FriendZone

49,569 supporters

    Started 5 petitions

    Petitioning เศรณี ชาญวีรกูล

    ช่วยบอกให้พ่อ (อนุทิน) รักษาสัญญา

    เนื่องด้วยคุณเป็นลูกชายของอนุทิน ชาญวีรกูล คุณมีแฟนๆ คอยติดตามมากมาย คุณพูดอะไรเสียงก็ดังทีเดียว แต่เราหวังว่าเสียงของคุณจะดังและมีค่ามากที่สุดเมื่อพูดกับคุณพ่อของคุณ เราไม่แน่ใจว่าคุณพ่อของคุณยังฟังเสียงประชาชนอยู่หรือไม่ เราจึงอยากให้คุณช่วยพวกเราสักครั้ง ช่วยไปบอกพ่อคุณให้ทีว่ากำลังทำให้ครอบครัวคนไทยจำนวนมากต้องเดือดร้อนและเจ็บปวดจากการถูกหักหลัง แม้คุณพ่อของคุณอาจไม่ฟังเสียงคนที่เลือกเข้าไป แต่อาจจะฟังเสียงลูกของตัวเอง และเกิดความฉุกคิดก่อนตัดสินใจเลือกนายกฯ ว่าอยากเป็นรัฐมนตรีหรืออยากถูกจดจำในฐานะคนที่หักหลังประชาชน ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คุณพ่อของคุณได้กล่าวอยู่เสมอว่าเขาไม่เห็นด้วยกับระบบ 250 ส.ว. ซึ่งจะมาเป็นผู้เลือก ส.ส. / จะไม่ยอมให้เกิดการสืบทอดอำนาจ คสช. / จะไม่พาพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคที่ไม่ได้ฉันทามติสูงสุดจากประชาชน ฯลฯ คุณพ่อของคุณแสดงออกว่ามีจิิตใจรักประชาธิปไตย และแสดงจุดยืนไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อและเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยจนได้ ส.ส. เป็นจำนวนมาก ทว่าในวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2562 คุณพ่อของคุณกลับกลับคำพูดของตนเอง โดยแสดงจุดยืนว่าจะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ เราอยากให้คุณได้อ่านความความคิดเห็นของคนที่เลือกพ่อของคุณเข้าสภาว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร “ท่านกำลังทรยศ...คนบุรีรัมย์ ที่เทคะแนนให้พรรคท่านจากทุกเขต” นายบอม กาแฟเย็น “ผิดหวังกับคุณอนุทิน ทำไมคุณทรยศพวกเราได้ลงคอ ชาวบุรีรัมย์รักและไว้ใจภูมิใจไทยเพราะทำประโยชน์ให้เรามาตลอด หวังจะให้เป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ปัญหาชาติ แต่กลับทรยศประชาชน สืบทอดอำนาจกับเผด็จการ” Pongjak Sprite คอมเมนต์ข้างต้นเป็นเศษเสี้ยวเดียวของเสียงมหาศาลจากประชาชนที่ส่งให้คุณพ่อของคุณในเวลานี้ พวกเขาเจ็บปวด แต่เราไม่แน่ใจว่าคุณพ่อของคุณจะได้ยินหรือไม่ นอกจากการนำพาประเทศไปอยู่ใต้การนำของระบอบทหารแล้ว การตัดสินใจกลับคำของคุณพ่อของคุณยังส่งผลเสียต่อการเมืองไทย สังคม และวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง คุณพ่อของคุณได้สร้างวัฒนธรรมการตระบัดสัตย์แล้วได้ดีมีอำนาจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เห็นเป็นแบบอย่าง ตอกย้ำวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเก่าที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาเพื่ออำนาจและไม่เห็นคุณค่าของประชาชน แม้กระทั่งการพลิกลิ้น อีกทั้งการที่นักการเมืองปฏิบัติตัวในช่วงหาเสียงและหลังรับตำแหน่งไม่เหมือนกันนั้นทำให้ประชาชนเสียความศรัทธาต่อหลักการประชาธิปไตย จึงกล่าวได้ว่าการกระทำของคุณพ่อคุณนั้นทำลายทั้งหลักการความดีงาม จริยธรรม คุณธรรม และประชาธิปไตย เราเคยอ่านบทสัมภาษณ์ที่คุณให้สัมภาษณ์ถึงพ่อคุณไว้ว่าคุณ “ถูกสอนมาจากคุณพ่อให้เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ กตัญญูรู้คุณ” (ผู้จัดการออนไลน์) เราอยากให้คุณนำคำที่คุณพ่อสอนคุณกลับไปถามคุณพ่อ ว่าท่านจะทำตามที่ท่านสอนคุณได้หรือไม่ เราประชาชนหวังว่าคุณจะช่วยทำหน้าที่นี้แทนคนไทยทั้งประเทศ ทุกคนที่เลือกคุณพ่อของคุณต่างมีครอบครัว มีลูก มีพ่อแม่ และเลือกคุณพ่อของคุณไปเพราะหวังให้ครอบครัวของพวกเขามีอนาคตที่ดีเช่นกัน ถ้าครอบครัวของคุณพร้อมจะทรยศหักหลังอีกหลายล้านครอบครัว เพื่อความสุขเพียงครอบครัวเดียว สังคมไทยก็จะจดจำครอบครัวคุณเช่นนั้น

    FriendZone
    23 supporters
    Petitioning พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

