กรมอุทยานฯ ยุติดำเนินคดีชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดั้งเดิมบางกลอยบน/ใจแผ่นดิน

กรมอุทยานฯ ยุติดำเนินคดีชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดั้งเดิมบางกลอยบน/ใจแผ่นดิน

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 500 คน!
หากถึง500รายชื่อ แคมเปญนี้จะถูกโชว์ในหน้าแคมเปญยอดนิยม

Bandit Homket ได้สร้างแคมเปญรณรงค์นี้ร้องเรียน อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)

จากที่ปรากฎข่าวทางสื่อมวลชนในช่วงวันที่ 25-31 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมาว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมอุทธยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อกล่าวโทษให้สืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดั้งเดิมที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านบางกลอยบนและใจแผ่นดิน ซึ่งภายหลังได้ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

ชาวกะเหรี่ยงที่ตกเป็นเป้าหมายของการที่จะถูกดำเนินคดีคือ ชาวกะเหรี่ยง 6 คนหรือทายาทของพวกเขา  หนึ่งในนั้นคือทายาทของนายโคอิ มีมิ หรือปู่คออี้ ผู้นำจิตวิญญาณของชาวกะเหรี่ยงบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน วัย 107 ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยพวกเขาอาจจะถูกดำเนินคดีในข้อหายึดถือหรือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ คือบริเวณบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ซึ่งถูกประกาศทับโดยเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อปี 2524

ชาวกะเหรี่ยงทั้ง 6 คนเป็นคนที่ต่อสู้ปกป้องสิทธิของตนเองและของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน  พวกเขาออกมาเรียกร้องให้รัฐรับผิดชอบต่อการปฏิบัติการไล่รื้อที่ไม่ชอบธรรม และละเมิดสิทธิมนุษยชนจากปฏิบัติการที่เรียกว่า "ยุทธการตะนาวศรี" เมื่อปี 2554 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้กำลังบังคับให้พวกเขาต้องโยกย้ายออกจากที่ดินและชุมชนบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน อันเป็นถิ่นกำเนิด ที่ทำกินและอยู่อาศัยของพวกเขามาหลายชั่วอายุคน ทั้งได้เผาทำลายบ้านเรือน ยุ้งฉาง เรือกสวนไร่นาของพวกเขาและกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคนอื่นๆอีกหลายสิบคนจนเสียหาย  มีบ้านที่ถูกเผาทำลายเกือบ 100 หลัง

เหตุการณ์ไล่รื้อดังกล่าว ทำให้ในปี 2555 ชาวกะเหรี่ยง 6 คน นำโดยปู่คออี้ ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส. 58/2555  ในท้ายที่สุดหลังจากต่อสู้คดีมากกว่า 7 ปี  เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อส. 4/2561 ซึ่งโดยสรุป ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นสำคัญๆ ดังนี้

  • ศาลปกครองสูงสุด รับรองว่าบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดินถือเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธ์กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
  • การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในการรื้อถอน เผาทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้งหก เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน  เพราะเป็นการใช้อำนาจเกินความจำเป็นไม่สมควรแก่เหตุ  รวมถึงไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ตลอดจนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ในส่วนของการจัดการทรัพยากรที่ให้ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม
  • กรมอุทยานฯต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 จากการรื้อถอนเผาทำลายบ้านและยุ่งฉาง โดยเฉลี่ยแล้วรายละประมาณ 50,000 บาท (อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม

หลังจากมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดแล้ว แทนที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะรับผิดชอบดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูเยียวยาและให้ความคุ้มครองแก่ชาวกะเหรียงที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ครั้งนั้น  ซึ่งรวมถึงการทำให้ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มดังกล่าวสามารถดำเนินวิถีชีวิตตามภูมิปัญหาของชาวกะเหรี่ยงได้ตามหลักสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน แต่กลับปรากฎว่ามีเจ้าหน้าที่ในสังกัดของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ. แก่งกระจาน ให้ดำเนินคดีกับผู้ฟ้องคดีทั้ง  6 คนหรือทายาทของพวกเขา ว่าได้กระทำความผิดฐานบุกรุกครอบครองพื้นที่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงก่อนที่เจ้าหน้าที่จะบังคับโยกย้ายปู่คออี้และชาวกะเหรี่ยงดังกล่าวออกจากพื้นที่บ้านบางกลอยบน- ใจแผ่นดิน และเผาทำลายเผาบ้านเรือนของพวกเขาในปี 2554  

