กระทรวงศึกษา-ผู้ว่ากทม. ช่วยโรงเรียนรับมือวิกฤต PM 2​.​5

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 5,000 คน!


ดิฉันเป็นแม่ของเด็กชายตัวเล็กๆ วัยอนุบาลคนนึงที่ต้องฝ่าฟันฝุ่นพิษ PM2.5 ไปโรงเรียนเหมือนกับเด็กหลายคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ ไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ค่าฝุ่นพิษที่สูงเกือบทั้งประเทศทำให้เด็กๆ ทั่วไทยต้องหายใจเอาฝุ่นเข้าไปทำร้ายร่างกายทุกวัน เพียงเพราะไปโรงเรียน

แล้วพ่อแม่จะทำยังไงได้ในเมื่อเราก็ไม่อยากให้ลูกขาดเรียน เราเองก็พยายามสอนลูกให้เข้าใจถึงเหตุผลที่ต้องใส่หน้ากากกันทั้งบ้าน แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฝุ่นอันตรายถึงขั้นไหนแล้ว เราจึงเห็นเด็กมากมายเดินทางไปโรงเรียน นั่งรถโดยสาร ซ้อนมอเตอร์ไซค์ โดยไม่มีหน้ากากป้องกันฝุ่น

โชคดีที่โรงเรียนของลูกดิฉันมีมาตรการเรื่องนี้ชัดเจนจากการกดดันของผู้ปกครองและครูหลายคนที่มีลูกเล็กในโรงเรียนเดียวกัน มีการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในห้องเรียนติดแอร์ และมีการวัดค่าอากาศเป็นระยะๆ เราก็พยายามทำงานร่วมกับครู ให้ครูคอยกำชับ ให้ความรู้เด็กๆ เตือนเด็กๆ ให้ใส่หน้ากาก ยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด และไม่อนุญาตให้เด็กออกมาวิ่งเล่นข้างนอกถ้าไม่ใส่หน้ากาก แต่บอกเลยค่ะว่าค่าเทอมโหดมาก

พอมองดูโรงเรียนอื่นๆ ทั้งผ่านข่าวและฟังจากเพื่อนๆ แล้ว ภาพที่เห็นเหมือนคนละโลก นอกจากเด็กจะต้องเดินทางฝ่าฝุ่นไปโรงเรียนแล้ว พอไปถึงโรงเรียนซึ่งควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เด็กๆ กลับต้องเข้าแถวหน้าเสาธงทุกเช้าท่ามกลางฝุ่นเป็นเวลานาน ในชั่วโมงเร่งด่วนที่ค่าฝุ่นมักจะสูงเป็นพิเศษ แล้วยังมีวิชาพละวิ่งกันกลางแจ้งเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่พอยังมีกิจกรรมกีฬาสีกันเข้าไปอีก การวิ่งสูดอากาศเปื้อนฝุ่นเข้าไปเต็มปอดอ่อนๆ ที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเด็กเลย 

แถมคุณครูและบุคลากรในโรงเรียนก็แทบจะไม่มีใครใส่หน้ากากให้เด็กๆ ดูเป็นตัวอย่าง 

เราจะปล่อยให้ค่าเทอมเป็นตัวแบ่งแยกว่าเด็กคนไหนจะได้รับการปกป้อง และเด็กคนไหนจะต้องสูดฝุ่นพิษให้เต็มปอดเหรอคะ? 