    ออกมาตรการตั้งรับวิกฤตฝุ่น PM 2​.​5 ที่จะเกิดขึ้นซ้ำแน่นอน

    ติดตั้งแอ็พพลิเคชั่น สวมหน้ากาก ซื้อเครื่องฟอกอากาศ ฉีดน้ำ ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 379 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คือปริมาณของฝุ่นละเอียดขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน วัดได้ในวันหนึ่งจากย่านสะพานควาย ช่วงเกิดวิกฤตฝุ่นในกรุงเทพฯ ซึ่งสูงกว่าระดับมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกซึ่งกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แสดงว่าอากาศเป็นพิษระดับรุนแรง สภาพเช่นนี้พบได้ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด มาตรการของรัฐที่ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรม คือการฉีดน้ำ  ซึ่งทำได้เพียงชั่วคราว และช่วยลดเฉพาะฝุ่นเม็ดใหญ่ แต่ฝุ่นที่เป็นปัญหาคือฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นฝุ่นละเอียดและขนาดเล็กเกินกว่าที่น้ำซึ่งมีขนาดอนุภาคใหญ่กว่าจะจับฝุ่นได้  ที่สำคัญการฉีดน้ำอาจไปรบกวนเซ็นเซอร์วัดฝุ่นทำให้การวัดค่าฝุ่นออกมาผิดเพี้ยน นาทีนี้ วิกฤตมลภาวะทางอากาศจากปริมาณฝุ่นพิษที่เกินมาตรฐาน ควรต้องได้รับการยกระดับเป็นวาระเทียบเท่า ‘ภัยพิบัติ’ ระดับชาติได้แล้ว เพราะส่งผลกระทบต่อชีวิตเราทุกคน โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่นเด็ก คนชรา ผู้ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ ผู้ทำงานกลางแจ้ง และผู้มีรายได้น้อยที่เข้าไม่ถึงหน้ากากกันฝุ่น ที่สำคัญฝุ่นพิษนี้มีแนวโน้มจะหวนกลับมาทุกครั้งที่เกิดภาวะความกดอากาศต่ำ เช่นที่เกิดในปี 2561 และปี 2562 ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นคือช่วงเดือน มค.-มี.ค. 'เรา' ประชาชนและภาคประชาสังคมหลายภาคส่วน จึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐ ออกมาตรการตั้งรับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่จะหวนกลับมาสร้างวิกฤตอีกอย่างแน่นอน โดยเสนอข้อเรียกร้อง ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ดังนี้ 1. ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของคนไทย โดยเสนอให้กรมควบคุมมลพิษ "ยกร่างมาตรฐานค่า PM 2.5 ในบรรยากาศ"  สำหรับประเทศไทยขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้ค่าเฉลี่ย PM 2.5 รายปีมีได้ไม่เกิน 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย PM 2.5 ใน 24 ชั่วโมง มีได้ไม่เกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายในปี พ.ศ.2562  (ศึกษาเพิ่มเติมและดูวิธีการนำไปปฎิบัติเป็นรูปธรรมได้ ที่นี่) 2. ลดจำนวนรถ คุมควันดำ - มีมาตรการลดปริมาณรถยนต์ให้สอดคล้องกับภาวะวิกฤติ (เช่น ‘สั่งการ’ งดใช้รถ ไม่ใช่ ‘ขอความร่วมมือ’) อย่างเข้มงวด จับจริง ปรับจริง เนื่องจากรถยนต์และการจราจรที่ติดขัดเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของฝุ่นพิษในเมือง และควันพิษจากรถยนต์จะสูงขึ้นถ้าความเร็วของรถยนต์ต่ำลงเช่นเวลาที่รถติด รัฐควรมีมาตรการห้ามรถบรรทุกเข้าเมืองในช่วงเวลาที่อากาศวิกฤติ PM 2.5 เกิน 100 หรือสลับวันที่รถวิ่งได้ตามเลขทะเบียน ซึ่งสามารถลดปริมาณรณยนต์ลงได้ครึ่งหนึ่ง รวมไปถึงการตรวจจับรถควันดำอย่างเคร่งครัด เรากำลังเผชิญวิกฤต จึงไม่อาจคาดหวังได้ว่าทุกคนจะใช้ชีวิตบนท้องถนนได้ตามปกติ  3. พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย ราคาเข้าถึงได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดใช้รถยนต์ และรองรับผู้คนจำนวนมากที่อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายลดจำนวนรถในข้อ 2 และมีมาตรการให้ใช้ขนส่งสาธารณะฟรีในวันที่มีวิกฤตฝุ่น 4. เพิ่มพื้นที่สีเขียวตามมาตรฐานสากล นั่นคือ 9 ตร.