลูกๆ ก็ส่งให้ลูกเรียนพิเศษต่อไปก็มี) ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความเครียด และเกิดความรู้สึกแย่ต่อการเรียนได้
ครูเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับและมีเกียรติ
ที่ฟินแลนดื ครูของเขาทุกคนตั้งใจอยากเป็นครู คนที่เก่งที่สุดของประเทศจะแข่งกันเป็นครู เพราะครูเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับ ไม่ต่างจากแพทย์ หรือ ทนายความ ระบบการศึกษาในฟินแลนด์กำหนดให้อาจารย์ประจำชั้นต้องจบการศึกษาระดับปริญญา โทในคณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่วนอาจารย์ประจำวิชาจะต้องจบการศึกษาในคณะวิชาที่สอนก่่อนและจึงมาศึกษาต่อ จนจบระดับปริญญาโทในคณะศึกษาศาสตร์ และยังมีข้อกำหนดพิเศษสำหรับครูการศึกษาพิเศษและครูแนะแนวต้องมีคุณวุฒิ ระดับปริญญาโทด้านการศึกษาพิเศษและการแนะแนวอีกด้วย
โดย กฎหมายฟินแลนด์กำหนดให้เด็กทุกคนเรียนการศึกษาภาคบังคับถึงมัธยมศึกษาตอนต้น (เกรด 9) โดยรัฐบาลสนับสนุนงบ 85% และพอจบมัธยมต้นแล้ว แล้ว ก็จะจบการศึกษาภาคบังคับ ใครไม่อยากเรียนต่อก็ได้ ส่วนใครที่อยากเรียนต่อ รัฐจะเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณให้ผู้เรียนเกือบทั้งหมด ยกเว้นค่าใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์การเรียน ก็จะสามารถแบ่งไปได้ 2 ทางคือ
โรงเรียน มัธยมปลาย คือเรียนต่อไปเกรด 10-12  เหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในสายวิชาการ เช่น แพทยศาสตร์ ครุศาสตร์ นิติศาสตร์ เป็นต้น
โรงเรียนสายอาชีพ จะคล้ายๆ ปวช. บ้านเรา เหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะทาง
และ เมื่อเรียนจบจากโรงเรียนมัธยมปลายหรือโรงเรียนสายอาชีพแล้ว ก็จะแยกไปได้อีก 2 ทางค่ะ คือ มหาวิทยาลัย และ โพลีเทคนิค ซึ่งระบบมหาวิทยาลัยของฟินแลนด์จะไม่ต่างจากในบ้านเรา พอเรียนจบปริญญาตรี ก็ต่อปริญญาโทและเอกได้ ส่วนโพลีเทคนิคนั้น จะคล้ายๆ ปวส. ของเมืองไทยแต่จะใช้เวลาเรียน 3-4 ปี ปัจจุบันฟินแลนด์มีจำนวนมหาวิทยาลัยทั้งหมดเป็นของรัฐประมาณ 20 แห่ง และมีจำนวนโพลีเทคนิคประมาณ 30 แห่งที่ดำเนินการโดยรัฐบาล เทศบาล และเอกชน
**และอีกหลายๆประเทศที่การศึกษานำประเทศอื่นๆ เพราะ รู้จักที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าเสี่ยง กล้าเลือก



การศึกษาไทยก้าวไกลพัฒนา ห่วงใยนักเรียน กำลังรอให้คุณช่วย

การศึกษาไทยก้าวไกลพัฒนา ห่วงใยนักเรียน อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«รัฐบาล: ปรับหลักสูตรและแนวทางการศึกษาไทย ให้ก้าวทันโลก» คุณสามารถร่วมกับ การศึกษาไทยก้าวไกลพัฒนา ห่วงใยนักเรียน และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 21 คน ได้แล้วตอนนี้เลย