ยกเลิกสอบเข้าป.1

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 7,500 คน!


                ขอร้องเรียนต่อกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) สำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาการศึกษา กระทรวงการศึกษา และสมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ให้ออกพรบ.ห้ามทุกโรงเรียนทั้งรัฐและเอกชนรับเด็กเข้าเรียนป.1 ด้วยการสอบ   เพื่อคุ้มครองไม่ให้ศักยภาพสมองของเด็กถูกทำลายจากความเครียดเพราะต้องเร่งเรียนเพื่อสอบ

                ดังที่มีการกล่าวว่า “ช่วงปฐมวัย 0 - 8 ปี คือช่วงที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์” ในมุมที่นักการศึกษา นักจิตวิทยาพัฒนาการ และนักประสาทวิทยา เห็นตรงกันคือ เป็นช่วงที่ทักษะสมอง EF (EXECUTIVE FUNCTIONS) ซึ่งจะทำให้มนุษย์เรา “คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่กับคนอื่นเป็น และมีความสุขเป็น” สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วที่สุดและมากที่สุดก็แค่วัยนี้ ถ้าพ้นจากวัยนี้ไปก็จะเป็นช่วงของการพัฒนาต่อยอดจากฐานที่มีอยู่ (ถ้าฐานอ่อนแอมีเครือข่ายเส้นใยสมองอยู่น้อยก็ต่อยอดได้น้อยและมีความเสี่ยงสูงที่เด็กจะไม่เติบโตอย่างที่เราหวังดีอยากให้เป็น ถ้าฐานแข็งแรงมีเครือข่ายเส้นในสมองมากก็ต่อ ยอดได้มากและหลากหลาย กลายเป็นพลเมืองคุณภาพได้ไม่ยาก)  และปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้ทักษะสมอง EF งอกงามได้ดีก็คือ ความรัก สัมพันธภาพและสายใยแห่งความผูกพันที่ดีจากพ่อแม่  โอกาสที่ได้เรียนรู้ผ่านการเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยและใช้การบูรณาการประสาทสัมผัสอย่างเต็มที่ และเป็นการเล่นที่ได้ซักซ้อมการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นสุข

                 แต่เพียงอาศัยความรู้ความเข้าใจในปัจจัยส่งเสริมอย่างเดียวไม่เพียงพอ  ยังมีความจริงที่ทุกคนต้องตระหนักคือ “ความเครียด” คือตัวการสำคัญที่จะขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของทักษะสมอง EF

                 ในสถานการณ์จริง ณ ปัจจุบัน ขณะที่องค์ความรู้เรื่องพัฒนาการของทักษะสมอง EF ในเด็กปฐมวัยยังแพร่หลายไม่ทั่วถึง และเงื่อนไขการคัดเด็กเข้าเรียนด้วยการสอบของโรงเรียนที่พ่อแม่เชื่อว่ามีคุณภาพยังคงมีอยู่ และเร่งเร้าสร้างความกดดันพ่อแม่ด้วยจำนวนโรงเรียนที่มีอยู่ไม่มากนัก แถมทั้งยังรับนักเรียนได้น้อยอีกเมื่อเทียบกับสัดส่วนของผู้สมัคร   หนทางสร้างโอกาสให้ลูกได้เข้าเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ จึงทำให้เกิดค่านิยมใหม่ที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว คือการพาลูกไปติวอย่างเคร่งเครียดให้มากที่สุดเพื่อช่วงชิงโอกาสในการเข้าเรียน  หรือแม้กระทั่งในครอบครัวที่ไม่ได้พาลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีการสอบเข้าก็ตาม ต่างก็พาลูกไปเรียนพิเศษทางวิชาการอย่างเคร่งเครียดด้วยความเข้าใจผิดคิดว่านี่คือวิธีการให้การศึกษาแก่ลูกที่คนอื่นๆเขาทำกัน ถ้าเราไม่ทำบ้างคงไม่ใช่พอแม่ที่ดี  โดยไม่รู้ว่ากำลังเบียดบังโอกาสที่เด็กควรจะได้รับการพัฒนาทักษะสมอง EF ไปอย่างน่าเสียดาย และยังไปส่งเสริมให้เกิดปัจจัยขัดขวางความงอกงามของทักษะสมอง EF ด้วยความเครียดอีกด้วย เท่านั้นไม่พอเรายังได้เผลอมอบของแถมที่ไม่มีใครอยากได้ให้ติดตัวเด็กไปจนโต คือ “การสูญเสียทั้งความเชื่อมั่นในตนเองและมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้” ไปให้กับเด็กที่สอบไม่ได้ซึ่งมีจำนวนมากกว่าเด็กที่สอบได้

