ไม่เอาอีกแล้ว BNK48 ร่วมงานกับ คสช.

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 100 คน!


[สำหรับอ่านย่อๆ]

- เราไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมของ BNK48 ที่ไปจับมือกับหัวหน้า คสช. และไปเป็นพิธีกรรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ซึ่งโดยสภาพแล้วเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ คสช. ตัวแทนแห่งระบอบเผด็จการ

- เราเห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวสร้างความเสื่อมเสียแก่วงและเมมเบอร์ BNK48

- เราเห็นว่าผู้มีส่วนสำคัญที่สุดในการทำข้อตกลงร่วมงานคือ “ออฟฟิเชียล” และ คสช. ถ้าข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายนี้ไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เมมเบอร์ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำกิจกรรมเหล่านั้นเลย

- เราเห็นว่าหาก BNK48 อยากช่วยเหลือสังคมหรือพัฒนาประเทศ ก็สามารถร่วมงานกับหน่วยงาน กลุ่ม องค์กร หรือมูลนิธิต่างๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำผ่านกิจกรรมหรือเครื่องมือโฆษณาของ คสช.

- เราไม่ต่อต้านการรับงานภาครัฐ ตราบเท่าที่ไม่เป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับคณะเผด็จการ

>>> เราขอเรียกร้องว่า อย่านำ BNK48 (วงและเมมเบอร์) ไปมีส่วนช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ คสช. อีกในอนาคต (ทั้งนี้ “ออฟฟิเชียล” คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการปฏิเสธข้อเสนอจาก คสช. หรือไม่ยื่นข้อเสนอแก่ คสช. เสียเอง) <<<

- เราเห็นว่าเสียงของโอตะจะช่วยย้ำเตือน "ออฟฟิเชียล" ไม่ให้รับข้อเสนอจาก คสช. และช่วยให้ "ออฟฟิเชียล" ปฏิเสธ คสช. ได้ง่ายขึ้น

 

[สำหรับอ่านยาวๆ]

1. ข้อเท็จจริงอันเป็นที่มา

วงไอดอล BNK48 ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมเสริมสร้างภาพลักษณ์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศไทยอยู่ในปัจจุบัน ดังนี้

1.1. 24 เมษายน 2561 เมมเบอร์ BNK48 8 คน เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมโปรโมต Happy Family Radio F.M.105 MHz. ของกรมประชาสัมพันธ์ โดยมีกิจกรรมดังนี้

- เมมเบอร์ BNK48 และ พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมเต้นเพลง “Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย” ด้วยกัน

- พล.อ.ประยุทธ์ จับมือเมมเบอร์ BNK48 ทั้ง 8 คน โดยเมมเบอร์ได้กล่าวถ้อยคำที่แสดงการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ (ให้กำลังใจ, อวยพร, ชื่นชมบุคลิกภาพ, ขอบคุณที่เข้ามา “พัฒนาประเทศ” เป็นต้น)

1.2. เฌอปราง อารีย์กุล กัปตันวง BNK48 ได้เข้าร่วมเป็นพิธีกรรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ของ คสช. ออกอากาศวันที่ 15 กันยายน 2561 ในตอน “กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา” (ตามที่มีข่าวออกมาในตอนแรก)

- 4 กันยายน 2561 เฌอปรางและคณะศิลปินดาราได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเปิดตัวแคมเปญ “สร้างไทยไปด้วยกัน” (เป็นสโลแกนใหม่ในรายการ) โดยได้รับประกาศณียบัตรแสดงความขอบคุณที่ร่วมเป็นพิธีกรรายการ ให้สัมภาษณ์สื่อว่าหวังว่าจะได้มีส่วนช่วยในการช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น และโพสต์แสดงความรู้สึกเป็นเกียรติในเพจเฟซบุ๊คของตัวเอง

- กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เดิมมีการยกร่างงบประมาณไว้ที่ 25,000 ล้านบาท แต่ต่อมาถูกตัดเหลือเพียงประมาณ 2,500 ล้านบาท แจกจ่ายให้กับเด็กยากจนพิเศษได้คนละ 20 บาท/วัน

- ท้ายสุดเมื่อออกอากาศจริง เนื้อหาของรายการตอนดังกล่าวเน้นไปที่โครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) และโครงการ ติวฟรี.com ในขณะที่กองทุนฯ ถูกกล่าวถึงเพียงครั้งเดียว อธิบายสั้นๆ ว่า “จะเข้ามาช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้มีโอกาสเรียนหนังสือจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน”

