ยกเลิกบังคับตัดทรงนักเรียนในโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 1,000 คน!


เป็นที่ทราบกันว่า กฎระเบียบว่าด้วยทรงผมนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลนั้นอยู่คู่กับระบบการศึกษาไทยมาอย่างเนิ่นนาน โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของบ้านเมืองหรือยุคสมัยที่เปลี่ยนไปแต่อย่างใด แต่ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการจะทำการพิจารณาการยกร่างระเบียบเรื่องทรงผมนักเรียน เพราะเห็นว่ากฎระเบียบดังกล่าวละเมิดสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล 
            จึงเห็นควรให้สนับสนุนการยกร่างระเบียบดังกล่าว ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 
        ประการแรก เหตุผลของระเบียบทรงผมที่มักถูกกล่าวโดยผู้ใหญ่และครูทั้งหลายนั้น คือการเกรงกลัวเด็กจะไม่สนใจการเรียน เอาแต่ตามแฟชั่นและห่วงอยู่กับทรงผมของตน ความคิดข้อนี้ ไม่เคยได้รับการพิสูจน์ว่า จริง เป็นเพียงความเชื่อที่ฝังหัวคนรุ่นเก่าอยู่และไม่คิดจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไร เด็กทุกคนมีความแตกต่างหลากหลายด้านบุคลิกภาพ มีทั้งเรียบร้อยและตรงกันข้าม ใช่ว่าทุกคนที่ผมยาวจะเกเร  เหมือนดังที่ครูบาอาจารย์ใหญ่น้อยทั้งหลายเกรงกลัว การตามแฟชั่นนั้นย่อมมีขอบเขต เป็นไปไม่ได้ที่เด็กทุกคนจะห่วงแฟชั่นมากกว่าการเรียนในสภาวะที่การแข่งขันทางการศึกษาในไทยสูงลิบลิ่วขนาดนี้ หากนักเรียนจะเกเรและห่วงใยเส้นผมของตนมากกว่าการเรียนขึ้นมาจริงๆ นั่นเป็นหน้าที่ของครูแนะแนวที่จะให้คำแนะนำ ไม่ควรใช้กฎที่เหมาคนองค์รวมในลักษณะนี้ 
        ประการที่สอง กฎทรงผมมักถูกให้เหตุผลในบางครั้งว่า ป้องกันการเหลื่อมล้ำในหมู่นักเรียน ไม่ให้เกิดการแข่งขันทางความงาม และสิ้นเปลืองเงินไปกับการเสริมสวย ต้องขอให้เหตุผลว่า ความเหลื่อมล้ำนั้นมาในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะ โทรศัพท์มือถือ กระเป๋า และอื่นๆซึ่งมีการแข่งขันที่สูงและมีมูลค่ามหาศาลกว่าค่าทำผมหลายเท่าตัว ความเหลื่อมล้ำนั้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงเกินกว่าที่กฎทรงผมนักเรียนจะหยุดมันได้ หากมองตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดหยุดความเหลื่อมล้ำได้ในสังคมแบบทุนนิยมดังเช่นปัจจุบันนี้ 
        ประการที่สาม กฎทรงผมถูกกล่าวว่า มีประโยชน์ด้านความสะอาดและการควบคุมโรค ในสมัยก่อนนั้นอาจมีความจำเป็นเพราะการแพทย์และสุขอนามัยไม่เจริญเท่าปัจจุบัน แต่ในปัจจุบันนั้น การแพทย์เจริญรุดหน้าไปมาก สุขอนามัยและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนก็ดีขึ้นมาก การเกิดโรค เช่น โรคเหา จึงควบคุมได้ง่าย ถึงแพร่ระบาดก็สามารถจัดการได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องใช้กฎที่กดทับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเหมาคนองค์รวมในลักษณะนี้อีกต่อไป