ม./คน เพราะต้นไม้ช่วยดูดซับมลพิษได้ จากผลการศึกษาของ U.S. Forest Service และสถาบัน Davey ในสหรัฐฯ พบว่าต้นไม้ในเมืองสามารถดูดซับฝุ่น PM 2.5 ได้ถึง 64.5 เมตริกตันต่อปี ในแอตแลนต้า และงานวิจัยจาก TNC หรือ The Natture Conservancy รายงานว่าหากเรามีพื้นที่สีเขียวมากพอ จะสามารถลดปริมาณฝุ่นได้เฉลี่ยร้อยละ 7 - 24 แต่เมื่อพิจารณาพื้นที่สีเขียวเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้อย่างสวนสาธารณะ โดบไม่รวมพื้นที่สนามกอล์ฟหรือพื้นที่เอกชนอื่นๆ จะพบว่ามีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวเพียง 6.4 ตร.ม./คน ซึ่งสัดส่วนนี้ยังไม่นับรวมประชากรแฝง สัดส่วนนี้ถือต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วหลายประเทศ อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างห้างสรรพสินค้า 25 แห่งกับสวนสาธารณะ 25 แห่งพบว่าพื้นที่สวนสาธารณะน้อยกว่าราว 400 ไร่ ดังนั้น เราจึงขอให้ภาครัฐ 1) ออกกฎหมายควบคุมอาคารให้ห้างสรรพสินค้าทุกแห่งมีพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นการช่วยเยียวยาปัญหาสิ่งแวดล้อม 2) เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ โดยนำพื้นที่จากหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือเป็นหน่วยงานกลางเมืองที่คนไม่ได้ติดต่อเป็นประจำ ย้ายไปนอกเมือง และสร้างสวนธารณะขึ้นแทน 5. ขอความจริงและจัดทำฐานข้อมูลมลพิษ เมื่อเกิดวิกฤตฝุ่น รัฐควรนำเสนอข้อมูลสภาวะอากาศอย่างครบถ้วน โปร่งใส ล่วงหน้า ออกในทุกช่องทางรายวัน โดยบอกถึงอันตรายของมลพิษอย่างจริงจังตามจริงและประชาสัมพันธ์วิธีป้องกัน อีกทั้งมีการจัดทำ "ฐานข้อมูลแหล่งปลดปล่อยมลพิษและทิศทางการปลดปล่อยมลพิษ" อย่างชัดเจน ว่ามลพิษที่ปลดปล่อยมามาจากแหล่งใด ปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งจะทำให้คุมการเผา และคุมการปล่อยควันพิษของโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง (ศึกษาเพิ่มเติมได้ ที่นี่) 6. จัดตั้งหน่วยงานที่เป็น "เจ้าภาพ" แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม  เมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในไทยขึ้น เรามักหา "เจ้าภาพ" ในการรับผิดชอบไม่เจอ แต่ละหน่วยงานต่างชี้ไปที่หน่วยงานอื่น หรือกล่าวอ้างว่าเพราะติดกฎหมายหรือนโยบายของอีกหน่วยงานซึ่งไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาสื่งแวดล้อมได้เลย ปัญหานี้สามารถแก้ได้โดยเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารเรื่องสิ่งแวดล้อมใหม่ทั้งหมด โดยจัดตั้งองค์กรกลางที่มีลักษณะคล้ายองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งอเมริกาหรือ US-EPA (ศึกษาเพิ่มเติมได้ ที่นี่) ซึ่งเกิดจากการที่ทุกกระทรวง และหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อมจำนวนมาก ยอมสละอำนาจทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมแล้วโยกย้ายมาให้องค์กรใหม่เป็นผู้ถือกฎหมายและบังคับใช้แทน องค์กรใหม่นี้จึงมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งน่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีเอกภาพและได้ผลอย่างแท้จริง "อากาศ" เป็น ทรัพยากรเดียวที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้ร่วมกัน และเรากำลังฆ่าตัวตายหมู่ด้วยกันอย่างช้าๆ ในตอนนี้!  จากประสบการณ์การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของทั่วโลก ต่างต้องฝ่าฟันความตึงเครียด ความยากลำบากในการวางนโยบาย การต่อต้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในสังคม ความไม่สะดวกสบายและเสียงบ่นของประชาชนที่ต้องปรับตัว (ศึกษากรณีตัวอย่างได้ ที่นี่)  ซึ่งหากรัฐบาลไทย ยังไม่วางรากฐานใดๆ และยังไม่ทำอะไรมากไปกว่าฉีดน้ำ เมื่อความกดอากาศต่ำมาเยือนอีกครั้ง พวกเราจะได้สูดอากาศที่เต็มไปด้วยกระสุนเม็ดจิ๋วอย่างแน่นอน       

