ลดปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ให้ได้สักที

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 100 คน!


กรุงเทพฯ ศูนย์รวมความเจริญของประเทศในทุก ๆ ด้าน มีประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทั้งคนมีฐานะร่ำรวย คนหาเช้ากินค่ำ เป็นเมืองที่มีผู้คนจากต่างจังหวัดเข้ามาพักอาศัยและประกอบอาชีพเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหาสำคัญที่มีมาโดยตลอดก็คือปัญหาการจราจรติดขัด ทั้งยังนำไปสู่ปัญหามลพิษทางอากาศและมลภาวะทางเสียงอีก ปัญหาการใช้พลังงานในการจราจรในกรุงเทพมหานคร การใช้พลังงานในภาคการจราจรและขนส่งในเขตกรุงเทพมหานครนั้นเป็นตัวการในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gasses) ในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มากที่สุดเมื่อเทียบกับภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งสูงถึงประมาณ 21.18 ล้านตันต่อปีและจากการคาดการณ์ปริมาณรถยนต์และการใช้เชื้อเพลิงในเขตกรุงเทพมหานครในอนาคตกรณีไม่มีการดำเนินการใด ๆ (Businessas Usual:BAU) โดยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ The Extended Bangkok Urban Model (eBUM) ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พบว่า การปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการจราจรและขนส่งในปี พ.ศ. 2555 คาดว่าน่าจะมีการปลดปล่อยอยู่ที่ประมาณระหว่าง 25 - 26 ล้านตันต่อปี สาเหตุสำคัญ คือ ปริมาณรถยนต์ในเขตกรุงเทพมหานครที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก และสภาพการจราจรที่ติดขัดอันเนื่องมาจากปัญหาหลายประการ      

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,  (http://en.wikipedia.org/wiki/Traffic_congestion#Mathematical_theories  2015)  ได้อธิบายว่า สาเหตุของการจราจรแออัด เกิดขึ้นจากปริมาณความต้องการของผู้ใช้ทางมากเกินกว่าถนน การจราจรแออัดของสหรัฐที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการเกิดอุบัติเหตุการจราจร การทำถนน และสภาพอากาศ  การวิจัยการจราจรยังไม่สามารถสรุป “ปัญหาการจราจรแออัด” ว่าเกิดขึ้นเองอย่างกะทันหัน หรือเกิดขึ้นลักษณะเป็นลูกคลื่น (เช่น การเกิดอุบัติเหตุ หรือแม้กระทั่งการเบรกรถในขณะที่การจราจรเคลื่อนตัว) ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องกระจายออกไปและสร้างการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก  วิศวกรรมจราจรบางคนได้พยายามที่จะใช้กฎของพลศาสตร์ของการไหลของการจราจร ไปเปรียบเทียบกับการไหลของของเหลวในท่อ การจำลองความแออัดและการสังเกตแบบ Real-Time ได้แสดงให้เห็นว่าในการจราจรที่แออัดมาก ๆ แต่สามารถเคลื่อนตัวได้ดี  การติดขัดก็สามารถเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเล็กน้อย เช่น การหักพวงมาลัยอย่างกะทันหันของผู้ขับขี่เพียงคนเดียว นักวิทยาศาสตร์การจราจรเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็นเหมือนการแช่แข็งอย่างฉับพลันของของเหลว  และบ่อยครั้งที่การจราจรมักจะได้รับผลกระทบจากสัญญาณหรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ทางแยกส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนตัวของการจราจรที่ราบรื่น ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ทางเลือกที่มีอยู่ เช่น ของ Boris Kerner  คือ ทฤษฎีการจราจรสามเฟสที่พิจารณาความสัมพันธ์ของแบบจำลอง 3 ด้าน คือ การสังเกตกระแสการจราจรที่เกิดขึ้นจริง  การวางแผนการขนส่ง และวิศวกรรมจราจร  เพื่อพยายามที่จะคาดการณ์กระแสการจราจรโดยใช้แบบจำลองเชิงประจักษ์ ใช้การรวมกันของคุณลักษณะ Macro  Micro และ Mesoscopic และอาจเพิ่มผล Matrix Entropy โดยใช้กลุ่มของยานพาหนะที่กำหนดไว้หรือแบบสุ่มรูปแบบการไหล วิธีการนี้สามารถวัดปริมาณการเคลื่อนตัวของการจราจรจริงในการเชื่อมโยงในเครือข่าย

