

ยกเลิก "สิบเอ็ดประตูเมืองงาม " ในคำขวัญจังหวัดร้อยเอ็ด เพราะ ร้อยเอ็ด "ไม่ใช่" "สาเกตนคร"


ยกเลิก "สิบเอ็ดประตูเมืองงาม " ในคำขวัญจังหวัดร้อยเอ็ด เพราะ ร้อยเอ็ด "ไม่ใช่" "สาเกตนคร"
ประเด็นรณรงค์
เครือข่ายทางวิชาการ และวัฒนธรรม และนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ จึงขอให้ จังหวัดร้อยเอ็ด ทบทวน คำขวัญจังหวัด และยกเลิก การนำเสนอ "ผลิตซ้ำ" ข้อเท็จ ที่ไม่จริง ว่าด้วยร้อยเอ็ด เมืองที่ตั้งใน ปี พ.ศ. 2318 โดยกลุ่มชาวลาว....

เมืองร้อยเอ็ดไม่ใช่เมือง “11” ประตู เป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกันในทุกส่วนราชการจังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อ 14 ปีที่แล้ว หลังการสัมมนาประวัติศาสตร์เมืองร้อยเอ็ด ซึ่งจัดโดยจังหวัดร้อยเอ็ด พ.ศ. 2552 [ดูในหนังสือพิมพ์เมื่อ 11 ปีที่แล้ว พิราบข่าว สื่อสร้างสรรค์ เพื่อคนร้อยเอ็ด (นายสุวัฒน์ ลีขจร เจ้าของ–บรรณาธิการ) ปีที่ 9 ประจำเดือน มีนาคม 2555 หน้า 6]
1. คำขวัญประจำจังหวัดขึ้นต้นว่า “สิบเอ็ดประตูเมืองงาม….” ยังมีอยู่ ยังไม่ยกเลิก แล้วยังเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะเป็นปกติ
2. กิจกรรมประจำปีของจังหวัด ยังมีขบวน 11 เมืองบริวาร เพื่อให้เข้ากันได้กับร้อยเอ็ด 11 ประตู
3. เอกสารประวัติเมืองร้อยเอ็ดมี 11 ประตู จัดทำจากหน่วยงานทางการของร้อยเอ็ด ใช้ครอบงำกล่อมเกลาสังคม โดยเฉพาะนักเรียนในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งพบหลักฐานในบทความของนิตยสารรายเดือนแพร่หลายล่าสุดฉบับเดือนมีนาคม 2566 ขณะนี้มีข้อความดังนี้
“มาได้อ่านประวัติศาสตร์เมืองร้อยเอ็ดอย่างจริงจังในการศึกษาเอกสารเพื่อทำโครงการวิจัย ‘การพัฒนากลไกการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์เมืองร้อยเอ็ด เพื่อพาเด็กเยาวชนเรียนรู้พื้นที่เมืองร้อยเอ็ด