    FriendZone
    42,002 supporters
    Victory
    Petitioning ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย , นายรณชิต แย้มสอาด, นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล, นายสัจจพงศ์ สนั่นเสียง, นายภคพงค์ ศิริกันทรมาศ, นายฤทธิกา สุภารัตน์, นายสุชิน ศศิประภากุล, พ.ต.ท.อนุศิลป์ ...

    ผู้ว่าการรฟม.ขอแนวทางแก้ไขปัญหาคนล้นสถานี MRT บางซื่อช่วงเช้า

    ถ้าหากคุณ เป็นคนหนึ่งที่ต้องต่อรถจากสถานีรถไฟบางซื่อ เพื่อไปทำงานหรือเรียนหนังสือ เราน่าจะได้มีประสบการณ์ slow life ร่วมกันทุกเช้าระหว่างเข้าคิวกดบัตรเข้าสถานีรถไฟฟ้า สาเหตุก็มาจากประตูผ่านเข้าชานชาลาสถานีที่มีเพียง 3 ช่อง ส่งผลให้ความคล่องตัวในการเข้าสถานี หรือ passenger flow มีน้อย หรือบางครั้งแทบจะเรียกว่า ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับคนจำนวนมาก  ต่อให้คุณตื่นเช้ารีบมาแค่ไหน คุณก็ต้องเสียเวลาอย่างน้อย 10 นาทีหรือมากกว่านั้นในการต่อแถวเข้า  ยิ่งถ้าหากไม่มีบัตรรถไฟฟ้าหรือเงินในบัตรไม่พอ ก็ต้องเดินไปเติมเงินมาก่อนแล้วก็เดินย้อนกลับมาต่อแถว --- วนไปค่ะ เข้าใจว่าสถานีต้องจำกัด passenger flow ในชั้นชานชาลารถไฟ เพราะสถานีด้านล่างไม่ได้มีบริเวณกว้างมากนัก ถ้าปล่อยผู้โดยสารเข้ามาเยอะ สถานีก็จะมีสภาพล้นเหมือนด้านบน แต่การปล่อยให้ผู้โดยสารต้องเสียเวลาเดินทางทุกเช้ากับการต่อคิวยาวเหยียด ก็ทำให้อดคิด/สงสัยไม่ได้ว่า รฟม. จะมีแผนการรองรับการเติบโตของสถานีที่สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นหรือปล่าว เพราะในอนาคตสถานีบางซื่อกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงผู้คนจากภาคต่างๆ เข้ามายังกรุงเทพฯ  นอกจากสิ่งที่เห็นได้ตอนนี้ คือให้พนักงานมายืนแนะนำการใช้บริการเท่านั้น และในบางครั้งก็ต้องคอยรองรับความไม่พอใจของผู้ใช้บริการไป ขอเสนอให้แก้ไขง่ายๆ ในระยะสั้นที่ “อาจจะ” เป็นไปได้ เช่น เพิ่มตู้ให้บริการเติมเงินอัตโนมัติ ตู้ขายเหรียญโดยสาร เพื่อผู้โดยสารจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปถึงช่องขายตั๋วด้านหน้า และเดินย้อนวกกลับมาต่อแถวที่ยาวไปเรื่อยๆ หรือเพิ่มประตูพิเศษในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยในระยะยาว ทาง รฟม. ก็ควรหาทางแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับการเดินทางของผู้คน ให้เข้ากับคำขวัญของ รฟม. ที่ว่า “เรายกระดับชีวิตคนเมือง” ด้วยเช่นกัน ถ้าคุณเบื่อหน่าย เซ็ง ท้อแท้ใจ บ่นจนเลิกบ่น รีบตื่น รีบแต่งตัว รีบต่อรถมา แต่สุดท้ายต้องมาเสียเวลากับการเข้าคิวกดบัตรเข้าชานชาลาบางซื่อทุกวัน โดยไม่รู้ว่าปัญหานี้จะแก้ไขได้ไหม และมีทางแก้ไขให้ดีกว่าที่เป็นอยู่หรือปล่าว หรือผู้บริการกำลังคิดวางแผนอย่างไร ชวนกันลงชื่อค่ะ เปลี่ยนเสียงบ่นเล็กๆ ของเราให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจได้ยินกัน

    FriendZone
    455 supporters
    Petitioning พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา

    ปล่อยไผ่ ดาวดิน

              “ท่านเหมือนพ่อ เราก็เหมือนลูกๆ ชาวบ้านได้รับผลกระทบ ได้โปรดให้ชาวบ้านเข้าไปเถอะ” คือประโยคที่ไผ่ ดาวดินอ้อนวอนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งเพื่อขอให้ชาวบ้าน ได้เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ อ.วังสะพุง จ.เลย ในวันนั้นมีตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐมากว่า 700 นายเพื่อกันไม่ให้ชาวบ้านร่วมเวที ตำรวจผู้ได้ฟังไผ่ขอร้องน้ำตาไหล ขอให้ตำรวจรายอื่นมาอยู่ตรงทางเข้าแทน...          ไผ่ หรือ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา เกิดในครอบครัวทนายความ พ่อของไผ่ ทนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา เป็นทนายด้านสิทธิมนุษยชนร่วมทีมเดียวกับทองใบ ทองเปาด์ วิบูลย์ทำงานช่วยเหลือด้านกฎหมายและต่อสู้เคียงข้างชาวบ้านมาเสมอ โดยเฉพาะประเด็นชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติและการปฏิรูปที่ดิน แม่ของไผ่คือทนายพริ้ม บุญภัทรรักษา เป็นทนายความคดีครอบครัว ไผ่คลุกคลีกับชาวบ้านตั้งแต่เด็กเพราะตามพ่อไปทำงาน แต่ตั้งมั่นว่าโตขึ้นจะไม่ทำงานช่วยชาวบ้านแบบพ่อ             “ผมเกลียดพ่อด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านั้นเรามีฐานะ มีรถ มีบ้านหลังใหญ่ แต่พอพ่อทำแบบนี้ รับคดีชาวบ้านคนจนมา รับเขามาหมด เลยต้องขายทุกอย่าง แต่ก็ได้ความรู้สึกว่าเติบโตกับชาวบ้าน"            แต่ความตั้งใจของไผ่ต้องเปลี่ยนไป เมื่อเขาไปเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น และพบ “ดาวดิน” กลุ่มนักศึกษาซึ่งได้รับการจุดประกายในการทำกิจกรรมมาจากการออกค่ายกับมูลนิธิอาสาสมัครพัฒนาเพื่อสังคมเมื่อปี 2547 หลังจากนั้นนักศึกษาหนุ่มกลุ่มนี้ได้ออกเดินทางสำรวจปัญหาต่างๆ ในภาคอีสาน แล้วทำวารสารเล่าเรื่องปัญหาชาวบ้าน แจกฟรีในมหาวิทยาลัยขอนแก่นชื่อว่า “ดาวดิน”  ซึ่งได้กลายเป็นชื่อกลุ่มสืบต่อมา            ปี 2547-2549 ดาวดินโจมตีการทุจริตของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อย่างเข้มข้น ดาวดินรุ่น 1-2 ได้ไปร่วมขับไล่ทักษิณกับม็อบพันธมิตรฯ ส่วนไผ่ซึ่งเป็นดาวดินรุ่นหลังได้ต่อต้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรมสุดซอยในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่การใช้อำนาจพิเศษนอกเหนือไปจากประชาธิปไตยมาแก้ปัญหาไม่ใช่แนวทางของดาวดิน เพราะกล่าวได้ว่าดาวดินเป็นกลุ่มที่เห็นความสำคัญของกฎหมาย (ที่มีที่มาจากอำนาจของประชาชน) และเห็นข้อดีของประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรมจากการลงพื้นที่สัมผัสปัญหาชาวบ้าน             พวกเขาตระหนักว่ากฎหมายไม่กี่มาตราในรัฐธรรมนูญ หากเป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง ประชาชนก็สามารถใช้กฎหมายนั้นเป็นเครื่องมือปกป้องตนเองได้ การเดินทางและแสวงหาความรู้ ทำให้ไผ่และดาวดินทุกคนรู้ว่า ประเทศไทยนำก๊าซจากใต้พิภพอีสานมาใช้นานกว่าสองทศวรรษ ภาคอีสานครอบครองแม่น้ำโขง ชี มูน ป่าทาม แร่มูลค่าเจ็ดแสนล้านบาท ทองคำนับร้อยๆ ตัน และทรัพยากรอันอุดมใต้ผืนแผ่นดินไว้มากมาย และรัฐไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้ให้สัมปทานแหล่งก๊าซและแหล่งปิโตรเลียมแก่บรรษัทข้ามชาติเกือบหมดแล้วเช่นกัน ภาคอีสานเป็นที่จับจ้องของกลุ่มทุนมาเนิ่นนาน และหากจะเอาของจากบ้านใคร เราก็ต้องไล่เจ้าของบ้านเขาไปเสียก่อน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอีสานมาตลอดหลายทศวรรษ การที่เราพบเห็นคนอีสานจากบ้านมาหางานทำในกรุงเทพฯ มากกว่าคนภาคอื่นๆ นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะการถูกเบียดขับออกจากพื้นที่อย่างเป็นระบบทั้งทางตรงและทางอ้อม            