www​.​facebook​.​com/100001396400344/posts/2973849472671570/?d=n

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 100 คน!


� #ลูกจ้างและผู้ประกอบการที่ส่งเงินสมทบเข้าระบบประกันสังคมมาตรา33 #ควรได้รับการขยายขอบเขตความช่วยเหลือมากกว่ามาตรการที่ออกมาหรือไม่ #เพราะเรื่องโควิดและเศรษฐกิจต้องมองให้ไกลกว่าเดิม
� ความช่วยเหลือจากมาตรการของรัฐที่ทะยอยออกมาเป็นสิ่งดี โดยน่าจะแยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มผู้ประกอบการและแรงงานในระบบ กับ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่ง กลุ่มผู้ประกอบการอาชีพอิสระ ที่เข้าข่าย 3 เงื่อนไขที่ประชาสัมพันธ์ออกมา จากข้อมูลเดิมที่ประมาณการว่า 3 ล้านคน และได้ขยายขอบเขตจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ออกไปเป็นทุกคนที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งปัจจุบันมีคนลงทะเบียนมากกว่า 20 ล้านคน จะผ่านเงื่อนไขกี่คนยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คิดว่ามากกว่า 3 ล้านคนที่ประมาณการไว้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นความถูกต้องแล้วที่คนที่ได้รับความเดือดร้อนได้รับการช่วยเหลือ
� แต่... #ผมขอพูดเน้นหนักถึงกลุ่มผู้ประกอบการและแรงงานในระบบ ซึ่งส่งเงินสมทบทุกเดือนมาเป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่อง แต่กลับมีเงื่อนไขการได้รับความช่วยเหลือ เป็น กรณีหลักๆ เพียงแค่.....
� 1. ลูกจ้างในระบบประกันสังคมที่สถานประกอบการถูกสั่งปิด เช่น ร้านอาหาร ร้านเกมส์ ฟิตเนส สนามมวย ผับบาร์ ร้านเสริมสวย ร้านนวดแผนโบราณ สถานบันเทิงตามใบอนุญาต และรวมถึงกิจการที่เป็นที่ชุมนุมของผู้คนที่ทำให้เกิดความเสี่ยงอีกจำนวนหนึ่ง โดยคำสั่งทางราชการทั้งจากส่วนกลางและส่วนของทางจังหวัด
ซึ่งส่วนนี้ลูกจ้างจะได้รับชดเชยร้อยละ50ของรายได้ที่ส่งประกันสังคม ตามจำนวนวันที่สั่งปิดและสูงสุดไม่เกิน 60 วัน
� 2.ลูกจ้างในระบบประกันสังคมที่ได้รับผลกระทบด้วยเหตุสุดวิสัย ซึ่งข้อนี้ คำว่าเหตุสุดวิสัยในปัจจุบัน น่าจะตีความแค่ นายจ้างไม่ให้ทำงานสำหรับลูกจ้างที่ติดเชื้อ รวมถึงลูกจ้างอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องกักตัว สถานประกอบการอาจจะต้องประกาศหยุดชั่วคราวลูกจ้างทั้งหมดถ้ามีความเสี่ยงหรือให้ลูกจ้างที่มีความเสี่ยงหยุดบางส่วนหรือกักตัวบางราย จะได้รับการชดเชยเฉพาะรายดังกล่าว ร้อยละ 50 ตามจำนวนวันของรายได้ที่หยุดนั้น แต่ไม่เกิน 180 วัน
นอกเหนือจากนั้น ให้เป็นไปตาม พรบ.แรงงาน คือเข้าสู่กระบวนการว่างงาน โดยขยายเงินทดแทนการขาดรายได้ ในกรณีลาออกเอง เป็นร้อยละ 45 และ กรณีถูกเลิกจ้าง เป็นร้อยละ 70
� #คำถามคือ......ผู้ประกอบการและลูกจ้างในระบบประกันสังคมทั้งหมด กว่า 10 ล้านคน ที่ได้รับผลกระทบนั้น จ่ายเงินสมทบมาตลอดระยะเวลา แต่มีผู้ได้รับความช่วยเหลือเพียงหลักแสน ในขณะที่กระทรวงการคลังช่วยผู้ได้รับผลกระทบอาชีพอิสระต่างๆในหลักล้านคน เพียงเพราะสถานประกอบการในระบบประกันสังคม ถูกกำหนดให้ได้รับความช่วยเหลือดังกล่าวเฉพาะที่กล่าวมาในข้อ 1. และ ข้อ2. จากคำเพียง 2 คำ คือ ถูกสั่งปิด(หยุดกิจการชั่วคราวโดยอำนาจทางการปกครอง) กับ คำว่าหยุดงานด้วยเหตุสุดวิสัยด้วยผลกระทบจากโควิด-19 โดยตรง ซึ่งคือ ติดเชื้อหรือสุ่มเสี่ยงและถูกกักตัว ส่วนสถานประกอบการและลูกจ้างอีกเกือบทั้งหมดในฐานประกันสังคม ต้องรอให้นายจ้างหยุดประกอบกิจการชั่วคราวเองด้วยเหตุไม่สุดวิสัย ผ่านมาตรา 75 หรือนายจ้างไปต่อไม่ไหวต้องเลิกจ้างระดมเงินมาจ่ายค่าชดเชยก่อนเข้าสู่กระบวนการว่างงาน
#ถ้ามองในมุมนายจ้างและลูกจ้างที่ไม่ถูกคำสั่งปิดนั้น หลายสถานประกอบการ เช่นโรงแรม พาหนะการขนส่งทุกชนิด ปั้มน้ำมันในส่วนน้ำมัน และธุรกิจอีกจำนวนมาก ที่ดูเหมือนยังคงให้ประกอบการ แต่ความจริงแล้ว เขาประกอบการไม่ได้ #ด้วยเหตุที่รัฐเองที่ออกมาตรการลดการเคลื่อนไหวของคน เน้นให้อยู่บ้าน ไม่ให้จัดสัมมนา ไม่สนับสนุนให้เดินทาง ฯลฯ มาตรการเหล่านี้ จะให้เขาประกอบการและยังคงรักษาระดับอัตรารายได้ของลูกจ้างได้อย่างไร หากมองประเด็นดังกล่าว สถานประกอบการที่หยุดกิจการชั่วคราวทั้งหมดหรือบางส่วน เพราะไม่สามารถประกอบกิจการได้ ควรเป็นการหยุดด้วย #เหตุสุดวิสัย และควรได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการเยียวยาของสำนักงานประกันสังคมไม่ใช่หรือ?