ทำให้รู้ว่าเมืองร้อยเอ็ดไม่ใช่เมืองที่มีเมืองบริวารมากถึง 101 เมืองอย่างที่เคยเรียนมา แต่คือจังหวัดที่เขียนเป็นเลข 11 แต่โบราณการเขียนเลขเขียนเป็นเลข 10 และเลข 1 ทำให้พอเอามาเขียนเรียงกันเลยเขียนเป็น 101 (โบราณอ่านสิบเอ็ด) และคนในยุคต่อมาอ่านว่า ร้อยเอ็ด ทำให้จังหวัดนี้ถูกเรียกชื่อว่าจังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งที่ความจริงคือจังหวัดสิบเอ็ด หรือเมืองสิบเอ็ดประตู” (จากบทความเรื่อง “ร้อยเอ็ดเมืองโบราณทวารวดีที่ไม่มี คำว่าบังเอิญ” โดย สุมาลี สุวรรณกร ในนิตยสาร ทางอีศาน เดือนมีนาคม 2566 หน้า 112-118)
สังคมเผด็จการเบ็ดเสร็จ
ความเคลื่อนไหวของบางหน่วยงานทางการจังหวัดร้อยเอ็ด ผลิตซ้ำความเท็จว่าเมืองร้อยเอ็ดคือเมือง 11 ประตู เป็นความเสียหายใหญ่หลวง เพราะสะท้อนแนวคิดเผด็จการเบ็ดเสร็จต้องการควบคุมปัจจุบันเพื่อบงการอดีตและบงการอนาคต
“ผู้ที่ควบคุมปัจจุบันย่อมบงการอดีตได้
ผู้ที่ควบคุมอดีตได้ย่อมบงการอนาคตได้”
[จอร์จ ออร์เวลล์ (ในหนังสือ 1984)]
ร้อยเอ็ดในอนาคตอาจมี “แลนด์มาร์ก” แห่งใหม่เพิ่มขึ้นมา ได้แก่ 11 ประตูเมือง ผุดขึ้นตามแนวคูน้ำคันดิน เท่ากับมี 11 ประตูเมืองล้อมรอบหอคอยรูปโหวด
ทั้งนี้มีผู้เบิกทางเตรียมไว้แล้ว “ไม่ว่า 101 หรือ 11 ประตู เมื่อไม่ได้ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนของภูมิบ้านภูมิเมืองเลวร้ายก็ควรใช้กันไป เพราะไม่ใช่สิ่งเสียหาย” (จาก มติชนออนไลน์ วันอังคารที่ 14 มีนาคม 2566)
เสียหายแน่ เสียหายหลายสถาน
1. เสียหายประวัติศาสตร์ จ. ร้อยเอ็ด ยกเรื่องเท็จเป็นเรื่องจริง
2. เสียหายทางวิชาการเมื่อไม่เคารพ “หลักการ” ประวัติศาสตร์โบราณคดี แต่เชื่อเรื่องที่เพิ่งสร้างใหม่ประวัติศาสตร์ร้อยเอ็ดโดยไม่มีหลักฐานรองรับสนับสนุน
ตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ไทยฉบับอัลไต–น่านเจ้า–สุโขทัย ส่งผลสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องระดมแก้ไขใหม่ทุกวันนี้ยังไม่สะอาด
3. ข้อมูลเท็จ ส่งผลเสียหายต่อพลังสร้างสรรค์ของชาวร้อยเอ็ดและคนทั่วไปทั้งประเทศ
4. เสียหายทรัพย์สินเงินทองส่วนตัวและงบประมาณ ที่ต้องจัดขบวนแห่ 11 เมืองบริวารทุกปี
5. อนาคตข้างหน้าเสียหายต่องบประมาณจากภาษีอากรของราษฎรที่ต้อง “สร้างเท็จ” ประตูเมืองร้อยเอ็ด 11 ช่อง เพื่อเชิดหน้าชูตาคนเซ็นให้สร้าง ซึ่งมี “ส่วนต่าง” บางอย่างที่รู้กันดี
“ร้อยเอ็ด” ชื่อมาจากไหน?