ดิฉันจำได้ว่าเมื่อปีก่อน พอประชาชนออกมาเรียกร้องเรื่องมลพิษหนักเข้า กระทรวงศึกษาฯ ก็ออกมาตรการมาเป็นครั้งคราว เช่น ให้ปิดเรียนหนึ่งวัน แต่ปีนี้ทุกอย่างดูเงียบ

ดิฉันเป็นห่วงเด็กๆ และอยากเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการกทม. สั่งการไปยังโรงเรียนทั่วกทม. และกระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งด่วนไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศทันที เพื่อช่วยให้ครูและโรงเรียนมีแนวทางในการรับมือกับฝุ่น เช่น

  • มีครูที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง โดยตรวจเช็คสถานการณ์จากแอพพลิเคชั่น AQI ตลอดเวลา เพื่อให้ทันเหตุการณ์ 
  • ให้ครูสอน กำชับ และมีระบบจัดการให้เด็กๆ ใส่หน้ากาก เช่นการประกาศค่าฝุ่น การใช้ธงสีต่างๆ สื่อสาร เพื่อป้องกันตนเองเวลาที่ต้องออกมาข้างนอกอาคาร เช่น ระหว่างเปลี่ยนห้องเรียน ช่วงพักเบรค
  • ทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง เช่น การออกจดหมายเตือน ขอความร่วมมือให้เด็กพกหน้ากาก ให้เป็นมาตรฐานของทุกโรงเรียน 
  • งดกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าแถวร้องเพลงในเวลาเช้า กิจกรรมกีฬาสีกลางแจ้ง และอื่นๆ
  • ก่อนเด็กเข้าโรงเรียน ให้คุณครูตรวจให้เด็กทุกคนใส่หน้ากาก เหมือนที่โรงเรียนชอบตรวจระเบียบผม เครื่องแต่งกายของเด็ก ถ้าเด็กไม่มีหน้ากาก ให้สื่อสารกับพ่อแม่ที่มาส่งให้เตรียมมาในคราวหน้า ถ้าเป็นไปได้ กระทรวงฯ ควรสนับสนุนให้โรงเรียนมีหน้ากากแจกให้เด็กด้วย
  • ครูและบุคลากรในโรงเรียนใส่หน้ากากเพื่อเป็นตัวอย่างให้เด็กๆ  
  • สั่งปิดโรงเรียนในวันที่ฝุ่นถึงขั้นวิกฤต

ขอพลังทุกคนลงชื่อสนับสนุนแคมเปญนี้นะคะ ถ้าพวกเราเงียบ ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น เด็กๆ ก็ยังคงมีกิจกรรมกีฬาสีสูดฝุ่นกันต่อไป แต่ถ้าเราส่งเสียงกันดังๆ เหมือนปีก่อนๆ ก็ดูจะมีการขยับเพื่อแก้ปัญหากันมากขึ้น ช่วยกันนะคะ

กระทรวงศึกษาธิการ ได้โปรดอย่าปล่อยให้ผู้ปกครองและครูแบกรับภาระรับมือฝุ่นเพียงลำพัง โปรดยอมรับว่าสถานการณ์ฝุ่นเข้าขั้นวิกฤต และการทำเป็นไม่รู้ ไม่ทำอะไรของผู้ใหญ่บางคน เท่ากับการบังคับให้เด็กๆ ต้องสูดฝุ่นพิษเข้าไปสะสมในร่างกายที่เด็กต้องใช้ไปอีกหลายปี  

ฝุ่นเล็กเกินกว่าที่ตาเปล่าจะมองเห็นได้ แต่มันสามารถเข้าไปทำลายระบบทางเดินหายใจรวมทั้งส่วนต่างๆในร่างกายได้รุนแรงกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะเด็กๆที่ต้องไปโรงเรียน หลายโรงเรียนอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและเป็นอันตรายแม้แต่กับผู้ใหญ่ แล้วภูมิคุ้มกันของเด็กยังต่ำกว่าผู้ใหญ่นัก

ได้โปรดอย่าปล่อยให้ฐานะของพ่อแม่เป็นตัวกำหนดความปลอดภัยในปอดของเด็กๆ จะจนจะรวย ก็ไม่ควรมีเด็กคนไหนต้องสูดฝุ่นพิษเกินขนาดจากการปล่อยปละละเลยของผู้ใหญ่ ถูกมั้ยคะ