- ในรายการมีการสอดแทรกการโฆษณา คสช. โดยการใส่รูป พล.อ.ประยุทธ์ และข้อความ “SMART CITY”, “THAILAND 4.0”, “ไทยนิยม”, “ประชารัฐ”, “ยั่งยืน” ไว้ในตอนเปิดรายการ การติด logo “คสช. ไว้ที่มุมขวาบนของจอภาพตลอดรายการ” การบรรยายข้อมูลว่า “รัฐบาล” กำลังจัดทำโครงการยกระดับการศึกษา เช่น ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ หนังสือเรียนดิจิทัล และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาตามแผนการปฏิรูปประเทศของ คสช. (เฌอปรางไม่ได้เป็นผู้บรรยายข้อมูลดังกล่าว)

2. พฤติกรรมของ คสช. และลักษณะของระบอบเผด็จการ

- เป็นคณะเผด็จการทหาร เข้ามามีอำนาจปกครองประเทศโดยการรัฐประหาร ขาดความยึดโยงกับประชาชนโดยสิ้นเชิง

- เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นเองเพื่อรับรองการใช้อำนาจครอบจักรวาล (มาตรา 44) ออกกฎหมายต่างๆ เพื่อให้อำนาจแก่ตัวเองและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล มีเพียงสภาที่ตั้งขึ้นเองทำหน้าที่เสมือนตรายางรับรองกฎหมายให้ดูชอบธรรมเท่านั้น

- ละเมิดสิทธิมนุษยชน ข่มขู่ คุกคาม และปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและประชาชนผู้แสดงความเห็นต่าง ทั้งโดยการใช้กฎหมายและคำสั่งที่ออกมาดำเนินคดีผ่านกระบวนการยุติธรรมที่ถูกบิดเบือน และโดยการใช้กำลังจากเจ้าหน้าที่รัฐ

- มีพฤติการณ์ทุจริตคอร์รัปชันหลายกรณี เช่น กรณีไมค์ทองคำ กรณีอุทยานราชภักดิ์ กรณีต่างๆ ของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ (รายงานทรัพย์สิน ป.ป.ช., อนุมัติลูกชายเข้าเป็นทหาร, โดดประชุม สนช., ห้างหุ้นส่วนของลูกชายตั้งในค่ายทหาร ฯลฯ) กรณีต่างๆ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (เหมาเครื่องบินไปฮาวาย, แหวนและนาฬิกาหรู 25 เรือน) เป็นต้น โดยที่องค์กรตรวจสอบไม่สามารถตรวจสอบกรณีเหล่านี้ได้จริง

- มีความพยายามสืบทอดอำนาจ โดยการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เปิดช่องให้พวกตนสามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อได้  พยายามหาเสียงให้กับตัวเองผ่านการเร่งลงพื้นที่และอนุมัติงบประมาณเพื่อซื้อใจประชาชน อนุญาตให้กลุ่มหรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนพวกตนทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ในขณะที่ขัดขวางหรือคุกคามกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่ต่อต้านพวกตน รวมถึงจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นเพื่อบังคับใช้ยาวนานสุดถึง 20 ปี และตั้งองค์กรต่างๆ เช่น ส.ว. สรรหา เพื่อครอบงำรัฐบาลเลือกตั้งในอนาคต (หากไม่ได้มาจากพวกตัวเอง)

คสช. เป็นตัวแทนของระบอบเผด็จการ หากจะให้ลองอธิบาย ระบอบเผด็จการคือระบอบการปกครองที่เชื่อว่ามีคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียวในสังคมเท่านั้นที่มีความชอบธรรมเหนือคนอื่นๆ ในการชี้นำสังคม คนคนนั้น/กลุ่มนั้นจึงสามารถชี้นำได้โดยพลการ ในขณะที่คนอื่นๆ จะต้องเชื่อฟังการชี้นำนั้นโดยไม่คัดค้าน (ต่างจากระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อว่าทุกๆ คนในสังคมมีความชอบธรรมในการชี้นำสังคมของตนอย่างเท่าเทียมกัน จึงต้องมีการหามติร่วมกันโดยกระบวนการที่เปิดให้คนในสังคมได้มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงที่สุด และเปิดโอกาสให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับมติคัดค้านได้เสมอ)