        ประการที่สี่ ผมนั้นถือเป็นอวัยวะของร่างกายและเจ้าของก็ควรมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการกำหนดความเป็นไปของร่างกายตัวเองตราบเท่าที่ไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ควรมีใครมีอำนาจสั่งการให้ทำลาย หรือทำให้เป็นไปในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง โดยอ้างสิทธิตามระเบียบข้อบังคับ 

        ประการที่ห้า ในโลกนี้ไม่ได้มีแต่ประเทศไทย โปรดสังเกตความเป็นไปของประเทศรอบข้างว่าเขาพัฒนาไปถึงไหนแล้ว ทำไมไทยจึงเป็นแค่หนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังคงมีกฎลักษณะนี้อยู่ และประเทศที่ไม่มีกฎทรงผมก็เป็นประเทศที่เจริญแล้วเป็นส่วนใหญ่ และหลายประเทศที่กล่าวมานั้น “ไม่เคยมีการบังคับใช้เรื่องทรงผมในสถานศึกษา” แต่ประเทศเขาก็ยังเจริญรุดหน้าไทยไปได้โดยไม่ต้องมีกฎระเบียบเช่นนี้ โครงการ “โรงเรียนมาตรฐานสากล” ที่โรงเรียนทั้งหลายเฝ้าประโคมเช้าค่ำว่าดีหนักหนานั้น สุดท้ายก็เป็นแค่ความ “ปากว่า ตาขยิบ” ของสถานศึกษา หากไม่สนใจดูโลกภาย(อันเป็นสากล)ว่ามีความเจริญรุดหน้าและมีความเป็นไปเพียงใดแล้ว 
        ประการที่หก สถานศึกษาในประเทศนี้ไม่ได้มีระเบียบเรื่องทรงผมทุกแห่ง แต่มักจะพบมากในโรงเรียนสายสามัญ โรงเรียนสายสามัญบางแห่งในประเทศไทยให้อิสรภาพเรื่องทรงผม รวมไปโรงเรียนสายอาชีพ ซึ่งทรงผมที่มีอิสรภาพนั้นก็ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด หากจะทำให้ทุกโรงเรียนมีความเท่าเทียมโดยไว้ทรงผมได้อิสระเหมือนกัน ก็ไม่ใช่ปัญหา ไม่ต้องเกรงกลัวว่าทรงผมที่อิสระจะทำให้เยาวชนนั้นเกเร นักเรียนสายสามัญไม่ได้เกเรเป็นอยู่พวกเดียว ไม่ว่าใครก็เกเรได้ทั้งนั้น และหากว่าอิสรภาพจะทำให้เด็กเกเรจริงๆ สถาบันการศึกษาสายอาชีพทั้งหลาย ก็คงจะพบกับความล้มเหลวไปนานแล้ว 

       ประการที่เจ็ด สำหรับเหตุผลที่ควรเปิดเสรีทรงผมนักเรียนไทย ก็เพราะว่าขัดต่อบทบัญญัติติ รัฐธรรมนูญ​ และ หลักสิทธิมนุษยชน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560  หมวดที่ 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีของปวงชนชาวไทย มาตราที่ 28 บุคคลย่อมมีสิทธิ และ เสรีภาพ ในร่างกาย รวมถึงปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ  ข้อที่ 3 บุคคลมีสิทธิ ในการดำเนินชีวิต ในเสรีธรรม และในความมั่นคงแก่ร่างกาย ซึ่งการมีอิสระเสรีในการทำผมนั้น เป็นสิทธิอันชอบธรรม และ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของบุคคลนั้น ๆ