“ร้อยเอ็ด” อยู่ในหนังสือตำนานพระธาตุพนม (หรือหนังสืออุรังคธาตุ) แต่งเมื่อราว 400 ปีมาแล้ว ในเนื้อหาพรรณนาความใหญ่โตมโหฬารของเมืองสาเกตนครว่า “เมืองร้อยเอ็จประตู” เขียนด้วยอักษรธรรม (ไม่เขียนเป็นตัวเลข)
การบอกจำนวนตามประเพณีลุ่มน้ำโขง มี “ข้อสังเกต” ในงานวิจัยของ ธวัช ปุณโณทก อักษรไทยน้อย : การศึกษาในด้านอักษรวิทยา (วิทยานิพนธ์ศิลป ศาสตรมหาบัณฑิต ของมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2521 หน้า 70) ดังนี้
(1.) เลขหลักสิบ มักจะเขียน 0 อยู่ด้วย เช่น 105 = สิบห้า
(2.) เลขหลักร้อย มักจะเขียนเป็นตัวหนังสือ เช่น สองพันห้าร้อยซาวสาม = สองพันห้าร้อยยี่สิบสาม
ผศ. ดร. บุญชู ภูศรี (มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) อธิบายว่าการเขียนเลขลาวหลักสิบมี 0 คั่น เช่น สี่สิบเอ็ด เขียน 401 ต่อมาได้ยกเลิกไปราว พ.ศ. 2100 ดังนั้นหนังสือ อุรังคธาตุ เรียบเรียงหลัง พ.ศ. 2100 จึงเขียนชื่อร้อยเอ็ดเป็นตัวอักษรว่าเมืองร้อยเอ็ด (ไม่เขียนเป็นตัวเลข)
ความทรงจำของคนท้องถิ่นตามประเพณีลุ่มน้ำโขงสมัยก่อน ไม่ได้แยกหลักสิบ–หลักร้อย และไม่ได้แยกก่อน พ.ศ. 2100-หลัง พ.ศ. 2100 แต่จำซื่อๆ อย่างเหมารวมว่าร้อยเอ็ด เขียนตัวเลข 101 ต้องอ่าน สิบเอ็ด หรือ 11 เท่านั้น แต่ไม่เคยเห็นต้นฉบับตัวเขียนที่เขียนตัวอักษรธรรมว่า “เมืองร้อยเอ็ด” ไม่ได้เขียนตัวเลขว่า “101” (ผู้รู้สมัยหลังที่เขียนเรื่องร้อยเอ็ดก็ไม่ได้ตรวจสอบ)
ร้อยเอ็ดเป็นเมืองมีประตู 11 ช่อง เป็นเรื่องเล่าปากต่อปากแต่เมื่อไร? ตรวจสอบไม่ได้ แต่พบขณะนี้มีลายลักษณ์อักษรเก่าสุดที่บันทึกไว้จากคำบอกเล่า 62 ปีมาแล้ว ในหนังสือสภาพอีสาน ของ ฟรานซิส คริปส์ (เขียน พ.ศ. 2504 แปลโดย ตุลจันทร์)
เรื่องนี้เป็นความทรงจำที่เกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องชื่อเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งยกเป็นหลักฐานไม่ได้ แต่เป็นพยานได้ว่าเคยมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน
“ร้อยเอ็ด” หมายถึงอะไร?
1. “ร้อยเอ็ด” ในชื่อจังหวัดร้อยเอ็ด ได้จากชื่อศักดิ์สิทธิ์ของเมืองในตำนานพระธาตุพนม (อุรังคธาตุ) ว่าเมืองสาเกตนครซึ่งเป็น “เมืองร้อยเอ็จประตู”
2. “เมืองร้อยเอ็จประตู” เป็นโวหารอุปมาอุปไมย โดยไม่ต้องการบอกปริมาณว่ามีมากถึงร้อยเอ็ดประตูอยู่จริงๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้
3. “เมืองร้อยเอ็จประตู” เป็นอุปมาโวหารดั่งเมืองทวารวดี ซึ่งแปลว่าเมืองที่มีประตูเป็นรั้วหรือกำแพง ซึ่งหมายถึงเมืองใหญ่มากที่มีช่องทางเข้าออกนับไม่ถ้วน เพราะมีพ่อค้าวาณิชนานาประเทศทั้งปวงเข้าออกเพื่อทำมาค้าขายวายล่องท่องไปๆ มาๆ สร้างความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์
เมืองทวารวดี (มีประตูมาก) เป็นเมืองของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุ (คือ พระนารายณ์) พระวิษณุนอกจากอวตารเป็นพระกฤษณะแล้วยังอวตารเป็นพระราม (ในเรื่องรามเกียรติ์)
เมืองสาเกต มี “ร้อยเอ็ดประตู” อยู่ไหน?