ด้วยความเชื่อเช่นนี้ คสช. จึงทำรัฐประหารยึดอำนาจโดยไม่สนใจว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่ (เพราะตัวเองชอบธรรมที่สุด จึงไม่ต้องขอความยินยอมจากประชาชน) ให้อำนาจตัวเองในการออกคำสั่งครอบจักรวาล (เพราะตัวเองชอบธรรมที่สุด จึงไม่ต้องมีองค์กรอื่นคอยตรวจสอบการออกคำสั่ง) ปราบปรามผู้เห็นต่าง (เพราะตัวเองชอบธรรมที่สุด คนอื่นจึงต้องเชื่อฟัง เมื่อไม่เชื่อฟังจึงต้องถูกปราบปราม) ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีคอร์รัปชันอื้อฉาวของตัวเอง (เพราะตัวเองชอบธรรมที่สุด สิ่งที่ตนทำจึงเป็นเพียงการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่สมควรได้อยู่แล้ว ไม่ใช่การคอร์รัปชัน) และพยายามบังคับให้รัฐบาลเลือกตั้งทำตามยุทธศาสตร์ชาติ (เพราะตัวเองชอบธรรมที่สุด รัฐบาลอื่นจึงต้องทำตามการชี้นำของตน)

3. ความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของ คสช.

แม้ว่าในระบอบเผด็จการ องค์กรต่างๆ ของรัฐที่เคยตรวจสอบถ่วงดุลกันตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (รัฐสภา, ครม., ศาล) จะถูกรวบมาอยู่ภายใต้คณะเผด็จการอย่างเบ็ดเสร็จ (หรืออย่างน้อยคือชักจูงบุคลากรขององค์กรเหล่านั้นมาเป็นพวก) สร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับตัวเองได้ในระดับหนึ่งว่าอย่างน้อยจะไม่ถูกองค์กรเหล่านี้โค่นล้มหรือขัดขวางการใช้อำนาจ แต่คณะเผด็จการก็ไม่สามารถควบคุมความคิดเห็นของประชาชนได้โดยเด็ดขาดในทันทีทันใด ซึ่งความคิดเห็นที่ประชาชนมีต่อคณะเผด็จการก็มีส่วนสำคัญต่อความมั่นคงของคณะเผด็จการด้วยเช่นกัน และเมื่อดูจากพฤติกรรมของคณะเผด็จการที่ผ่านมา แน่นอนว่าย่อมสร้างความรู้สึกในด้านลบต่อประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นคณะเผด็จการจึงพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อชักจูงให้ประชาชนหันมานิยมชมชอบ หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะเลือกที่จะสืบทอดมรดกที่คณะเผด็จการทิ้งไว้ โดยที่การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีนั้น อาจเป็นการออกนโยบายต่างๆ เพื่ออ้างเป็นคุณูปการของตัวเอง (แต่นโยบายเหล่านี้มักมีเนื้อหาหรือกระบวนการออกที่เป็นเผด็จการ เช่น ตัดการรับฟังความเห็นจากประชาชน) หรือเป็นการสร้างภาพลักษณ์แก่ตัวบุคคล เช่น การกล่าวอ้างว่าหัวหน้าคณะเผด็จการเป็นคนมีคุณธรรม มีความสามารถ มีความหวังดีต่อประเทศชาติ การทำให้ภาพของหัวหน้าคณะเผด็จการดูอ่อนโยนขึ้น เป็นต้น

การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีนี้จะถูกโฆษณาชวนเชื่อผ่านกิจกรรมและช่องทางสื่อต่างๆ ทั้งที่มีอยู่แล้วและที่ตั้งขึ้นมาใหม่ หนึ่งในนั้นได้แก่รายการ “เดินหน้าประเทศไทย” เริ่มออกอากาศมาตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2557 มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์กิจการของรัฐและโครงการต่างๆ โดยสอดแทรกข้อความโฆษณาชวนเชื่อสนับสนุน คสช. ไว้ด้วย โดยตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 มีการปรับรูปแบบรายการโดยเพิ่มส่วนช่วง “เดินหน้าประเทศไทยวัยทีน” ในทุกวันอาทิตย์ (เฉพาะตอนแรกออกอากาศวันเสาร์) เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น และตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2561 มีการนำศิลปินดารามาเป็นพิธีกรในทุกวันเสาร์ พร้อมเพิ่มสโลแกน “สร้างไทยไปด้วยกัน” ตัวอย่างศิลปินดารามาเป็นพิธีกร เช่น โป๊ป ธนวรรธน์, ณเดชน์ คุกิมิยะ, มิว นิษฐา และเฌอปราง เป็นต้น

4. ความเห็นของเราต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

4.1. มีข้อสังเกตว่ากิจกรรมเสริมสร้างภาพลักษณ์ของ คสช. ที่ BNK48 ไปเข้าร่วม ได้แก่ การจับมือ พล.อ.ประยุทธ์ (24 เมษายน 2561) และการนำเฌอปรางไปเป็นพิธีกรรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” (15 กันยายน 2561) เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง (กำหนดการที่ออกมาคือ 24 กุมภาพันธ์ 2561) แสดงว่า คสช. กำลังอาศัย BNK48 เป็นเครื่องมือในการสร้างความนิยมในหมู่โอตะ เพื่อปูทางสู่การสืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้ง