อย่ารอ.. ให้การเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องทักษะสมอง EF นี้ไหลสู่คนเป็นพ่อแม่อย่างทั่วถึง

อย่ารอ.. ให้ค่านิยมในการติวหรือเร่งเรียนจนเคร่งเครียดหมดสิ้นไปหรือเปลี่ยนแปลงไป

อย่ารอ.. ให้มาตราฐานคุณภาพโรงเรียนทั่วประเทศมีความเท่าเทียมกัน

                  ถึงแม้ว่าทั้งสามสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ซึ่งคงต้องใช้ทั้งงบประมาณอีกมากมาย และเวลาที่ยาวนานเกินกว่าการเติบโตของทักษะสมอง EF ของเด็กจะรอได้

                   อย่ารอเลยค่ะ สิ่งที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ในทันที โดยใช้งบประมาณที่น้อยมาก คือการออกพรบ.มาคุ้มครองเด็กให้เร็วที่สุด โดยห้ามโรงเรียนใดๆทั้งของรัฐและเอกชนรับเด็กเข้าเรียนด้วยการสอบคัดเลือก

ผลพลอยได้ : การเปลี่ยนแปลงที่จะตามมาถ้ามีพรบ.คุ้มครองเด็กๆในเรื่องนี้ คือ

•             พ่อแม่... ได้กลับไปทำบทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ที่มีเวลาสร้างสัมพันธภาพเกิดสายใยแห่งความผูกพันให้ความรักความอบอุ่นซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงภายในให้กับเด็กๆ

•             ครู... ไม่ต้องอึดอัดใจต่อไปที่ต้องสอนในสิ่งที่ไม่ควรสอน ได้ภาคภูมิใจที่จะได้ทำหน้าที่เป็นครูที่ดีตามที่เคยร่ำเรียนมา

•             โรงเรียน... ได้กลับไปทำหน้าที่ตามเป้าหมาย ปรัชญา และวิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่จะพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพ่อแม่ต่อว่าหรือเอาลูกออกถ้าไม่เร่งเตรียมเด็กเพื่อสอบ

•             ปฏิรูปการศึกษา... เดินหน้าต่อได้ ประเทศชาติก็ได้พลเมืองที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น

ทางออกในกระบวนการที่จะนำมาใช้ทดแทนการสอบเข้าป.1   โดยให้แต่ละโรงเรียนสามารถเลือกวิธีจัดสรรโอกาสให้เด็กเข้าเรียนตามความเหมาะสมในบริบทของแต่ละโรงเรียน แต่ต้องไม่ใช้การสอบคัดเลือกเด็กหรือจะต้องไม่เรียกร้องทรัพย์สินเงินทองเพื่อความได้เปรียบในการพิจารณาจากผู้ปกครอง

ตัวอย่างทางออก ในการจัดสรรโอกาสให้เด็กเข้าเรียน ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ เช่น

•             การสอบพ่อแม่ ซึ่งอาจใช้การสอบข้อเขียน หรือ การสอบสัมภาษณ์ หรือ สอบทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ก็ได้ ซึ่งจะช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจให้กับพ่อแม่ในการเลี้ยงดูและการส่งเสริมศักยภาพให้กับลูก

หรือ ใช้วิธีสะดวกและรวดเร็ว เช่น

•             จับสลาก

•             ใช้หลักเกณฑ์บ้านใกล้โรงเรียน หรือ ให้ผู้ที่บ้านใกล้โรงเรียนมีสิทธิ์ในการจับสลากก่อน เป็นต้น

                 ในที่สุดเด็กๆจะได้มีทักษะสมอง EF ที่ดี กลับมาเติบโตอย่างมีพลังในการเรียนรู้ ด้วยทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ นำสู่ความเป็นนักเรียนรู้ไปตลอดชีวิต เป็นพลเมืองคุณภาพพร้อมที่จะอยู่อย่างเท่าทันและเป็นสุขบนการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้



กรองทอง กำลังรอให้คุณช่วย

กรองทอง บุญประคอง อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา : ยกเลิกสอบเข้าป.1» คุณสามารถร่วมกับ กรองทอง และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 6,943 คน ได้แล้วตอนนี้เลย