(1.) เมืองสาเกตมีจริงอยู่ในอินเดีย ส่วนประตูมีเท่าไร? ไม่รู้
(2.) ตำนานพระธาตุพนมยกย่องเมืองสาเกตในอินเดียเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ (เหมือนทวารวดี, อโยธยา, อยุธยา ฯลฯ) จึงจำลองชื่อมาใส่ในตำนานโดยเพิ่มคุณภาพและปริมาณว่าเป็นเมืองขนาดมหึมามี “ร้อยเอ็ดประตู”
(3.) แต่ไม่ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเมืองสาเกตตั้งอยู่ตรงไหน? ในอีสาน
(4.) ที่ว่าเมืองสาเกตนครคือจังหวัดร้อยเอ็ดทุกวันนี้ ก็โดย “ความเชื่อ” (ซึ่งไม่ใช่ “ความจริง”) เพื่อขอความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่เมืองที่มีคนจำนวนหนึ่งโยกย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2318 (สมัยกรุงธนบุรี)
เมืองโบราณไม่รู้ชื่อ ที่ตัวจังหวัดร้อยเอ็ด
ตัวจังหวัดร้อยเอ็ดตั้งทับซ้อนเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนที่ไม่รู้ชื่อจริง แต่ไม่ใช่ชื่อร้อยเอ็ด ซึ่งมีพัฒนาการความเป็นมาดังต่อไปนี้
(1.) เมืองโบราณมีคูน้ำคันดินล้อมรอบรูปสี่เหลี่ยมมุมมน เก่าแก่ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือเป็นเมืองเก่าสมัยการค้าโลกเริ่มแรก ราวเรือน พ.ศ. 1000 (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัยทวารวดี) แต่ไม่พบจารึกชื่อเมือง
จึงไม่มีใครรู้ว่าเมื่อ 1,500 ปีที่แล้ว เมืองนี้มีชื่อจริงว่าอะไร?
(2.) เมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนถูกทิ้งร้างเมื่อไร? ไม่พบหลักฐาน แต่คาดว่าถูกทิ้งร้างนานหลายร้อยปีกว่าจะมีคนกลุ่มใหม่จากที่อื่นมาตั้งหลักแหล่งใหม่บนเมืองร้างนี้
(3.) กลุ่มคนชาติพันธุ์ไท–ไต–ลาว จากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (เช่น จำปาสัก และอื่นๆ) หนีความขัดแย้งทางการเมืองไปตั้งหลักแหล่งถิ่นฐานใหม่บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ แล้วขยายพื้นที่ถึงเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนซึ่งรกร้างเป็นดง (เรียกดงกลุ่ม)
(4.) เมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนเป็นเมืองร้างกลางดง ซึ่งไม่มีใครรู้ชื่อจริงว่าอะไร? กลุ่มไท–ไต–ลาว ที่เข้ามาอยู่ใหม่จึงสมมุติชื่อเรียกครั้งแรกว่า “เมืองร้อยเอ็ด” เมื่อ พ.ศ. 2318 ในแผ่นดินพระเจ้าตาก กรุงธนบุรี
ดังนั้น “เมืองร้อยเอ็ด” เป็นชื่อชุมชนใหม่ของไท–ไต–ลาว ที่โยกย้ายเข้าไปอยู่ใหม่ทับซ้อนเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมน
ส่วนเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนไม่ชื่อ “เมืองร้อยเอ็ด” และถึงขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานบอกความจริงว่าชื่ออะไร?