ขณะที่กลุ่มทุนขุดก๊าซ สูบน้ำมัน พลิกภูเขาหาสินแร่ ควักคว้านทองคำ สิ่งที่เหลือคือเศษดินเศษหินจำนวนมหาศาลจากการระเบิดที่ปนเปื้อนสารโลหะหนักเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ สารพิษจากกากอุตสาหกรรมปนเปื้อนในในสายน้ำที่เชื่อมต่อมาถึงแหล่งน้ำของคนไทยทุกคน ป่าไม้มากมายถูกทำลาย คนไทยได้ประโยชน์จากสภาพเหล่านี้เพียงน้อยนิด โดยเฉพาะคนอีสานที่ต้องอยู่กับเศษซากสารพิษ ทว่าเส้นทางการเดินทางของผลประโยชน์ท่วมท้นเหล่านี้กลับเป็นที่ตรวจสอบได้ว่าไปอยู่ในกระเป๋าคนเพียงหยิบมือหนึ่ง กฎหมายสิทธิชุมชน กฎหมายผังเมือง กฎหมายที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ ตลอดจนกฎหมายอื่นๆ ที่ผลักดันมาจากภาคประชาชนจนไปปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และกฎหมายซึ่งเป็นผลมาจากข้อผูกพันด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยผูกพันไว้กับประชาคมโลก เป็นก้างขวางคอสำคัญของการตักตวงทรัพยากรอย่างโอชะ และกฎหมายเหล่านี้นี่เองที่ปกป้องคนเล็กคนน้อยไว้จากการถูกรังแก              ไผ่ และดาวดินทุกคนจึงต้องปกป้องกฎหมาย และสะท้อนออกมาในรูปแบบของการต้านรัฐประหาร สิ่งที่ไผ่และดาวดินคนอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ทำคือศึกษากฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ศึกษาปัญหา ตลอดจนข้อพิพาทของแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด แล้วอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจด้วยภาษาของคนบ้านเดียวกัน พวกเขาเผยแพร่ความรู้ทั่วภาคอีสานเป็นเวลานับสิบปี ไผ่และเพื่อนๆ ปกป้องชาวบ้านจากเหมืองโพแทช จ.อุดร เหมืองทองคำ จ.เลย  บ่อก๊าซธรรมชาติ จ.กาฬสินธุ์ และอีกหลายพื้นที่ในภาคอีสาน ชาวบ้านที่เคยกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ สะดุ้งและยอมทุกอย่างเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐอ้างคำว่ากฎหมาย ลนลาน ประหม่า โดนกดไม่ให้รู้สึกเสมอหน้า วันนี้พวกเขารู้แล้วว่าพวกเขามีสิทธิต่อสู้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และสิทธิของพวกเขานั้นสง่างาม             “ไผ่เป็นคนที่เด็ดเดี่ยวมาก แม่ๆ ไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนที่กล้าหาญขนาดนี้ จากคนตัวเล็กๆ สิ่งที่เขาทำคนอื่นก็ทำไม่ได้ เขาเป็นคนเสียสละความสุขส่วนตัวลงมาช่วยชาวบ้านอย่างพวกเรา แม้กระทั่งเวลาเรียนของเขาเขาก็เสียสละลงมาช่วยชุมชนที่ได้รับผลกระทบและมีปัญหา เขามีจิตอาสามาช่วยโดยไม่มีสิ่งตอบแทนใดๆ ไม่มีเงินค่ารถเขาก็โบกรถมา ฝนตกแดดออกเขาก็มา” ชาวบ้านที่วังสะพุงซึ่งแทนตัวเองว่า “แม่” กับดาวดินทุกคนกล่าวถึงไผ่             ไม่ว่าในสมัยรัฐบาลเผด็จการหรือเลือกตั้ง กลุ่มทุนต่างก็ได้รับการอำนวยความสะดวกจากรัฐให้เข้ามากอบโกยด้วยกันทั้งสิ้น แต่ดาวดินพบว่าหากสู้กันสุดทาง ไม่ยอมแพ้ ประชาชนก็ยังชนะได้ หากตราบใดกติกาก็คือกติกา กฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ประชาชนยังคงอยู่ และเป็นที่พึ่งให้พวกเขา เช่น กรณีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมน้ำพอง จ.