4.2. ปฏิสัมพันธ์ที่เมมเบอร์ทำกับ คสช. ถ้อยคำที่เมมเบอร์กล่าวถึง คสช. ไม่ว่าเมมเบอร์จะมีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร (เราไม่ทราบ ไม่คิดว่าจะสามารถตีความได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และไม่ได้สนใจที่จะทำ) ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ตัวการกระทำนั้น” มีลักษณะเป็นการแสดงการสนับสนุนและเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับคณะเผด็จการ ต่อให้เปลี่ยนตัวผู้กระทำเป็นคนอื่น ตัวการกระทำนั้นก็ยังมีลักษณะเช่นเดิมอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่าภายใต้ระบบของวงไอดอลและภายใต้ระบอบเผด็จการ ผู้ที่มีส่วนสำคัญที่สุดและอยู่ในลำดับแรกสุดในการตัดสินใจว่า BNK48 จะร่วมงานกับ คสช. หรือไม่นั้น ได้แก่ บริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด ผู้ซึ่งมีอำนาจบริหารวง และ คสช. ผู้ซึ่งถืออำนาจปกครองประเทศในปัจจุบัน ส่วนเมมเบอร์นั้นมีส่วนในการตัดสินใจน้อยมากและอยู่ในลำดับรอง (และหากออกมาปฏิเสธก็อาจต้องเผชิญกับผลกระทบหนักกว่าที่บริษัทฯ ต้องเผชิญ) กล่าวคือ หากข้อตกลงระหว่างบริษัทฯ กับ คสช. ไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เมมเบอร์ก็จะไม่จำเป็นต้องมากระทำการเหล่านั้นเลย

4.3. การนำ BNK48 หรือศิลปินดารามามาร่วมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ คสช. นั้น ไม่ได้หมายความว่าผลที่ออกมาจะสามารถทำให้ประชาชนมานิยมชมชอบ คสช. ได้จริงเสมอไป เพราะประชาชนบางส่วนอาจไม่คล้อยตามคำโฆษณาชวนเชื่อโดยง่าย บางส่วนก็ยังจดจำสิ่งเลวร้ายที่ คสช. ทำไว้ได้ดี (แต่ก็อาจมีบางส่วนที่คล้อยตามด้วยเช่นกัน)

อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน การไปร่วมงานกับ คสช. จะทำให้ความเสื่อมเสียตกมาถึง BNK48 ด้วยอย่างแน่นอน ไม่ว่าความพยายามเสริมสร้างภาพลักษณ์ของ คสช. จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ก็ตาม เพราะจะถูกจดจำว่าครั้งหนึ่งเคยไปมีส่วนให้ความช่วยเหลือแก่คณะเผด็จการที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเท่ากับเป็นการสนับสนุนระบอบเผด็จการไปในตัว กล่าวคือ BNK48 จะได้รับความเสื่อมเสียตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมงานกับ คสช. แล้ว

4.4. BNK48 ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปร่วมงานกับ คสช. เลย ปัจจุบัน BNK48 ได้รับความสนใจจากคนในสังคมโดยทั่วไป หากวงหรือเมมเบอร์ต้องการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมหรือพัฒนาประเทศแล้ว ย่อมมีผู้อยากร่วมงานด้วย BNK48 ไม่จำเป็นต้องไปมีปฏิสัมพันธ์กับ คสช. ไปมีภาพร่วมกับ คสช. หรือไปพูดสนับสนุน คสช. เพื่อให้ได้ทำในประเด็นที่วงหรือเมมเบอร์สนใจ

ยกตัวอย่างกรณีของเฌอปราง หากเฌอปรางมีความสนใจในประเด็นการศึกษา บริษัทฯ อาจผลักดันให้เฌอปรางได้ร่วมงานกับหน่วยงาน กลุ่ม องค์กร หรือมูลนิธิต่างๆ ที่ทำงานในประเด็นเดียวกันนี้ และเผยแพร่ผ่านสื่อปรกติได้ แม้กระทั่งกับโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) และโครงการ ติวฟรี.com เฌอปรางก็สามารถร่วมงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการดังกล่าว (มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมฯ ในกรณีแรก, กระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในกรณีหลัง) ได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านช่องทางรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ที่ คสช. ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเอง

5. จุดยืนของเรา

5.1. เราสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย ต่อต้านการปกครองระบอบเผด็จการ และต่อต้านคณะเผด็จการ