ดังนั้น เครือข่ายทางวิชาการ และวัฒนธรรม และนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ จึงขอให้ จังหวัดร้อยเอ็ด ทบทวน คำขวัญจังหวัด และยกเลิก การนำเสนอ "ผลิตซ้ำ" ข้อเท็จ ที่ไม่จริง ว่าด้วยร้อยเอ็ด เมืองที่ตั้งใน ปี พ.ศ. 2318 โดยกลุ่มชาวลาว เป็น เมืองสาเกตนคร และเมืองโบราณ ที่ บ้านกุ่มฮ้าง นี้ มิปรากฏชือ่ และไม่มีหลักฐานทางโบราณคดี ว่า ชื่ออะไร และ ชื่ออะไรนั้น ก็ไม่ใช่ "สาเกตุนคร"

ประเด็นรณรงค์
เครือข่ายทางวิชาการ และวัฒนธรรม และนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ จึงขอให้ จังหวัดร้อยเอ็ด ทบทวน คำขวัญจังหวัด และยกเลิก การนำเสนอ "ผลิตซ้ำ" ข้อเท็จ ที่ไม่จริง ว่าด้วยร้อยเอ็ด เมืองที่ตั้งใน ปี พ.ศ. 2318 โดยกลุ่มชาวลาว....

เมืองร้อยเอ็ดไม่ใช่เมือง “11” ประตู เป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกันในทุกส่วนราชการจังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อ 14 ปีที่แล้ว หลังการสัมมนาประวัติศาสตร์เมืองร้อยเอ็ด ซึ่งจัดโดยจังหวัดร้อยเอ็ด พ.ศ. 2552 [ดูในหนังสือพิมพ์เมื่อ 11 ปีที่แล้ว พิราบข่าว สื่อสร้างสรรค์ เพื่อคนร้อยเอ็ด (นายสุวัฒน์ ลีขจร เจ้าของ–บรรณาธิการ) ปีที่ 9 ประจำเดือน มีนาคม 2555 หน้า 6]
1. คำขวัญประจำจังหวัดขึ้นต้นว่า “สิบเอ็ดประตูเมืองงาม….” ยังมีอยู่ ยังไม่ยกเลิก แล้วยังเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะเป็นปกติ
2. กิจกรรมประจำปีของจังหวัด ยังมีขบวน 11 เมืองบริวาร เพื่อให้เข้ากันได้กับร้อยเอ็ด 11 ประตู
3. เอกสารประวัติเมืองร้อยเอ็ดมี 11 ประตู จัดทำจากหน่วยงานทางการของร้อยเอ็ด ใช้ครอบงำกล่อมเกลาสังคม โดยเฉพาะนักเรียนในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งพบหลักฐานในบทความของนิตยสารรายเดือนแพร่หลายล่าสุดฉบับเดือนมีนาคม 2566 ขณะนี้มีข้อความดังนี้
“มาได้อ่านประวัติศาสตร์เมืองร้อยเอ็ดอย่างจริงจังในการศึกษาเอกสารเพื่อทำโครงการวิจัย ‘การพัฒนากลไกการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์เมืองร้อยเอ็ด เพื่อพาเด็กเยาวชนเรียนรู้พื้นที่เมืองร้อยเอ็ด
ทำให้รู้ว่าเมืองร้อยเอ็ดไม่ใช่เมืองที่มีเมืองบริวารมากถึง 101 เมืองอย่างที่เคยเรียนมา แต่คือจังหวัดที่เขียนเป็นเลข 11 แต่โบราณการเขียนเลขเขียนเป็นเลข 10 และเลข 1 ทำให้พอเอามาเขียนเรียงกันเลยเขียนเป็น 101 (โบราณอ่านสิบเอ็ด) และคนในยุคต่อมาอ่านว่า ร้อยเอ็ด ทำให้จังหวัดนี้ถูกเรียกชื่อว่าจังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งที่ความจริงคือจังหวัดสิบเอ็ด หรือเมืองสิบเอ็ดประตู” (จากบทความเรื่อง “ร้อยเอ็ดเมืองโบราณทวารวดีที่ไม่มี คำว่าบังเอิญ” โดย สุมาลี สุวรรณกร ในนิตยสาร ทางอีศาน เดือนมีนาคม 2566 หน้า 112-118)