ขอนแก่น ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลเลือกตั้ง ไผ่และเพื่อนๆ เข้าไปให้ความรู้เรื่องกฎหมายในพื้นที่ ชาวบ้านฟ้องร้องและยืนหยัดในสิทธิตามกฎหมายจนเป็นฝ่ายชนะ กลุ่มทุนไม่สามารถเข้าไปตั้งโรงงานซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้              แต่เมื่อมาถึงสมัยรัฐบาลรัฐประหาร จากการต่อสู้ที่ยากอยู่แล้ว กลายเป็นการต่อสู้ที่ปิดตาย การรวมตัวคัดค้านนายทุนของชาวบ้านอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน สิทธิในกฎหมายสิทธิชุมชนที่หายไปเพราะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เกณฑ์การได้รับความคุ้มครองจากสิทธินี้ขึ้นอยู่กับการตีความพิจารณาของรัฐ กฎหมายผังเมืองที่ยกเลิกการคุ้มครองพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ในหลายลักษณะเอื้อให้กลุ่มทุนเข้าไปหาผลประโยชน์ ฯลฯ ดาวดินซึ่งใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปกป้องประชาชนมาตลอด รู้ว่าคนยากจน คนเล็กคนน้อยที่ถูกเอาเปรียบอยู่แล้ว จะถูกเอาเปรียบมากขึ้น ทางตันปรากฏขึ้นทุกหนทุกแห่ง พวกเขาจึงต้านการรัฐประหาร             สิ่งที่ไผ่และเพื่อนกำลังต่อสู้นั้นใหญ่โต ไผ่เป็นศัตรูที่แท้จริงของทุนที่ไม่คำนึงถึงชีวิตชาวบ้าน และเป็นศัตรูกับทุกรัฐบาลที่เห็นว่าคนแต่ละคนมีคุณค่า สติปัญญา และราคาของชีวิตไม่เท่ากัน แต่ไผ่เป็นมิตรกับความถูกต้อง และเป็นความหวังที่สุจริตของคนไทยทุกคน              การพยายามทำลายความชอบธรรมและลดราคาของไผ่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ช่วงก่อน 7 สิงหาคม 2559  หรือวันลงประชามติรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไผ่แจกใบปลิวให้ความรู้ผู้คนถึงรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญ จนถูกจับกุมตามกฎหมายประชามติและถูกขังอยู่ที่เรือนจำ จ.ชัยภูมิ ไผ่อดอาหารอยู่ในคุกกว่า 10 วัน เพื่อสื่อสารว่าประเทศนี้ไม่ปกติ คนที่พยายามพูดความจริง ให้ข้อเท็จจริง ให้ความกระจ่างแจ้งต่อประชาชนกลับต้องถูกจับ และประชาชนควรมีสิทธิที่จะพูด              ไผ่อดอาหารตั้งแต่วันแรกที่อยู่ในคุกจนล้มป่วยลง ในวันที่ 9 ไผ่ป่วยหนัก หมอของเรือนจำต้องรักษา แต่หมอให้ยาไม่ได้ เพราะไผ่ท้องว่าง หมอจึงให้กินนมและขนม เพื่อจะได้ให้ยา จากนั้นมีแถลงการณ์จากกรมราชฑัณฑ์ที่ทำให้คนเข้าใจผิดไปในวงกว้างว่าไผ่ไม่ได้อดอาหารจริง แต่กินน้ำ กินขนม เป็นการพยายามบิดเบือนและลดราคาการกระทำของไผ่ ซึ่งหลังรับการรักษาแล้วไผ่ยังแสดงเจตจำนงค์อดอาหารต่อไป             19 สิงหาคม 2559 พ่อและแม่ยื่นประกันตัวไผ่ โดยวิบูลย์ใช้ตำแหน่งทนายความของตนเองเป็นหลักประกัน แต่ยังไม่ทันได้ก้าวพ้นขอบเขตเรือนจำ จ.ชัยภูมิ หมายจับจากกรณีที่ไผ่จัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร ก็จ่ออยู่หน้าคุกนำไผ่ไปฝากขังที่เรือนจำ จ.ขอนแก่นอย่างไร้รอยต่อ เพื่อรอขึ้นศาลทหารในวันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559              ไผ่ไม่เพียงอยู่เคียงข้างชาวบ้านเรื่องทรัพยากร เขาประท้วงการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบเพราะเห็นกับตาว่าทำให้เพื่อนซึ่งเป็นคนจนหมดโอกาสเรียน เขาไม่ยอมรับกฎหมายที่ไม่ได้มีแหล่งอำนาจสูงสุดมาจากประชาชนและทำให้ประชาชนเดือดร้อน  ทุกอย่างที่คนหนุ่มอายุ 20 ต้นๆ คนนี้กำลังทำ ถ้าเขาได้เติบโตต่อไป เขาจะเป็นคนกล้าหาญและทำเพื่อประเทศของเราได้สักแค่ไหน วันข้างหน้าเราในฐานะคนไทย อยากให้มีคนอย่างเขาต่อไปหรือไม่ หรือสังเวยเขาให้แก่กลไกบิดเบี้ยวของประเทศนี้ ที่ทำให้คนมีความสุจริตไม่มีที่ยืนต่อไปทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า               “พวกเราเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ลงชุมชน ลงดิน สิ่งที่เราต้องการเป็นความฝันร่วมกันก็คือ อยากเปลี่ยนแปลงสังคมให้สวยงามกว่านี้ อยากเปลี่ยนแปลงให้ดาวเท่ากับดิน ความฝันเหล่านี้มันยังทำให้ทุกคนได้มาอยู่ร่วมกัน นำไปสู่ความฝันร่วม ที่เราอยากได้สังคมที่สวยงาม เท่าเทียมกัน”               ร่วมรณรงค์ให้ปล่อย ไผ่ ดาวดิน อย่างไม่มีเงื่อนไข ช่วยกันปล่อยสิทธิเสรีภาพและความถูกต้องให้เป็นอิสระ คุณทำได้.