การที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่ากลุ่มชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมหมายความว่ากะเหรี่ยงกลุ่มดังกล่าวอยู่ที่นั้นมานานแล้วและไม่ใช่ผู้บุกรุก กฎหมายต่างหากที่เป็นฝ่ายบุกรุกพวกเขา และเมื่อชุมชนของพวกเขาถูกรับรองว่าเป็นชุมชนดั้งเดิม พวกเขาก็ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา และยังได้รับความคุ้มครองตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงอีกด้วย ดังนั้น การอยู่อาศัยในพื้นที่บ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดินของปู่คออี้และชาวกะเหรี่ยงกลุ่มดังกล่าวย่อมไม่ถือว่ามีเจตนาบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอันจะถือเป็นความผิด

อีกทั้ง การดำรงวิถีชีวิตแบบไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงกลุ่มดังกล่าวก็ยังอยู่บนฐานของการผลิตเพื่อยังชีพ และมีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่าวิถีชีวิตดังกล่าวเกื้อกูลต่อระบบนิเวศ เพราะไร่หมุนเวียน มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเพื่อที่จะได้มีการพักฟื้นที่ดินเพื่อปรับความสมดุลตามธรรมชาติ ไม่ได้เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติดังที่เข้าใจกัน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

ปี 2557 เรื่องราวของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น  เมื่อนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ซึ่งมีฐานะเป็นหลานของปู่คออี้ และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน ได้หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 หลังถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (อ่านเรื่องราวเพิ่มเติม)

ความพยายามของเจ้าหน้าที่บางคนในสังกัดของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่พยายามแจ้งความดำเนินคดีปู่คออี้ และชาวกะเหรี่ยงผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองอีก 5 คน ข้างต้น  นอกจากแสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมรับต่อคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดแล้ว ยังอาจเข้าข่ายเป็นการกลั่นแกล้งหรือแก้แค้นกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงที่ฟ้องคดี และมีผลเป็นการข่มขู่ไม่ให้ชาวกะเหรี่ยงที่ได้รับผลกระทบอีกหลายสิบคนที่บ้านเรือนถูกเผาทำลายในคราวเดียวกันนั้น ออกมาเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมเช่นเดียวกับผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน 

แม้ในขณะนี้ (8 พฤศจิกายน 2561) คดีความยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ แต่เราก็ยังคงวางใจไม่ได้และยังคงเป็นกังวล เพราะหากมีการดำเนินคดีกับชาวกะเหรี่ยงดังกล่าวต่อไปแบบไม่ลดละ แม้ผลสุดท้ายศาลอาจจะพิพากษาว่าพวกเขาไม่มีความผิด แต่ระหว่างทางของการต่อสู้คดี ย่อมสร้างความยากลำบากแก่ชาวบ้านกลุ่มนี้แน่นอน ทั้งด้านภาระค่าใช้จ่ายและผลกระทบที่จะเกิดกับสภาพจิตใจของพวกเขา ด้วยเหตุนี้  เราจึงอยากเชิญชวนทุกคนที่เห็นด้วยกับพวกเรา มาร่วมกันลงชื่อเพื่อส่งเสียงถึงผู้เกี่ยวข้อง ผ่านข้อเรียกร้องของพวกเรา ดังต่อไปนี้

  • ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดอย่างเคร่งครัด
  • ขอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทบทวนและยุติความพยายามในการดำเนินคดีทใดๆต่อชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน 
  • ขอให้กรมอุทยานฯ รับผิดชอบเยียวยาชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดินที่บ้านเรือนยุ้งฉาง เรือกสวน ไร่นา ถูกเผาทำลายในยุทธการตะนาวศรี เมื่อสิบปีก่อน ตามแนวของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด
  • ขอให้รัฐบาลและกรมอุทยานฯ ให้ความคุ้มครองและฟื้นฟูเยียวยาชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบน- ใจแผ่นดิน ด้วยการคืนสิทธิชุมชน เพื่อให้พวกเขาได้ดำเนินชีวิตตามวิถีของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมได้ต่อไป โดยการนำมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถี ชีวิตชาวกะเหรี่ยงฯ มาบังคับใช้
  • ขอให้รัฐบาลและกรมอุทยานฯ  ทบทวนและยกเลิกกฎ ระเบียบ มาตรการ และการกระทำอันเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติต่อชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน และกลุ่มชาติพันธุ์ชนพื้นเมืองอื่นๆ ตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกประติบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบและหลักการสิทธิมนุษยชนโดยเคร่งครัด
มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 500 คน!
หากถึง500รายชื่อ แคมเปญนี้จะถูกโชว์ในหน้าแคมเปญยอดนิยม