สังคมเผด็จการเบ็ดเสร็จ
ความเคลื่อนไหวของบางหน่วยงานทางการจังหวัดร้อยเอ็ด ผลิตซ้ำความเท็จว่าเมืองร้อยเอ็ดคือเมือง 11 ประตู เป็นความเสียหายใหญ่หลวง เพราะสะท้อนแนวคิดเผด็จการเบ็ดเสร็จต้องการควบคุมปัจจุบันเพื่อบงการอดีตและบงการอนาคต
“ผู้ที่ควบคุมปัจจุบันย่อมบงการอดีตได้
ผู้ที่ควบคุมอดีตได้ย่อมบงการอนาคตได้”
[จอร์จ ออร์เวลล์ (ในหนังสือ 1984)]
ร้อยเอ็ดในอนาคตอาจมี “แลนด์มาร์ก” แห่งใหม่เพิ่มขึ้นมา ได้แก่ 11 ประตูเมือง ผุดขึ้นตามแนวคูน้ำคันดิน เท่ากับมี 11 ประตูเมืองล้อมรอบหอคอยรูปโหวด
ทั้งนี้มีผู้เบิกทางเตรียมไว้แล้ว “ไม่ว่า 101 หรือ 11 ประตู เมื่อไม่ได้ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนของภูมิบ้านภูมิเมืองเลวร้ายก็ควรใช้กันไป เพราะไม่ใช่สิ่งเสียหาย” (จาก มติชนออนไลน์ วันอังคารที่ 14 มีนาคม 2566)
เสียหายแน่ เสียหายหลายสถาน
1. เสียหายประวัติศาสตร์ จ. ร้อยเอ็ด ยกเรื่องเท็จเป็นเรื่องจริง
2. เสียหายทางวิชาการเมื่อไม่เคารพ “หลักการ” ประวัติศาสตร์โบราณคดี แต่เชื่อเรื่องที่เพิ่งสร้างใหม่ประวัติศาสตร์ร้อยเอ็ดโดยไม่มีหลักฐานรองรับสนับสนุน
ตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ไทยฉบับอัลไต–น่านเจ้า–สุโขทัย ส่งผลสะเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องระดมแก้ไขใหม่ทุกวันนี้ยังไม่สะอาด
3. ข้อมูลเท็จ ส่งผลเสียหายต่อพลังสร้างสรรค์ของชาวร้อยเอ็ดและคนทั่วไปทั้งประเทศ
4. เสียหายทรัพย์สินเงินทองส่วนตัวและงบประมาณ ที่ต้องจัดขบวนแห่ 11 เมืองบริวารทุกปี
5. อนาคตข้างหน้าเสียหายต่องบประมาณจากภาษีอากรของราษฎรที่ต้อง “สร้างเท็จ” ประตูเมืองร้อยเอ็ด 11 ช่อง เพื่อเชิดหน้าชูตาคนเซ็นให้สร้าง ซึ่งมี “ส่วนต่าง” บางอย่างที่รู้กันดี
“ร้อยเอ็ด” ชื่อมาจากไหน?
“ร้อยเอ็ด” อยู่ในหนังสือตำนานพระธาตุพนม (หรือหนังสืออุรังคธาตุ) แต่งเมื่อราว 400 ปีมาแล้ว ในเนื้อหาพรรณนาความใหญ่โตมโหฬารของเมืองสาเกตนครว่า “เมืองร้อยเอ็จประตู” เขียนด้วยอักษรธรรม (ไม่เขียนเป็นตัวเลข)
การบอกจำนวนตามประเพณีลุ่มน้ำโขง มี “ข้อสังเกต” ในงานวิจัยของ ธวัช ปุณโณทก อักษรไทยน้อย : การศึกษาในด้านอักษรวิทยา (วิทยานิพนธ์ศิลป ศาสตรมหาบัณฑิต ของมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2521 หน้า 70) ดังนี้