    FriendZone
    2,599 supporters
    Petitioning นายกรัฐมนตรี

    หยุดต่ออายุเหมือง ต่อลมหายใจชาวบ้าน

       “23 กิโลเมตร” คือระยะทางที่เหมืองทองคำจังหวัดพิจิตรตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำน่าน ซึ่งแม่น้ำน่านไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสัดส่วน 43% ของแม่น้ำทั้งหมด และ 70% ของแม่น้ำเจ้าพระยาถูกใช้ในการอุปโภคบริโภค สายน้ำเดียวกันนี้ยังเดินทางต่อไป... สิ่งที่เกิดขึ้นที่เหมืองทองคำที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้จึงอาจไม่ไกลตัวเราเท่าที่คิด นาทีนี้บริษัทเหมืองแร่ทองคำพิจิตร กำลังล่ารายชื่อเพื่อขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบโรงประกอบโลหกรรมเหมืองทองคำซึ่งกำลังจะหมด อายุลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 นี้ ขณะที่ผลกระทบจากเหมืองทองคำแห่งนี้ยังไม่จางไป  จากรายงานผลตรวจเลือดครั้งล่าสุดของประชาชน 1,004 คนรอบเหมือง พบว่า ผู้ใหญ่  55% และเด็ก 63 % มีสารโลหะหนักปนเปื้อนในเลือด  และเมื่อราวต้นเดือนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำ ในจังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ได้เดินทางมาส่งหนังสือคัดค้านการต่ออายุเหมืองกับ นายกรัฐมนตรี แต่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐกันไว้ไม่ให้ออกนอกพื้นที่ ทำไมชาวบ้านต้องไปคัดค้าน? นี่อาจเป็นเรื่องเดิมซ้ำๆ ที่เราต่างได้ยินนับครั้งไม่ถ้วน ชาวบ้านทะเลาะกับรัฐ ทะเลาะกับนายทุน เพราะเรื่องการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม หรือหากใครสนใจเพิ่มขึ้นมานิดหนึ่งอาจได้เห็นเหตุการณ์ทำนองนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรื่องน่ายินดีทางเศรษฐกิจหากเราค้นพบว่าใต้ผืนดินที่เราอยู่นี้ มีทรัพยากรอันล้ำค่าแทรกซึมอยู่ แต่หากการนำทรัพยากรเหล่านั้นขึ้นมาหมายถึงการทำร้ายเจ้าของบ้าน ทำลายชุมชนที่เราอยู่ สิ่งนั้นจะมีประโยชน์ได้อย่างไร ในเมื่อทรัพยากรที่มีค่าที่สุด คือชีวิตของคนที่เรา รัก น้ำที่สะอาดที่จะให้เราดื่มกิน และอากาศ หายใจ คุณอาจมีคำถาม ว่า “แร่ทองคำใช้ทำอะไร” แร่ทองคำจำนวนหนึ่งนอกจากจะแปรรูปเป็น ทองรูปพรรณและทองคำแท่งแล้ว ส่วนหนึ่งจะถูกแปรรูปเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือหรือแทปเล็ต ใกล้ตัวคุณ “ตัวเองมีสารปนเปื้อนนั้นไม่เป็นไรนัก แต่ลูกยังเด็กยังมีอนาคตอีก ไกล เราไม่รู้ว่าอนาคตเขาจะเจออะไรอีกบ้าง ยังสงสัยอยู่ว่าตอนท้องลูก คนที่สองแล้วแท้งก่อนจะมีลูกคนเล็ก เป็นเพราะสารพิษหรือเปล่าเพราะ เราไม่เคยไปตรวจ พอมาครั้งนี้ตรวจ 700 กว่าคน ส่วนมากพบสารแมงกานีสเราก็ตกใจ ยิ่งเจอกับลูกยิ่งนอนไม่หลับ อยากให้รัฐบาลระงับ เหมืองลงสักที” (ที่มา:http://transbordernews.in.th/home/?p=6591 สายฝน เผยกลิ่น ชาวบ้านรอบเหมืองรายหนึ่งกล่าวถึงผลการตรวจเลือดครั้งก่อนหน้าที่พบแมงกานีส สารโลหะหนักซึ่งมีผลการวิจัยรองรับชัดเจนว่าส่งผลอันตรายต่อระบบการควบคุมกล้ามเนื้อและสมองของมนุษย์ ตั้งแต่เหมืองเปิดทำการภายในระยะเวลา 10 ปี มีผู้แสดงอาการเจ็บป่วยหลายร้อยราย และมียอดคนเสียชีวิตรอบเหมืองมากมาย เฉพาะปี 2558 ปีเดียวมีผู้เสียชีวิต 30 กว่าราย ชุมชนที่แต่เดิมทำอาชีพเกษตรเป็นหลัก ขณะนี้ล่มสลาย เพราะไม่มีความปลอดภัยใดๆ ในดิน น้ำ อากาศ โรงเรียนที่เคยเป็นที่เรียนของเด็กๆ 3 จังหวัดกลายเป็นโรงเรียนร้าง ชาวบ้านมากมายล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ฯลฯ และมีค่าสารโลหะหนักในกระแสเลือดสูงลิ่วเกินกว่ามาตรฐาน และสถานการณ์ล่าสุดในปี 2559 พบว่าเด็กๆ ที่เกิดมาในช่วงที่มีเหมือง มีผลการแบ่งเซลล์ของ DNA ผิดปกติ เหมืองทองคำแห่งนี้มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย และถูกจัดอันดับจาก World Gold Council เป็น “low cost leading Asia-Pacific gold producer” หรือเหมืองต้นทุนต่ำ กล่าวคือไม่ต้องใช้เทคโนโลยีราคาสูงทำเหมือง เป็นเหมืองแบบเปิดหน้าดินโล่ง ฝุ่นผงจากเหมืองที่มีสารโลหะหนักเจือปนฟุ้งขึ้นไปในอากาศได้ โดยใช้ไซยาไนด์ซึ่งเป็นสารพิษรุนแรงถึงปีละ 150,000 กิโลกรัมเพื่อสกัดทอง นอกจากนี้ยังไม่ต้องเสียภาษี เพราะได้รับยกเว้น BOI 16 ปี ทองคำราว 59 ตัน และเงินราว 300 ตันที่ขุดได้ทั้งหมดตั้งแต่ระยะเวลาเปิดเหมืองมา 10 ปี รายได้ตกเป็นของบริษัทสัญชาติออสเตรเลียซึ่งส่งทองและเงินเหล่านี้ไปขายต่างประเทศ  โดยเสียค่าภาคหลวงแร่ให้ไทยเพียง 6.6 % การทำเหมืองต้นทุนต่ำ (แต่กำไรสูง) เช่นนี้เป็นการผลักภาระให้ชีวิต และสิ่งแวดล้อมของประชาชนเจ้าของประเทศซึ่งหลายประเทศไม่ยอมรับการทำเหมืองด้วยวิธีนี้อีกแล้ว เราไม่อาจเข้าถึงทุกปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆ ที่ แต่เราช่วยกันเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจยอมให้ชาวบ้าน จ.พิจิตร จ.พิษณุโลก และ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำเหมือง ได้มีส่วนรวมตัดสินใจพิจารณากรณีขอต่ออายุการเข้าทำประโยชน์ใน พื้นที่ซึ่งเป็น “บ้าน” ของพวกเขา และเปิดเผยกระบวนการขอดำเนินการ ให้ชาวบ้านรับรู้ทุกขั้นตอน รวมไปถึงเรียกร้องให้อย่านำเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจมากดดันชาวบ้าน   ข้อมูลสำคัญอีกส่วนที่เราอยากให้คุณได้รู้คือ เหมืองแห่งนี้เป็นเหมืองที่ผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้นเพราะได้ก่อสร้างก่อนที่จะได้รับใบ อนุญาตและก่อนได้รับความเห็นชอบของรายงานประเมินผลกระทบทาง สุขภาพและสังคม (EHIA) ชาวบ้านได้ฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลก และศาลมีคำพิพากษาชั้นต้นไปแล้วว่าให้เพิกถอนใบอนุญาตโรงประ กอบโลหกรรม แต่เหมืองก็ยังอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเปิดดำเนิน กิจการเรื่อยมา...เท่ากับกว่า “กฎหมาย” ที่ใช้ปกป้องสิทธิคนไทยอย่าง เราก็มีค่าเป็นเพียงตัวอักษรในกระดาษเท่านั้น โปรดช่วยกันคัดค้านการต่ออายุเหมือง เพื่อต่อลมหายใจชาวบ้าน และสร้างบรรทัดฐานในการได้รับความคุ้มครองทั้งในชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมของคนไทยทั้งในวันนี้และในอนาคต คุณทำได้    

    FriendZone
    20,939 supporters