5.2. เราต่อต้านการช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับคณะเผด็จการ เช่น การมีปฏิสัมพันธ์กับ คสช. การมีภาพร่วมกับ คสช. การกล่าวชื่นชมหรือสนับสนุน คสช. การกล่าวโฆษณาผลงานของ คสช. แต่เพียงด้านดีด้านเดียว ละเลยด้านร้ายที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก (ผลงานที่สำคัญ เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ โครงการประชารัฐ โครงการ EEC)

เราเห็นว่าการสนับสนุนรัฐบาลของระบอบการปกครองใด ย่อมเป็นการสนับสนุนระบอบการปกครองที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลนั้นด้วย ดังนั้นช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ คสช. จึงเท่ากับเป็นการสนับสนุนระบอบเผด็จการไปด้วย

5.3. เราไม่ต่อต้านการรับงานของภาครัฐ เราไม่ต้องการขัดขวางโอกาสในหน้าที่การงานของวงและเมมเบอร์ เพียงแต่เห็นว่าการรับงานภาครัฐจะต้องไม่กลายเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้คณะเผด็จการ และสนับสนุนระบอบเผด็จการไปด้วยในขณะเดียวกัน อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่วงและเมมเบอร์เอง

ในประเทศญี่ปุ่น วงไอดอลและเมมเบอร์มีการร่วมงานกับรัฐบาลหรือเทศบาลท้องถิ่นเป็นปรกติทั่วไป เราจึงเห็นว่า BNK48 ควรสามารถรับงานเหล่านี้ได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากเป็นในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลมาโดยวิถีทางที่เป็นประชาธิปไตย (เช่นเดียวกับญี่ปุ่น) การรับงานภาครัฐแม้อาจทำให้ BNK48 ต้องไปมีปฏิสัมพันธ์ มีภาพร่วม หรือมีการกล่าวสนับสนุนสมาชิกรัฐบาล ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้เพื่อประโยชน์ในการได้ร่วมงานกับภาครัฐ เพราะอย่างน้อยยังเป็นการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยที่อยู่เบื้องหลัง (อย่างไรก็ตาม เป็นวิจารณญาณของบริษัทฯ ที่จะตัดสินใจรับหรือไม่รับงานของภาครัฐ โดยคำนึงถึงบริบทของสถานการณ์ทางการเมือง)

อย่างไรก็ตาม หากเป็นในยุค คสช. การรับงานของ BNK48 จะต้องไม่ไปเข้าข่ายกรณีในข้อ 5.2. ตัวอย่างของการรับงานภาครัฐที่อาจยอมรับได้ เช่น การเป็นพรีเซนเตอร์โครงการ Coding Thailand ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

6. ข้อเรียกร้องของเรา

>>> จะต้องไม่นำ BNK48 รวมถึงเมมเบอร์ของวง ไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมใดๆ ที่เป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ คสช. อีกในอนาคต (ทั้งนี้ บริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการปฏิเสธข้อเสนอจาก คสช. หรือไม่ยื่นข้อเสนอแก่ คสช. เสียเอง) <<<

การกระทำที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ ทำได้เพียงใช้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญ แต่เราเห็นว่าเราสามารถยับยั้งไม่ให้เกิดเรื่องทำนองเดียวกันนี้อีกในอนาคตได้

เราขอเชิญชวนเหล่าโอตะที่ยังสนับสนุน BNK48 และอยากเห็นเมมเบอร์ก้าวต่อไปในทางที่ไม่เสื่อมเสีย รวมถึงเห็นความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และไม่เห็นด้วยกับการที่วงและเมมเบอร์ต้องเข้าไปพัวพันกับเผด็จการ ขอให้มาร่วมลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องนี้ เพราะแม้เราจะเห็นว่าบริษัทฯ มีบทบาทสำคัญที่สุดในการปฏิเสธงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการปฏิเสธคณะเผด็จการในระบอบที่พวกเขาเป็นใหญ่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เสียงของโอตะจึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่คอยกระตุ้นเตือนให้บริษัท ไม่ให้ไปรับหรือเสนองานแบบนี้อีกเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยบริษัทฯ ในการปฏิเสธข้อเสนอของ คสช. ด้วย



No More BNK48 x NCPO กำลังรอให้คุณช่วย

No More BNK48 x NCPO อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«บริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด: ไม่เอาอีกแล้ว BNK48 ร่วมงานกับ คสช.» คุณสามารถร่วมกับ No More BNK48 x NCPO และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 50 คน ได้แล้วตอนนี้เลย