(1.) เลขหลักสิบ มักจะเขียน 0 อยู่ด้วย เช่น 105 = สิบห้า
(2.) เลขหลักร้อย มักจะเขียนเป็นตัวหนังสือ เช่น สองพันห้าร้อยซาวสาม = สองพันห้าร้อยยี่สิบสาม
ผศ. ดร. บุญชู ภูศรี (มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) อธิบายว่าการเขียนเลขลาวหลักสิบมี 0 คั่น เช่น สี่สิบเอ็ด เขียน 401 ต่อมาได้ยกเลิกไปราว พ.ศ. 2100 ดังนั้นหนังสือ อุรังคธาตุ เรียบเรียงหลัง พ.ศ. 2100 จึงเขียนชื่อร้อยเอ็ดเป็นตัวอักษรว่าเมืองร้อยเอ็ด (ไม่เขียนเป็นตัวเลข)
ความทรงจำของคนท้องถิ่นตามประเพณีลุ่มน้ำโขงสมัยก่อน ไม่ได้แยกหลักสิบ–หลักร้อย และไม่ได้แยกก่อน พ.ศ. 2100-หลัง พ.ศ. 2100 แต่จำซื่อๆ อย่างเหมารวมว่าร้อยเอ็ด เขียนตัวเลข 101 ต้องอ่าน สิบเอ็ด หรือ 11 เท่านั้น แต่ไม่เคยเห็นต้นฉบับตัวเขียนที่เขียนตัวอักษรธรรมว่า “เมืองร้อยเอ็ด” ไม่ได้เขียนตัวเลขว่า “101” (ผู้รู้สมัยหลังที่เขียนเรื่องร้อยเอ็ดก็ไม่ได้ตรวจสอบ)
ร้อยเอ็ดเป็นเมืองมีประตู 11 ช่อง เป็นเรื่องเล่าปากต่อปากแต่เมื่อไร? ตรวจสอบไม่ได้ แต่พบขณะนี้มีลายลักษณ์อักษรเก่าสุดที่บันทึกไว้จากคำบอกเล่า 62 ปีมาแล้ว ในหนังสือสภาพอีสาน ของ ฟรานซิส คริปส์ (เขียน พ.ศ. 2504 แปลโดย ตุลจันทร์)
เรื่องนี้เป็นความทรงจำที่เกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องชื่อเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งยกเป็นหลักฐานไม่ได้ แต่เป็นพยานได้ว่าเคยมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน
“ร้อยเอ็ด” หมายถึงอะไร?
1. “ร้อยเอ็ด” ในชื่อจังหวัดร้อยเอ็ด ได้จากชื่อศักดิ์สิทธิ์ของเมืองในตำนานพระธาตุพนม (อุรังคธาตุ) ว่าเมืองสาเกตนครซึ่งเป็น “เมืองร้อยเอ็จประตู”
2. “เมืองร้อยเอ็จประตู” เป็นโวหารอุปมาอุปไมย โดยไม่ต้องการบอกปริมาณว่ามีมากถึงร้อยเอ็ดประตูอยู่จริงๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้
3. “เมืองร้อยเอ็จประตู” เป็นอุปมาโวหารดั่งเมืองทวารวดี ซึ่งแปลว่าเมืองที่มีประตูเป็นรั้วหรือกำแพง ซึ่งหมายถึงเมืองใหญ่มากที่มีช่องทางเข้าออกนับไม่ถ้วน เพราะมีพ่อค้าวาณิชนานาประเทศทั้งปวงเข้าออกเพื่อทำมาค้าขายวายล่องท่องไปๆ มาๆ สร้างความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์
เมืองทวารวดี (มีประตูมาก) เป็นเมืองของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุ (คือ พระนารายณ์) พระวิษณุนอกจากอวตารเป็นพระกฤษณะแล้วยังอวตารเป็นพระราม (ในเรื่องรามเกียรติ์)
เมืองสาเกต มี “ร้อยเอ็ดประตู” อยู่ไหน?