       ดังนั้น การมีกฎบังคับทรงผมเป็นการทรงเสริมให้ใช้อำนาจโดยมิชอบ ตัวอย่างคือ ในบางโรงเรียนมีการลงโทษนักเรียนที่ไม่ทำตามระเบียบโดยการ “กล้อนผมนักเรียน”  มีการ “ข่มขู่” หรือ “ทำให้อาย”  ซึ่งการกระทำเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่าครู หรือ ผู้ใหญ่ กำลังใช้อำนาจโดยมิชอบกับนักเรียน มองนักเรียนเป็นเพียงเครื่องมือทางการศึกษา ที่จะสร้างผลงานให้กับตนเอง โดยไม่คำนึงถึงสภาพจิตใจ ถือว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างหนึ่ง

      ประเด็นต่อมาการที่มีการบังคับทรงผมนักเรียนนั้น เป็นอีกเหตุหนึ่งปัจจัย ที่ทำให้ครู หรือ ผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถควบคุมสภาวะอารมณ์ของตัวเอง ได้กระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องกับนักเรียน ถ้าหากยกเลิกข้อบังคับเรื่องทรงผมนักเรียนได้ ก็จะลดปัญหาการใช้อำนาจโดยมิชอบจากผู้ใหญ่ และ นักเรียนมีสภาวะจิตใจที่ดีมากขึ้นต่อการไปโรงเรียน โดยผมมองว่าสถานศึกษาควรเป็นสถานที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพการศึกษา และ พัฒนาจิตใจ ของผู้เรียน

     การต่อสู้เรียกร้องเพื่อเสรีภาพนั้นไม่ใช่การทำลายระเบียบวินัยอย่างที่หลายฝ่ายเกรงกลัว ทุกคนทราบดีว่าเสรีภาพนั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ขณะเดียวกัน กฎระเบียบเองก็ไม่ได้มีกฎไหนที่สมบูรณ์แบบ จะต้องคงอยู่ต่อไปชั่วกัลปาวสาน ไม่งั้นคงไม่มีการแก้ไขกฎหมาย หรือการแปรญัตติรัฐธรรมนูญ หากแก้ไขแล้วไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ใดและอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ก็เป็นสิ่งที่สมควรกระทำ ในสังคมประชาธิปไตยนั้น ควรมีความอดทนอดกลั้นและการยอมรับต่อความหลากหลายทุกรูปแบบ ควรต่อต้านสิ่งที่กดทับความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องการความเป็นระเบียบที่ผู้คนต้องเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว แต่วินัยนั้นยังคงมีความจำเป็นในทุกสังคม และโดยนิยามแล้ว กฎทรงผมและวินัยก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน กฎทรงผมเป็นเพียงระเบียบอย่างหนึ่งเท่านั้น 

     ในความคิดเห็นส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าหากเด็กนักเรียนไว้ผมแล้วทำให้เกิดความมั่นใจ แล้วสามารถทำอะไรๆด้วยความมั่นใจได้ก็จะสามารถทำในสิ่งๆนั้นออกมาได้ดี เพราะว่าเส้นผมไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าเด็กคนนี้เรียนเก่งเด็กคนนี้เรียนไม่เก่ง เป็นคนดีหรือคนไม่ดี ทุกๆอย่างเกิดจากการร่ำเรียนและอบรมสั่งสอนจาก โรงเรียน และ ครอบครัว หรือสังคมที่เด็กอยู่

       เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบอันไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นี้ จึงขอความร่วมมือจากทุกท่าน ให้การสนับสนุนการรณรงค์ของเรา และเป็นพลังทก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาไทยในทางที่ดีขึ้น



“Those who deny freedom to others deserve it not for themselves” -Abraham Lincoln
“ผู้ที่ปฏิเสธเสรีภาพของผู้อื่น ไม่ควรได้รับเสรีภาพเป็นของตนเอง” -อับราฮัม ลินคอล์น







เปิดเสรีทรงผมในโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย กำลังรอให้คุณช่วย

เปิดเสรีทรงผมในโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«ยกเลิกบังคับตัดทรงนักเรียนในโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย» คุณสามารถร่วมกับ เปิดเสรีทรงผมในโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 615 คน ได้แล้วตอนนี้เลย