                                การจราจรแออัดส่งผลกระทบในด้านลบ คือ เสียเวลาของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร (ค่าเสียโอกาส) เป็นสิ่งที่ไม่ได้ผลตอบแทนกลับคืนมาสำหรับคนส่วนใหญ่  ลดรายได้ทางเศรษฐกิจ ความล่าช้าซึ่งอาจส่งผลในการเดินทางมาถึงล่าช้าสำหรับการจ้างงาน  การประชุมและการศึกษา  ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจหายไป สูญเสียวินัยในตนเองหรือต่อผู้อื่น  ไม่สามารถที่จะคาดการณ์เวลาในการเดินทางได้อย่างถูกต้อง นำไปสู่​​การประมาณเวลาเพิ่มมากขึ้นในการเดินทาง และเวลาน้อยลงในการดำเนินกิจกรรม  สูญเสียน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น มลพิษทางอากาศและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ยานพาหนะเสียจากการเร่ง การเบรกบ่อยและนำไปสู่​​การซ่อมแซมบ่อยมากขึ้น   ผู้ขับขี่เครียดส่งผลสุขภาพแย่ลง  การจราจรที่ติดขัดอาจส่งผลต่อรถฉุกเฉินในการเดินทางไปยังสถานที่ที่พวกเขามีความจำเป็นเร่งด่วน   ผลกระทบจากการที่ถนนสายหลักติดขัดมากจนต้องหลีกเลี่ยงไปถนนสายรองหรือถนนสายอื่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียงได้และโอกาสสูงที่เกิดเหตุการณ์ที่รถจะชนกันเนื่องจากระยะห่างหรือจากเคลื่อนตัวของรถบ่อย

                                พฤติกรรม Road Rage   เป็นพฤติกรรมก้าวร้าวหรือโกรธที่เกิดขึ้นโดยการขับรถของผู้ขับขี่รถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ๆ พฤติกรรมดังกล่าวอาจรวมถึงท่า​​ทางหยาบคาย ด่า จงใจขับรถในลักษณะที่ไม่ปลอดภัยหรืออันตรายหรือทำให้เกิดภัยคุกคาม Road rage สามารถนำไปสู่​​การทะเลาะวิวาท  การข่มเหงและการชน ซึ่งส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บหรือกระทั่งเสียชีวิต ซึ่งอาจทำให้กลายเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรง 

  ปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพมหานครที่ได้กล่าวข้างต้น จึงเป็นเหตุผลให้เกิดการศึกษาเพื่อแสวงหาวิธีการสำหรับแก้ไขปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครให้ลดลงไป และเพื่อให้พวกเราชาวกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตในเมืองหลวงได้อย่างมีความสุขเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย ซึ่งผลจากการศึกษาได้มาซึ่งแนวทางในการแก้ปัญหาการบริหารจัดการระบบจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

                                      1. เกี่ยวกับด้านพฤติกรรมของผู้ใช้ทาง

                                               1.1  ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ โดยพิจารณาถึงเจตนาของผู้กระทำผิดเป็นหลัก

                                               1.2  ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อบันทึกภาพเป็นหลักฐานในการจับกุมผู้กระทำความผิด

                                               1.3  ควรขอความร่วมมือสื่อมวลชนทุกแขนงในการรณรงค์แก้ปัญหาจราจร และสร้างจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน

                                      2. เกี่ยวกับด้านการจัดผังเมือง

                                               2.1  ควรนำผังเมืองของกรุงเทพมหานครมาเป็นกรอบในการกำหนดโซนเขตที่อยู่อาศัย เขตการค้า เขตอุตสาหกรรม เขตโรงเรียน และสถานที่ราชการ

                                               2.2  ควรบังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดการพื้นที่ข้างทาง ทางเท้า และติดตั้งป้ายโฆษณาที่ปิดบังทัศนวิสัยอย่างเหมาะสม

                                               2.3  ควรบังคับใช้กฎหมายเรื่องที่จอดรถของอาคาร บ้าน สำนักงาน ที่สร้างใหม่ให้เหมาะสม

                                               2.4  ควรจัดหาสถานที่จอดรถให้ประชาชนอย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถใช้ระบบขนส่งมวลชนเข้ามาในเขตที่มีการจราจรหนาแน่น

                                               2.5  นำมาตรการเพื่อบริหารจัดการปริมาณจราจรในแต่ละพื้นที่ กทม. เช่น การจัดระบบควบคุมรถในพื้นที่ธุรกิจการจัดระบบควบคุมรถในพื้นที่เฉพาะการมีการจัดโซนนิ่งเพื่อการควบคุมจำนวนรถในพื้นที่โดยการเก็บค่าผ่านเส้นทาง

                                      3. เกี่ยวกับการบริหารจัดการความต้องการในการเดินทาง

                                               3.1  ควรให้เอกชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการจราจรของพื้นที่ในแต่ละเส้นทางโดยนำเอาแนวคิดวิธีการบริหารจัดการระบบการจราจรของพื้นที่ มาจัดการบริหารการใช้พื้นที่ โดยที่ร่วมกันกำหนดเวลาการใช้พื้นที่ เช่น กำหนดเวลาเข้า-ออกงานให้เหมาะสม