(1.) เมืองสาเกตมีจริงอยู่ในอินเดีย ส่วนประตูมีเท่าไร? ไม่รู้
(2.) ตำนานพระธาตุพนมยกย่องเมืองสาเกตในอินเดียเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ (เหมือนทวารวดี, อโยธยา, อยุธยา ฯลฯ) จึงจำลองชื่อมาใส่ในตำนานโดยเพิ่มคุณภาพและปริมาณว่าเป็นเมืองขนาดมหึมามี “ร้อยเอ็ดประตู”
(3.) แต่ไม่ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเมืองสาเกตตั้งอยู่ตรงไหน? ในอีสาน
(4.) ที่ว่าเมืองสาเกตนครคือจังหวัดร้อยเอ็ดทุกวันนี้ ก็โดย “ความเชื่อ” (ซึ่งไม่ใช่ “ความจริง”) เพื่อขอความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่เมืองที่มีคนจำนวนหนึ่งโยกย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2318 (สมัยกรุงธนบุรี)
เมืองโบราณไม่รู้ชื่อ ที่ตัวจังหวัดร้อยเอ็ด
ตัวจังหวัดร้อยเอ็ดตั้งทับซ้อนเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนที่ไม่รู้ชื่อจริง แต่ไม่ใช่ชื่อร้อยเอ็ด ซึ่งมีพัฒนาการความเป็นมาดังต่อไปนี้
(1.) เมืองโบราณมีคูน้ำคันดินล้อมรอบรูปสี่เหลี่ยมมุมมน เก่าแก่ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือเป็นเมืองเก่าสมัยการค้าโลกเริ่มแรก ราวเรือน พ.ศ. 1000 (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัยทวารวดี) แต่ไม่พบจารึกชื่อเมือง
จึงไม่มีใครรู้ว่าเมื่อ 1,500 ปีที่แล้ว เมืองนี้มีชื่อจริงว่าอะไร?
(2.) เมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนถูกทิ้งร้างเมื่อไร? ไม่พบหลักฐาน แต่คาดว่าถูกทิ้งร้างนานหลายร้อยปีกว่าจะมีคนกลุ่มใหม่จากที่อื่นมาตั้งหลักแหล่งใหม่บนเมืองร้างนี้
(3.) กลุ่มคนชาติพันธุ์ไท–ไต–ลาว จากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (เช่น จำปาสัก และอื่นๆ) หนีความขัดแย้งทางการเมืองไปตั้งหลักแหล่งถิ่นฐานใหม่บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ แล้วขยายพื้นที่ถึงเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนซึ่งรกร้างเป็นดง (เรียกดงกลุ่ม)
(4.) เมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนเป็นเมืองร้างกลางดง ซึ่งไม่มีใครรู้ชื่อจริงว่าอะไร? กลุ่มไท–ไต–ลาว ที่เข้ามาอยู่ใหม่จึงสมมุติชื่อเรียกครั้งแรกว่า “เมืองร้อยเอ็ด” เมื่อ พ.ศ. 2318 ในแผ่นดินพระเจ้าตาก กรุงธนบุรี
ดังนั้น “เมืองร้อยเอ็ด” เป็นชื่อชุมชนใหม่ของไท–ไต–ลาว ที่โยกย้ายเข้าไปอยู่ใหม่ทับซ้อนเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมน
ส่วนเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมนไม่ชื่อ “เมืองร้อยเอ็ด” และถึงขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานบอกความจริงว่าชื่ออะไร?
ดังนั้น เครือข่ายทางวิชาการ และวัฒนธรรม และนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ จึงขอให้ จังหวัดร้อยเอ็ด ทบทวน คำขวัญจังหวัด และยกเลิก การนำเสนอ "ผลิตซ้ำ" ข้อเท็จ ที่ไม่จริง ว่าด้วยร้อยเอ็ด เมืองที่ตั้งใน ปี พ.ศ. 2318 โดยกลุ่มชาวลาว เป็น เมืองสาเกตนคร และเมืองโบราณ ที่ บ้านกุ่มฮ้าง นี้ มิปรากฏชือ่ และไม่มีหลักฐานทางโบราณคดี ว่า ชื่ออะไร และ ชื่ออะไรนั้น ก็ไม่ใช่ "สาเกตุนคร"

ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 29 มีนาคม ค.ศ. 2023 แล้ว