ในมุมมองเศรษฐกิจนั้น ประกันสังคมมีเงินประมาณสองล้านล้าน(เขียนไม่ผิด) จากการประมาณการช่วยเหลือ กลุ่มที่อยู่ในเงื่อนไขประกันสังคมตามเงื่อนไขที่ประกาศออกมา จะใช้เงิน 9,700 ล้านบาท (เทียบกับสองล้านล้านดู) และลองเทียบกับการช่วยเหลืออาชีพอิสระตามมาตรการกระทรวงการคลังหลายล้านคน เมื่อขอบข่ายการช่วยเหลือแรงงานในระบบประกันสังคมเป็นเพียงแค่คนกลุ่มหนึ่ง ในภาวะนี้ หากนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อ และต้องแบกรับภาระตามกฎหมายด้วยตนเองทั้งหมด อะไรจะเกิดขึ้น เดือนแรกคิดว่าทุกคนยอมรับ แต่มันจะกี่เดือน ซึ่งคงไม่ใช่หนึ่งถึงสองเดือนอย่างแน่นอน ที่สำคัญหากมองกันยาวๆ สถานการณ์โรคโควิด -19 แม้ว่าจะผ่านไป หากรัฐไม่มองมุมระยะยาว นายจ้างที่ระดมทุนทั้งหมดมาจ่ายค่าจ้าง ทั้งที่ประกอบการไม่ได้จากมาตรการการลดการเคลื่อนไหวของประชาชนซึ่งรัฐเป็นผู้ออกมาตรการ จะล้มไม่เป็นท่า ลูกจ้างที่นายจ้างตัดสินใจเลิกจ้าง จะกลายเป็นผู้ว่างงานจำนวนมาก ที่ก็ส่งผลถึงการชดเชยว่างงานของกองทุนประกันสังคมในระยะยาวอยู่ดี เงินในกระเป๋าของทั้งนายจ้างและลูกจ้างไม่มีทั้งระบบ เพราะถูกใช้หมดในระยะเวลาอันรวดเร็ว ลำพังการลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 0.75% เพื่อกระตุ้นการนำเงินออมออกมาลงทุนหรือใช้จ่าย จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงพอต่อการหดตัวอย่างรุนแรงในครั้งนี้จริงหรือ พ้นไปแล้วสินค้าอาจจะผลิตได้ แต่กำลังซื้อเหลือเท่าไหร่ ราคาสินค้าอาจต่ำลงเพราะแข่งกันขาย มี Supply สูง แต่ Demand ต่ำ คนก็พยายามถือเงินที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว ไม่ใช้เงินหรือใช้เท่าที่จำเป็น และก็จะลามไปถึงธุรกิจบริการต่างๆที่ต้องอาศัยเงินไปใช้จ่ายและใช้บริการ แต่ไม่มีคนไปใช้ การเข้าสู่ภาวะเงินฝืดเช่นนี้ (อัตราเงินเฟ้อติดลบ) ถ้ารัฐไม่ประคองธุรกิจ ผู้ประกอบการและลูกจ้างในระบบประกันสังคม ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ GDP ที่ติดลบ จะมีแนวโน้มดีขึ้นได้จริงหรือไม่
การรักษาผู้ประกอบการและลูกจ้างในระบบประกันสังคมเอาไว้ ด้วยการดูแลลูกจ้างและผู้ประกอบการให้ยังคงรักษาลูกจ้างไว้ได้ในระบบเพื่อประคับประคองให้พ้นวิกฤตนี้ #คือการยืดเวลาด้วยนโยบายภาครัฐ #ด้วยการขยายขอบเขตการดูแลผู้ประกันตนให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม เพื่อให้ระบบสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ........ จริงไม่จริงไม่มีใครตอบ แต่การขยายขอบเขตการช่วยเหลือ ให้ผู้ประกอบการลดภาระต้นทุนและเยียวยาลูกจ้างในระบบให้ได้ครอบคลุมมากขึ้น น่าจะเป็นทางออกหนึ่งเพื่อประคับประคองภาวะที่เป็นอยู่ให้ยืดเวลาออกไป มิใช่รัฐบาลต้องการเปิดฉากรบทั้งโควิดและเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน ........
� ไม่ได้มีความรู้เยอะ แค่เขียนจากมุมมองนักเศรษฐกระดาษ ที่ลืมความรู้เศรษฐศาสตร์ไปหมดแล้ว และไม่ได้เก่งตีความกฎหมาย เขียนตามที่เข้าใจ นักกฎหมายช่วยเพิ่มเติมได้ ถือเป็นความรู้เพิ่มเติม แต่ตอนนี้สมองเต็มแล้วนะครับ .......เหนื่อยและเสียดายเงินสมทบของนายจ้างลูกจ้างที่จ่ายไป ที่ภาวะวิกฤตนี้เหมือนฝนตกไม่ทั่วฟ้า......ก็เท่านั้น . �
3rd. NCT.