                                               3.2  สถาบันการศึกษาอาจเปลี่ยนเวลาเข้าเรียนของนักเรียนใหม่ให้เหมาะสมเพิ่มขึ้น 

                                               3.3  การจัดตารางเวลาที่เหมาะสมของแต่ละภาคส่วน โดยให้บุคลากรสามารถเลือกเวลาทำงานที่สะดวกได้โดยให้ครบชั่วโมงที่กำหนด ยกเว้นบางหน่วยงานที่อาจกำหนดให้มีช่วงเวลาช่วงหนึ่งในแต่ละวันเป็นเวลาที่ทุกคนจะต้องอยู่พร้อมหน้ากัน นอกเหนือจากช่วงเวลานั้นแล้ว พนักงานทุกคนมีอิสระที่จะกำหนดช่วงเวลาการทำงานของตน

                                      4.  เกี่ยวกับด้านระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ  ควรพัฒนาประสิทธิภาพและการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนสาธารณะให้สะดวกทั่วถึง ทั้งทางรถประจำทาง รถไฟฟ้า รถตู้ รถจักรยานยนต์ เรือโดยใช้บัตรโดยสารใบเดียวตลอดทั้งวันในราคาที่เหมาะสม หรือกำหนดค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชนสาธารณะให้ถูกลงเพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้บริการมากขึ้น

                                      5.  เกี่ยวกับด้านการจัดการจราจร/อุบัติเหตุจราจร 

                                               5.1  ควรให้การสนับสนุนบุคลากร วัสดุอุปกรณ์และงบประมาณแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา

                                               5.2  ควรจัดทำแผนบริหารจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนทั้งเช้า – เย็น ในพื้นที่แต่ละ สน. และแผนฉุกเฉินในการแก้ไขอุบัติเหตุ รวมทั้งมีการซักซ้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน้างานด้านการจราจรเป็นประจำและต่อเนื่อง

                                               5.3  ควรจัดเจ้าหน้าที่เป็นชุดเคลื่อนที่เร็ว เพื่อเข้าจัดการอุบัติเหตุจราจร และเคลื่อนย้ายรถให้ทันท่วงที

                                               5.4  ควรให้มีการตรวจตราเส้นทางจราจรและสื่อสารให้ประชาชนทราบ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีปัญหาการจราจรแออัด โดยจัดตั้งศูนย์ควบคุมจัดการจราจรแต่ละเส้นทางและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย

                                               5.5  ควรให้มีการจัดวางระบบควบคุมสั่งการจราจรหรือสั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่บนท้องถนน ในการประสานการทำงานจัดการจราจร เพื่อให้เกิดการควบคุมสภาพการจราจร ใช้การควบคุมประสานงานของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบทุกฝ่ายโดยผ่านระบบควบคุม ระบบสั่งการ ระบบสื่อสาร ระบบสารสนเทศ และระบบประชาสัมพันธ์   สื่อสารกับประชาชนผู้ใช้เส้นทางแบบ (Real Time) เพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางจราจร และเป็นข้อมูลในการเตรียมตัวและบริหารการใช้เส้นทางของประชาชนผู้ใช้เส้นทางเอง ใช้วิธีการสื่อสารโดยการแจ้งผู้ใช้เส้นทางผ่านการกระจายเสียงของเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมจราจร แจ้งระยะเวลารอจังหวะสัญญาณไฟจราจรเป็นตัวเลขและเพิ่มสัญญาณเสียงในการให้สัญญาณจราจร เปิดช่องทางการสื่อสารให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการแก้ไขปัญหาอย่างทั่วถึง

                                               5.6  สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า องค์กรภาคธุรกิจ สถานีตำรวจ และหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุนบุคลากรและข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้การบริหารจัดการจราจรคล่องตัวขึ้น 

                และจากแนวทางในการแก้ปัญหาการบริหารจัดการระบบจราจรในเขตกรุงเทพฯ ข้างต้น ได้มีแนวทางหนึ่งที่จะขอรณรงค์ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม คือ  การสื่อสารกับประชาชนผู้ใช้เส้นทางแบบ (Real Time) เพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางจราจร และเป็นข้อมูลในการเตรียมตัวและบริหารการใช้เส้นทางของประชาชนผู้ใช้เส้นทางเอง วิธีการสื่อสารโดยการแจ้งผู้ใช้เส้นทางผ่านการกระจายเสียงของเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมจราจรในเส้นทางนั้น ๆ   ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชนทุกระดับโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ รถประจำทาง สาธารณะ คนเดินถนน สามารถรับรู้ข้อมูล ณ จุดที่ตนเองอยู่และกำลังจะเดินทางไปในขณะนั้นได้  ซึ่งเป็นข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นในเวลานั้นเอง เกิดเป็นเครือข่ายให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ใช้ชีวิตบนท้องถนนได้สะดวกและมีชีวิตชีวาขึ้น

 

 



วันนี้ – Tong นับที่ความช่วยเหลือของคุณ!

Tong Daolomchan อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«คนในกรุงเทพฯ: อยากลดปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ให้ได้สักที» คุณสามารถร่วมกับ Tong และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 67 คน ได้แล้วตอนนี้เลย