ให้คาร์ซีทเป็นมาตรฐานปกป้องชีวิตเด็กไทย

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 100 คน!


          จากสถิติสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2559 มีเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีเจ็บป่วยฉุกเฉินจากอุบัติเหตุยานยนต์กว่า 36,000 คน และมีอัตราเพิ่มขึ้นจากสถิติย้อนหลังขึ้นทุกปี แม้ว่าตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2555 กำหนดให้รถที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป กำหนดให้ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง อีกทั้งมีการประกาศคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 14/2560 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฏหมายว่าด้วยการจราจรทางบก เพื่อบังคับใช้การคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่งในรถ เพื่อมุ่งหวังให้ประเทศไทยมีสถิติความสูญเสียจากการเกิดเหตุบนท้องถนนลดน้อยลง โดยในรอบปีมีผู้บาดเจ็บจากเหตุบนท้องถนนกว่า 7 แสนคน และเสียชีวิตกว่า 1 หมื่นคน (สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก)

          แต่กระนั้นการศึกษาวิจัยในองค์กรด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนในภูมิภาคยุโรปและอเมริกาได้ออกกฎข้อบังคับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสารเด็กไว้โดยเฉพาะ เนื่องจากตามหลักสรีระวิทยาของเด็กนั้นไม่สามารถที่จะใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยมาตรฐานที่ติดตั้งกับรถยนต์สำหรับผู้ใหญ่ได้ และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้สูงเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ จึงมีการออกกฎหมายควบคุมการเดินทางสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 12 ปีหรือสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร จะต้องมี "เก้าอี้เสริมความปลอดภัยในรถยนต์สำหรับเด็ก" หรือที่เรียกกันว่า "คาร์ซีท" ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าสามารถลดอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้กว่าร้อยละ 70

          "คาร์ซีท" ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับแต่ละช่วงอายุ และน้ำหนักของเด็กที่แตกต่างกัน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ

  1. กลุ่ม 0+ สำหรับเด็กแรกเกิด-15เดือน (น้ำหนัก 2-15 กิโลกรัม) ส่วนใหญ่ออกแบบเป็นลักษณะตะกร้า ติดตั้งโดยหันหน้าเด็กเข้ากับเบาะนั่งเพื่อความปลอดภัยสูงสุด เพราะกระดูกคอเด็กยังไม่แข็งแรง และมักมาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยชนิด 5 จุด ที่มีความปลอดภัยสูงสุด
  2. กลุ่ม 1 สำหรับเด็กอายุ 15เดือน-4ขวบ (น้ำหนัก 9-18 กิโลกรัม) ส่วนใหญ่ออกแบบเป็นเก้าอี้ทรงลึก บางรุ่นสามารถปรับหมุนหันหน้าเข้าสำหรับเด็กอายุน้อยๆ และปรับหันหน้าออกได้สำหรับเด็กที่อายุมากขึ้น โดยยังใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยชนิด 5 จุด
  3. กลุ่ม 2 สำหรับเด็กอายุ 4-6 ขวบ (น้ำหนัก 15-25 กิโลกรัม) ส่วนใหญ่ออกแบบเป็นเก้าอี้หันหน้าออก โดยยังใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยชนิด 5 จุด
  4. กลุ่ม 3 สำหรับเด็กอายุ 6-12 ขวบ (น้ำหนัก 22-36 กิโลกรัม) ส่วนใหญ่ออกแบบเป็นเก้าอี้หันหน้าออก อาจมีเข็มขัดนิรภัยติดตั้งไว้ในตัว หรือออกแบบให้สามารถใช้เข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้ใหญ่ที่มีติดตั้งอยู่แล้วได้เลยซึ่งอาจก็เรียกคาร์ซีทชนิดนี้ว่า "บูสเตอร์"

          คาร์ซีทบางรุ่นสามารถใช้ได้หลายช่วงอายุ แต่ละรุ่นสามารถติดตั้งยึดกับเบาะรถยนต์ด้วยเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดซึ่งเป็นมาตรฐานที่มีในรถยนต์นั่งอยู่แล้ว หรือระบบการติดตั้งแบบใหม่ที่เรียกว่าไอโซฟิก (ISOFIX) ซึ่งสามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็วกว่า ซึ่งมีในรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่ผลิตหลังปี 2008-2012 เป็นต้นไป หรือบางประเภทอาจออกแบบมาให้ติดตั้งได้ทั้งสองแบบ

          แม้กฎหมายของประเทศไทยมิได้บังคับให้ใช้คาร์ซีท แต่ผู้ปกครองหลายคนที่ตระหนักในความปลอดภัยของบุตรหลานต่างก็เลือกซื้อหาตามความรู้ความเข้าใจและงบประมาณ เพราะในประเทศยังได้มีการกำหนดมาตรฐานคาร์ซีทและการควบคุมราคาอย่างชัดเจน แต่ในระดับนานาชาติก็มีมาตรฐานความปลอดภัยของคาร์ซีทโดยเฉพาะที่ผู้ผลิตจะต้องปฏิบัติตามอันได้แก่ มาตรฐาน ECE R44/04 / i-SIZE (กลุ่มสหภาพยุโรป) หรือ FMVSS 213 (สหรัฐอเมริกา)

          อีกทั้งข้อสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้คาร์ซีทไม่สามารถใช้งานได้อย่างแพร่หลายคือราคาค่อนข้างสูง จากการกำหนดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรเป็นกลุ่มอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ซึ่งมีภาษีขาเข้าอยู่ที่ 70-90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้นำเข้ามีต้นทุนการนำเข้าที่สูง เช่น คาร์ซีทรุ่นหนึ่งมีราคาจำหน่ายในประเทศผู้ผลิตประมาณ 7,500 บาท การจัดจำหน่ายในประเทศไทยอาจสูงถึง 29,000 บาท ในขณะที่ประเทศที่รัฐส่งเสริมสามารถจำหน่ายได้ในราคา 12,000 บาท

          ขอกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ได้โปรดพิจารณาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กรมศุลกากร สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่่นๆ และภาคเอกชน ร่วมพิจารณาข้อกำหนด มาตรฐานกลาง และอัตราภาษีนำเข้าคาร์ซีทอย่างเร่งด่วน เพื่อร่วมสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยแก่เด็กซึ่งจะเป็นกำลังในการพัฒนาชาติต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังเป็นแนวทางไปสู่การออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีการลงทุนผลิตในประเทศเพิ่มขั้น

         ทั้งนี้หากสามารถอนุมัติพิจารณาได้รวดเร็วก็จะสามารถยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ดังที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 61 ที่ว่า "รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ ของผู้บริโภคด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการรู้ข้อมูลที่เป็นจริง ด้านความปลอดภัย ด้านความเป็นธรรม ในการทําสัญญา หรือด้านอื่นใดอันเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค"



วันนี้ – ณัฏฐ์ นับที่ความช่วยเหลือของคุณ!

ณัฏฐ์ เวชรัชต์พิมล อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«นายกรัฐมนตรี: ให้คาร์ซีทเป็นมาตรฐานปกป้องชีวิตเด็กไทย» คุณสามารถร่วมกับ ณัฏฐ์ และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 26 คน ได้แล้วตอนนี้เลย